สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 24 กันยายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ

  • รายงานการเสวนา “อ่านอะไร ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” ครั้งที่ 1
    โพสต์โดย : mataree
    2008-09-24 22:24:52

    รายงานการเสวนา “อ่านอะไร  ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร”   ครั้งที่  1 
    ในหัวข้อ “นักอ่านแฟนพันธุ์แท้เรื่องสังคมและการเมือง”
    วันเสาร์ที่  16  สิงหาคม  2551  เวลา 13.00 – 17.00 น.  ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    -----------------------------------------------------

     การเสวนาในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนา 31 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    ตัวแทนจากนิตยสาร  นักเขียน กวี นักแปล และผู้อ่านทั่วไป  ผู้ดำเนินการเสวนา คือ คุณเจน  สงสมพันธ์ กับคุณจตุพร  บุญพรัด  ซึ่งมีประเด็นการเสวนาที่หลายหลาย  ดังนี้

    1. การเปิดการเสวนาโดย  คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


    คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยชี้แจงว่ากิจกรรมในครังนี้  นับเป็นกิจกรรมแรกของการเสวนานักอ่านที่ตั้งใจทำต่อจากการสัมมนานักเขียน 4 ภูมิภาค ที่จัดขึ้นตลอดปี 2550 คือการสัมมนานักอ่าน 4 ภูมิภาค  และในปี 2551 สมาคมฯตั้งใจจะจัดการสัมมนานักอ่าน 4 ภูมิภาค เนื่องจากพบปัญหาจากการสัมมนานักเขียนว่านักอ่านไม่อ่านหนังสือ  หรือบางครั้งอ่าน แต่สิ่งที่อ่านนั้นไม่ตรงกับที่นักเขียนปรารถนา  หรืออ่านตามวัตถุประสงค์ของนักเขียน  จึงเห็นว่าน่าจะจัดการสัมมนานักอ่านขึ้น เพราะมั่นใจว่าน่าจะได้คำตอบบางอย่างแน่นอน  แต่งานสัมมนานักอ่านที่เป็นงานใหญ่ยังไม่สามารถจัดได้ในขณะนี้  เนื่องจากว่าฝ่ายผู้ที่จะสนับสนุนงบประมาณยังไม่อนุมัติงบประมาณ  ขณะเดียวกันทางสมาคมฯก็ยังไม่แน่ว่าจะได้งบประมาณ  จึงได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกรรมการของสมาคมฯ และมีกรรมการส่วนหนึ่งเสนอให้จัดการเสวนาที่สามารถจัดได้ที่สมาคมฯก่อน  เนื่องจากการจัดที่สมาคมฯไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก  และการเสวนาที่จะจัดนี้นับเป็นการปูพื้นเบื้องต้นก่อน  จึงดำริจัดการเสวนาขึ้น 5 ครั้งต่อเนื่องกันไป  โดยมุ่งเป้าไปที่นักอ่านที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ  หากจะให้นักอ่านมาเสวนาร่วมกันทั้ง 5 ครั้ง  ก็กลัวว่านักอ่านอาจจะงงว่าจะให้เสวนาเรื่องอะไร  และกลัวว่าทิศทางการเสวนาจะไม่เป็นเอกภาพ  จึงแบ่งกลุ่มการเสวนาออกตามกลุ่มนิตยสาร ในการเสวนานั้น  นักอ่านไม่จำเป็นต้องแสดงความชื่นชมนิตยสารเหล่านั้นแต่เพียงอย่างเดียว  หรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับนิตยสารเท่านั้น   แต่สามารถที่จะกล่าวถึงหนังสือเล่มอื่นๆที่อ่านก็ได้  เมื่อจัดกลุ่มนิตยสารแล้วพบว่ามีทั้งกลุ่มวัยรุ่น  กลุ่มการเมือง  กลุ่มครอบครัว  กลุ่มคนนอกกรอบคือกลุ่มที่เป็นกบฎ  และมีนักอ่านหลายคนที่ปรารถนาจะเข้าร่วมการเสวนาในหลายกลุ่ม  เพราะมีความสนใจที่หลากหลาย  ทางสมาคมฯเปิดโอกาสให้เข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ  จากการที่สมาคมฯเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมเสวนาจึงพบว่ามีผู้สนใจบางคนที่กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการอ่านขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การเสวนาในวันที่ 7 กันยายน  2551  คุณชมัยภรเสนอว่าควรที่จะร่วมสังเกตการณ์ได้ในทุกกลุ่ม  เพราะจะได้นำข้อมูลที่พบในแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกันด้วย   การในเสวนาครั้งนี้ถือว่าเป็นการระดมสมองของนักอ่านทุกท่าน  สมาคมฯจึงอยากให้ผู้ร่วมเสวนาทุกคนได้แสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการอ่านต่อไป 


