สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 30 พฤษภาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

  • มนัส  จรรยงค์
    มนัส จรรยงค์

    มนัส  จรรยงค์
    แม่แบบนักเขียนทรหดบนเส้นเกียรติยศนักเขียนไทย

     
     นับแต่ผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรก “สวรรค์ครึ่งดวง” หรือที่ ป.บูรณศิลปิน  บรรณาธิการเดลิเมล์วันจันทร์ในสมัยนั้น  เปลี่ยนชื่อเป็น “คู่ทุกข์คู่ยาก” ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปีพ.ศ. 2473  มนัส  จรรยงค์  ได้สร้างสรรค์งานเขียนสู่บรรณพิภพต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก  ทั้งสารคดี  บทความ นวนิยาย  โดยเฉพาะเรื่องสั้นมากกว่าพันเรื่อง  ในระยะเวลาประมาณ 35 ปี        

              
      มนัส  จรรยงค์ เกิดที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2450 บิดาชื่อนายผ่อง จรรยงค์ เป็นทนายความ  มารดาชื่อนางเยื้อน เป็นบุตรสาวของผู้พิพากษาที่ 2 ในจังหวัดเพชรบุรี  มนัส จรรยงค์เป็นบุตรชายคนโตมีพี่น้องรวมสิบคน   เริ่มเรียนหนังสือกับมารดาตั้งแต่อายุได้สามสี่ขวบ  เมื่ออ่านเป็นจึงเข้าเรียนที่ “ศาลาคามวาสี” ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชุมชนใกล้บ้านเป็นแห่งแรก พออายุได้แปดปี จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดสมัยนั้น ปัจจุบันคือโรงเรียนวัดคงคาราม  เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่สอง บิดาจึงส่งมาเรียนต่อในพระนคร  ที่โรงเรียนสุขุมาลัย (วัดพิชัยญาติ) โดยฝากฝังไว้กับเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค)  ที่นี่เองที่ทำให้มนัส จรรยงค์ ได้รู้จักวรรณกรรมเช่น ฮั่นสิน สามก๊ก ด้วยต้องทำหน้าที่อ่านหนังสือเหล่านี้ให้ธิดาทุกคนของท่านเจ้าคุณฟังก่อนนอน   ต่อมาบิดาจึงส่งให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำ บ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯ   มนัสใช้เวลาทุ่มเทให้การกีฬาและดนตรีไทย  ดีดสีตีเป่าเป็นทุกชนิด และได้ลาออกจากโรงเรียนขณะเรียนชั้นมัธยมเจ็ด  หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด


     ประมาณปี  พ.ศ. 2471  มนัส จรรยงค์  เข้าทำงานหน้าที่เสมียนไต่สวนและเป็นหัวหน้าวงดนตรีไทยควบไปด้วย   แต่เป็นเสมียนอำเภอได้ไม่นานก็ต้องลาออกมาเป็นครูสอนดนตรีไทยอย่างจริงจัง  มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย   และได้พบอ้อม บุนนาค  ธิดาคนโตของ พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) เจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ แต่ความรักมีอุปสรรค ถูกกีดกัน จึงนัดหมายหนีไปใช้ชีวิตร่วมกันได้ในที่สุด         


     พ.ศ 2473 มนัส  จรรยงค์  เริ่มชีวิตคู่กับอ้อม ที่กรุงเทพฯ และเขียนหนังสืออย่างจริงจัง โดยใช้นามปากกา  อ.มนัสวีร์ และฤดี จรรยงค์   พร้อมกันนั้นได้ทำงานหนังสือพิมพ์ไปด้วย  โดยเริ่มที่หนังสือพิมพ์หลักเมือง  ต่อมาโยกย้ายไปทำหนังสือพิมพ์อื่น ๆอีกหลายฉบับ เช่น 24 มิถุนา  ประมวญวัน ผิวเหลือง  ประชามิตรสุภาพบุรุษรายสัปดาห์ และประชามิตร-สุภาพบุรุษ ได้ทำงานร่วมกับนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นหลายท่าน เช่น ศรีบูรพา มาลัย ชูพินิจ และยาขอบ  รายสุดท้ายสนิทสนม ถูกคอถึงขั้นมอบโต๊ะทำงานไว้ให้มนัส จรรยงค์ เป็นโต๊ะตัวเดียวกันที่ยาขอบใช้สร้างผลงานอันเลื่องลือ ผู้ชนะสิบทิศ  นั่นเอง