    2. ประวัตินิตยสารการเมือง


    คุณเจน  สงสมพันธ์เล่าประวัติของนิตยสารการเมืองว่าไทยรับมาจากต่างประเทศ และการทำนิตยสารการเมืองในยุคแรกเรารับจาก Times ที่มีการเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ  ส่วนแรกเป็นการวิเคราะห์ข่าว ซึ่งข่าวนั้นต้องลึกกว่าหนังสือพิมพ์รายวันและต้องมีการวิเคราะห์  และในส่วนหลังเป็นศิลปวัฒนธรรม  วรรณกรรม และเรื่องของแวดวงหนังสือ  ซึ่งมิตินี้ทำให้วรรณกรรมอยู่คู่กับนิตยสารการเมืองเรื่อยมา ซึ่งรวมถึงกวีนิพนธ์ด้วย  จะเห้นได้ว่าการชุมนุนมของกวีที่คึกคักที่สุดคือกวีการเมือง  ในยุคนั้นก็จะมีการจัดโดยองค์กรวรรณกรรมที่ทำงานร่วมกับหนังสือสยามใหม่ หนังสือ ปริทัศน์สาร ซึ่งเป็นนิตยสารทางด้านการเมือง 


    คุณจตุพล บุญพรัดเสริมว่านิตยสารแนวการเมืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันขาดในส่วนศิลปวัฒนธรรม และวรรณกรรมไม่ได้  และโดยส่วนตัวก็โตมากับนิตยสารการเมืองเหล่านั้น และมีโอกาสได้เขียนเรื่องสั้น และบทกวีในหนังสือเหล่านั้นมาตลอด  ในปัจจุบันการอ่านบทกวีเริ่มสร่างซาซบเซาลงไปบ้าง แต่ยังมีกลุ่มกวีจำนวนหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญในแง่นี้ และได้จัดกลุ่มกวีเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว เป็นการอ่านสะท้อนเรื่องราวที่กวีเขียนขึ้น  และทางสมาคมนักเขียนฯเองก็มีดำริที่จะจัดการอ่านกวี  แต่เนื่องจากงบประมาณน้อยจึงไม่สามารถจัดได้  ในวันนี้จึงขอผนวกการอ่านบทกวีไว้กับเสวนาการอ่านด้วย  เพื่อจะมีโอกาสได้จัดเทศกาลการอ่านกวีที่ยิ่งใหญ่ต่อไปได้ในอนาคต  ในวันนี้จึงเห็นควรว่าน่าจะเริ่มต้นการเสวนาด้วยการอ่านบทกวี


    คุณเจนกล่าวว่ามีกวีที่เกาะกลุ่ม และมีคอลัมน์ในนิตยสารการเมืองที่กวีอ่าน  สมัยก่อนห สยามใหม่ มีส่วนที่ให้กวีส่งความคิดถึงระหว่างกัน ในขณะนี้ เคี่ยว  โคมคำ ก็พยายามให้มีพื้นที่ในลักษณะนี้ และหวังว่าต่อไปน่าจะมีการเรียกร้องให้ขยายพื้นที่มากขึ้น เพื่อจะได้เป็นชุมชนคนกวี  ในปัจจุบันกวีในลักษณะนี้จะเผยแพร่ในบล็อกเป็นส่วนใหญ่ และการอ่านกวีนิพนธ์ก็นับว่าเป็นการนำเสอนบทกวีจากบล็อกสู่สังคมวงกว้างในอีกรูปแบบหนึ่ง  คุณเจนเห็นว่าการจัดการเสวนาในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเขียน การเขียน ต่อการทำหนังสือเป็นอย่างมาก


    3. การอ่านบทกวี 


    คุณเจนแนะนำว่าผู้ประสารงานการอ่านบทกวีในครั้งนี้ คือ คุณเสรี  ทัศนศิลป์ (เคี่ยว  โคมคำ)  และมีกวีจำนวน 5 คนที่จะมาอ่านบทกวี  คือ คุณกฤช  เหลือลมัย  คุณกฤษณพล   ศรีบูรพา   คุณลัดดา  สิงกระสิน  คุณเสรี  ทัศนศิลป์ และ คุณซะการีย์ยา  อมตยา  การอ่านกวีในครั้งนี้นับเป็นเรื่องของศิลปะที่กวีต้องเปล่งเสียงกันต่อไป  และพยายามที่จะเคลื่อนจากจุดเล็กๆไปสู่จุดใหญ่ๆต่อไป


    4. ผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละคนอ่านหนังสืออะไร  และอธิบายว่าทำไมถึงอ่าน


    คุณเจนเริ่มต้นการเสวนาด้วยการเล่าถึงหนังสือที่ชอบอ่านคือ อาทิตย์ ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ 6 ตุลา เหมือนกับยุคคุณจิตร  ภูมิศักดิ์ และแอบเอาบันทึกนักโทษในช่วงนั้นมาตีพิมพ์เผยแพร่ด้วย  อิทธิพลของการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้รู้สึกว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าจะได้มีโอกาสทำหนังสือเล่มนี้  และเชื่อว่าการอ่านทำให้เกิดความคิด และเกิดแรงบางอย่างที่ใช้เวลาในการสะสม  อย่างหนึ่งก็เป็นการอ่านเรื่องราวในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง  และเห็นว่าการเสวนากันในวันนี้  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้เข้าร่วม และในส่วนของหนังสือต่างๆ


    คุณสินีนาฏ  ศรีโพธิ์เล่าว่าอ่าน มติชน กับ สยามรัฐ ตามคุณพ่อ ต่อเมื่อเรียนรัฐศาสตร์ ทั้งในระดับปริญญาตรี และโท  บางครั้งก็รู้สึกเบื่อเรื่องของการเมืองเหมือนกัน  เพราะเป็นเรื่องของอำนาจ  เรื่องของผลประโยชน์  เมื่อตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง  แต่เป็นผู้ติดตามก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ต้องซื้ออ่านและติดตาม  โดยเฉพาะในปัจจุบันจะรู้สึก “มัน” ไปกับการวิเคราะห์การเมืองของผู้เขียนคอลัมน์ในขณะที่อ่าน  จนบางครั้งรู้สึกว่าเหมือนกำลังอ่านนิยาย  นอกจากอ่านเรื่องการเมืองแล้ว  ใน มติชน ยังมีเรื่องการเมือง  เศรษฐกิจ สุขภาพ บันเทิง ซึ่งเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ก็รู้สึกว่าสามารถตอบโจทย์ที่ต้องการได้ทุกอย่าง  ในการอ่านแต่ละครั้งอาจเริ่มอ่านคอลัมน์ต่างกันออกไป บางครั้งเริ่มที่บทความของอาจารย์นิธิ  เอียวศรีวงศ์  บางครั้งก็อ่านบทบรรณาธิการ  บางครั้งก็อ่านคอลัมน์ของ หนุ่มเมืองจันทน์  หรืออ่านของคุณหมอบรรจบ   แต่คอลัมน์ที่ต้องอ่านทุกครั้งคือ บทบรรณาธิการ  บางครั้งอ่านจบก็ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น  ได้แต่ความมัน  และบางครั้งก็หาบทสรุปไม่ได้ จึงรู้สึกว่าความมันเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของมติชน  เพราะเมื่อเทียบความรู้สึกที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มอื่นจะรู้สึกว่าเล่มอื่นมันไม่เท่ามติชน  ส่วนการอ่านบทความของอาจารย์นิธิ เช่น เรื่องเกี่ยวกับเขาพระวิหาร  ก็จะได้มุมมองที่นอกเหนือไปจากที่อ่านหนังสือพิมพ์  ที่ส่วนใหญ่มักจะสรุปไปเลยว่าเป็นของไทย หรือของเขมร  ในขณะที่อาจารย์นิธินำเสนอมุมมองใหม่ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง   แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่ามุมมองของอาจารย์นิธิจะต้องถูก หรือไม่  แต่เป็นการแตกประเด็นให้เห็นว่ามีคนคิดแบบนี้ด้วย   บางครั้งอ่านมติชนแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกใจก็มี โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ต่อว่าคนที่เราชื่นชอบ  และบางครั้งก็ทราบว่าข่าวมูลที่อ้างไว้นั้นผิดก็มี โดยเฉพาะกรณีที่ตัวเองมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ หรือต่างจากเอกสารที่เรามี  และคอลัมน์ที่ชอบอีกชิ้นหนึ่งเป็นของคุณพิษณุ  นิลกลัด  แม้ว่าจะมีพื้นที่เขียนน้อย  แต่คุณพิษณุสามารถที่จะนำเสนอประเด็นได้อย่างชัดเจน