     นอกจากนี้  มนัสยังเคยประกอบอาชีพอื่น เช่น ทำไร่  เป็นผู้จัดการร้านค้าแบบสหกรณ์ที่ทัณฑ์นิคม อำเภอธารโต จังหวัดยะลา  ซึ่งประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้กลายเป็นข้อมูลสำคัญในการเขียนหนังสือ  ดังที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง มือเสือ หุ่นผี ซาเก๊าะ และจับตาย


     เรื่อง จับตาย เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ใช้นามจริง ในการประพันธ์  ได้รับการตีพิมพ์ ใน นิตยสารศิลปิน เมื่อ พ.ศ. 2485 และได้รับเลือกจากสมาคมนักเขียนแห่งออสเตรเลียแปลเป็นภาษาอังกฤษและตีพิมพ์ในหนังสือ Span ร่วมกับนักเขียนชาติอื่นๆทั่วโลก


     ในช่วงปลายชีวิต มนัส  จรรยงค์ ได้กลับเข้าทำงานหนังสือพิมพ์ไท รายวัน เป็นครั้งสุดท้าย แต่ทำได้ไม่กี่เดือนก็ล้มป่วย  หลังจากนั้นก็เขียนหนังสืออยู่กับบ้านเรื่อยมา    และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 พ.ย 2508  รวมอายุได้ 58 ปี 


     ในปีพ.ศ.2525 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย   ได้ยกย่องให้ มนัส จรรยงค์ เป็นหนึ่งในสิบห้านักเขียนเรื่องสั้นไทย ดีเด่น  ในรอบ100ปี   และเป็นปีเดียวกันที่ จับตาย ฉบับภาพยนตร์ถูกนำออกฉาย      

     
     อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวว่า “มนัส จรรยงค์ เป็นยักษ์ใหญ่ ของวงวรรณกรรมไทย ผลงานของเขาเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่หลั่งไหลขึ้นมาโดยไม่หยุดยั้งได้ตอกย้ำลงไปในความรู้สึกของนักอ่านว่า นี่คือวรรณกรรมที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สามารถสร้างขึ้นได้จากชีวิตไทยทั่ว ๆไป ทำให้มหึมาขึ้นด้วยความสามารถพิเศษส่วนตัวของเขา  มีวิธีการเลือกจับจุดเด่นของชีวิตอันหลากหลายพลิกขึ้นมาให้ต้องแสงเดือนแห้งธาตุแท้ของมนุษย์  ขัดให้สุกปลั่งด้วยวิธีการเสนอที่เชี่ยวชาญ แล้วเป่า...เพี้ยงกำกับลงด้วยอาคมเฉพาะตัวคือ ความทรหด  ความเรียบง่าย  ความสุข ความเศร้า ความเป็น  ความตาย ทางออกแบบลิขิตแทนพรหม และอาวุธที่ชโลมมากับอารมณ์ขัน”


     งานเรื่องสั้นของมนัส จรรยงค์  โดดเด่นทั้งเนื้อหาและกลวิธีทางวรรณศิลป์ ยากจะหาใครเทียบได้  เขาคือเพชรแห่งวงการวรรณศิลป์ไทย  ที่กว่าจะก้าวขึ้นมาส่องแสงจรัสงามได้  ก็ผ่านเส้นทางชีวิตทุรกันดารเหลือคณานับ  โดยมีอ้อม จรรยงค์ คู่ชีวิตเป็นพลังสำคัญ  


     ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นปีครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี มนัส จรรยงค์ นักเขียนแม่แบบผู้ทรหดบนเส้นทางวรรณกรรมไทย  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ขอน้อมรำลึกถึงคุณูปการของมนัส จรรยงค์ที่มีต่อแวดวงวรรณศิลป์  และขอให้คนรุ่นหลังร่วมกันเผยแพร่เกียรติคุณของมนัส จรรยงค์ ให้ขจรไกลยั่งยืนนาน

        -------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design