    คุณอาทร  เตชะธาดาเล่าว่ามีประสบการณ์การอ่านที่หลากหลาย  เนื่องจากเติบโตมาในวงการหนังสือ เท่าที่จำความได้หนังสือก็รายล้อมอยู่รอบตัว  และพบว่ามีหนังสือบางเล่มที่เปลี่ยนชีวิตของตนในแต่ละช่วง     ช่วงแรกที่บ้านพิมพ์หนังสืออ่านเล่นมาก่อน  เช่น ป. อินทปาลิต หนังสือกำลังภายใน  โดยส่วนตัวเชื่อว่าการอ่านที่ดีต้องเกิดจากความสนุก  และตอนเป็นเด็กจะเป็นคนที่อ่านหนังสือเร็วมาก หนังสือ ป. อินทปาลิต เล่มหนึ่งใช้เวลาสิบนาทีเท่านั้นเอง  และความสนุกในการอ่านก็ก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านขึ้น  ในช่วงนั้นก็ติดหนังสือกำลังภายในด้วย  เพราะว่าสนุกมาก  และพบว่าผู้ที่ชื่นชอบหนังสือกำลังภายในก็มีหลายคน เช่น  คุณเสถียร  จันทิมาธร  ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล  อีกทั้งเห็นว่าเรื่อง เสือดำ เสือใบ หายไปจากวงการเลย  ในขณะที่อ่านเรื่องนี้รู้สึกว่าอยากเป็นโจร  เพราะเสือใบเป็นโจรแบบสุภาพบุรุษ เหมือนโรบินฮู้ต ที่ปล้นคนรวยมาแจกคนจน  โดยเฉพาะคนรวยที่รวยมาจากการกดขี่ขูดรีด  เอาเปรียบคนอื่น  และก็ตั้งชื่อกองโจรว่า “เชิร์ตดำ” ชอบที่เสือใบมีบุคลิกที่สุขุมคัมภีรภาพ  มีไหวพริบที่ดีมาก และสามารถเอาชนะตำรวจด้วยความสุขุมและสติปัญญา ส่วนเสือดำ ก็ยิงปืนเม่นมาก  แต่แพ้เสือใบที่ความสุขุมรอบคอบ  การอ่านนั้นทำให้เราได้ความลับจากการอ่านและความสนุก  ต่อมาก็เริ่มอ่าน หมอเมืองพร้าว  ของ นพ.  อภิเชษฎ์ นาคเลขา ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว  ในช่วงเวลานั้นเหตุการณ์การเมือง และอุดมคติของหนุ่มสาวในยุคนั้นที่เกิดจากโกมล  คีมทอง   คุณอาทรเล่าว่าเรียนจบจากเอแบค  ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ล้าหลัง โดยเข้าไปเรียนปี 2519  คนในยุคนั้นต้องได้อ่านหนังสือในยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา โดยเฉพาะวรรณกรรมเพื่อชีวิต  คุณอาทรยืนยันว่าหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตตนคือ จนกว่าเราจะพบกันอีก ของศรีบูรพา  และ ฉันจึงมาหาความหมาย  ของคุณวิทยากร  เชียงกูร  หนังสือเหล่านี้เปลี่ยนมุมมองชีวิตอย่างมาก  ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเรียนไปทำไม  จนทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไป  เพราะรู้สึกรังเกียจการรับน้องโดยระบบโซตัส และการว๊าก จึงคัดลองบทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน”  โดยทำเป็นโปสเตอร์คัดลอกด้วยลายมือไปติดตามเสา  เพื่อเตือนสติรุ่นน้องให้ตระหนักว่าเขาเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยจุดประสงค์ใด  การกระทำครั้งนี้ทำให้รุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยไม่พอใจจนไปฟ้องผู้บริหารว่าคุณอาทรมาปลุกระดม  และทำลายโปสเตอร์ และป้ายผ้าต่างๆ ที่ทำไว้ทั้งหมด  จนทำให้ต้องออกไปใช้ชีวิตและเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัย โดยสมัครงานเป็นนักข่าว มติชน  ตั้งแต่ที่ยังอยู่ถนนเฟื่องนคร   เมื่อทำงานที่นี้ก็จำเป็นต้องอ่าน มติชน ไปโดยปริยาย และก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นพี่นักข่าว  นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง  เพราะนักข่าวในสมัยนั้นไม่ได้ทำข่าวเฉพาะทาง  คุณอาทรเล่าว่าต้องทั้งแปลข่าว เขียนข่าวเกี่ยวกับแวดวงหนังสือ  โต๊ะหุ้น ข่าวการค้า  และสิ่งที่ได้คือการรู้จักสืบสวนสอบสวน  แสะหาความจริง และรู้จักวิธีการหาข่าวจากแหล่งข่าวปฐมภูมิ  เพื่อวิเคราะห์ว่าต้นตอของปัญหาคืออะไร  สิ่งเหล่านี้ได้จากการอ่าน  สมัยที่เรียนปี 3 ปี 4 ก็นำนิตยสารชื่อ ส่องทาง ในปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ในเอแบคก็ยังมีอยู่  นับว่าเป็นผู้ก่อตั้งโดยไม่ตั้งใจ ช่วงนั้นจะเขียนโจมตีบรรยากาศการรับน้อง  บรรยากาศความฟุ้งเฟ้อในเอแบค  และนับว่าเป็นหนังสือภาษาไทยฉบับเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ทำในเอแบค  เมื่อเรียนจบก็ทำงาน NGO และได้มาทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์  ศิวรักษ์  เป็นบรรณาธิการ ปาจารยสาร ปี 2527 -2532  ช่วงนี้ได้สัมผัสกับนักคิดนักเขียน ขณะนั้นมีกวีเป็นจำนวนมาก  และกวีนิพนธ์ก็ถือว่าเป็นอาวุธที่แหลมคมมากในการแสดงความเห็น  หลังจากนั้นก็อ่าน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์การเมือง  แต่ก็ให้พื้นที่สำหรับงานวรรณกรรมอย่างมาก  โดยเฉพาะการวิจารณ์หนังสือ  ในปัจจุบันจะพบว่าคอลัมน์การวิจารณ์หนังสือหายไปจากสื่อ  และได้เปลี่ยนรูปกลายเป็นการแนะนำหนังสือแทน  ทั้งๆที่ในช่วงก่อนหน้านั้นมี “กลุ่มวรรณกรรมพินิจ” ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ที่ทำงานเกี่ยวกับการวิจารณ์อย่างเข้มแข็ง  และจบการแสดงความเห็นในช่วงนี้ด้วยการอ่านกวีนิพนธ์ที่เคยเขียนลง สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์  เพื่อแสดงคารวะต่อคุณชมัยภรที่ช่วยให้คำแนะนำในการเขียนบทกวีสำหรับผู้สนใจที่ส่งบทกวีไปลงในคอลัมน์กวีนิพนธ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์


    คุณเจนแสดงความเห็นเพิ่มว่าจากหนังสือที่มีผู้กล่าวถึงข้างต้นนั้นมีลักษณะเป็น mass media คือมีหลากหลายเรื่อง  ในขณะที่ปัจจุบันเมื่อโลกเปลี่ยน และถ้าหากอยากให้หนังสืออยู่รอดก็ต้องเปลี่ยนตามความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม   ณ วันนี้ หนังสือการเมืองของเราจะเป็นวาระสุดท้ายหรือไม่ก็นับว่าเป็นประเด็นที่น่าเสวนาร่วมกันด้วย  เพราะหนังสือการเมืองของเราสามารถที่จะยืนหยัดในการเป็น mass media อยู่ได้ในท่ามกลางประแสของการเปลี่ยนแปลงหรือไม่    ซึ่งต่างจากที่คนในแวดวงนิเทศศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าสื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมปัจจุบันนั้นต้องเป็นหนังสือที่เน้นผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม

     คุณกฤษณพล  ศรีบูพากล่าวว่าตนเองเป็นแฟนหนังสือ มติชน มาตั้งแต่เรียนจบ และปัจจุบันเป็นครู  ห้องสมุดที่โรงเรียนก็จะรับมติชนเพียงฉบับเดียว  เพราะตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่มีอำนาจตัดสินบอกรับหนังสือ  จึงเลือกรับเฉพาะมติชน  เห็นว่ามติชนมีเรื่องราวที่หลากหลาย  โดยเฉพาะเรื่องสั้นนับเป็นคอลัมน์ที่ติดตามมาโดยตลอด  แต่เมื่อ มติชน ไม่ลงเรื่องสั้น จึงตัดสินใจเลือกอ่านไป  ปัจจุบันพบว่าพื้นที่ของเรื่องสั้นในนิตยสารแนวนี้เริ่มหดหายไปเรื่อยๆ ยังคงเหลือไม่กี่ฉบับ เช่น  เนชั่นสุดสัปดาห์ และ สกุลไทย

     คุณจตุพลเห็นว่านิตยสารการเมืองเหล่านี้มีเรื่องราวที่หลากหลาย เช่น เรื่องสั้น ดวง อาหารการกิน ดารา  นับว่าเป็นเสน่ห์ของหนังสือประเภทนี้  แต่ก็มีหนังสือลักษณะนี้จำนวนหนึ่งที่ต้องปิดตัวไปก็มี  คุณจตุพลเห็นด้วยว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความหลากหลาย หรือกลุ่มผู้อ่านด้วย  อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการเมืองอ่านที่ไหนก็ได้  แต่นิตยสารการเมืองส่วนใหญ่เป็นบทวิเคราะห์สถานการณ์ที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์  โดยส่วนตัวนั้นเริ่มอ่านหนังสือประเภทนี้มาตั้งแต่สมัย ม.ศ. 5 หากจะถามว่าอ่านเพื่ออะไร และได้อะไร  สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือคนที่เขียนหนังสือก็ต้องอ่านหนังสือ  และก็ต้องคิดก่อนถึงจะเขียนได้  นักเขียนในหนังสือเหล่านี้จะช่วยให้เกิดมุมคิด  มุมมอง ที่สามารถที่จะจับกลุ่มได้ 

     คุณเสรีกล่าวว่าชอบการเมืองมาก และไม่ได้อยู่ในยุค “สายลมแสงแดด” แต่เติบโตเป็นวัยรุ่นในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา พอดี  โดยพื้นฐานการศึกษาจบเพียงแต่ ป. 4 หากอาศัยการสังเกตการรวมกลุ่มของนักศึกษา  และได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์  การแลกเปลี่ยนความคิดทางการเมืองระหว่างกลุ่มนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย  ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้เกิดความรักการอ่าน ซึ่งมีบริบทเริ่มต้นจากหนังสือพิมพ์รายวันในสมัยนั้น  จึงเห็นว่าสื่อนับว่ามีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนในสังคมแต่ละยุคสมัย  ต่อจากนั้นได้อ่าน สยามรัฐ  มติชน เคล็ดลับ และมีหนังสือการเมืองหลายเล่มที่ปิดตัวไป  ทั้งนี้ การอ่านหนังสือการเมืองส่วนหนึ่งช่วยให้รู้ถึงแก่นความเป็นนักการเมือง  ทำให้รู้ทันนักการเมืองว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากน้อยเพียงใด  เพราะเราไม่สามารถแยกขาวและดำออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนในสมัยก่อนแล้ว  แต่นักการเมืองเหล่านี้ก็มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์สำหรับตน  และในปัจจุบันนับว่ามีกลวิธีของการเข้ามาเพื่อกอบโกยประโยชน์ที่ซับซ้อนมากขึ้น  โดยส่วนตัวเห็นว่าเรื่องการเมืองมีความสำคัญคู่ขนานไปกับชีวิตประจำวัน  และในปัจจุบันสื่อโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ถูกรวบอำนาจโดยกลุ่มการเมืองที่เข้าไปมีอำนาจในทางรัฐสภา  ต่อมามีโอกาสดูแลคอลัมน์กวีทัศน์ที่ เนชั่นสุดสัปดาห์  ทั้งนี้เพราะมีความเห็นพ้องกับคุณเจนว่านิตยสารการเมืองในอดีตจะให้ความสำคัญในเรื่องบทบาทหน้าที่ของงานวรรณกรรม  จึงนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทางภาษาที่สูง  และงานวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นจริง  เพราะงานศิลปะสามารถที่จะสื่อสะท้อนแง่มุมชีวิตที่หลากหลายในสังคม นับว่ามีความเกี่ยวกับพันกับการเมือง  เนื่องจากการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ทั้งยังเห็นด้วยกับคุณอาทรที่ว่าบทกวีมีพลัง  บางครั้งยังเป็นเสมือนเข็มทิศที่ชี้นำแนวทางของคนในสังคม หรือบางครั้งก็ทำหน้าที่เตือนสติด้วย 

     คุณธนาพล อิ๋วสกุล (ฟ้าเดียวกัน) ในฐานะบรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน เห็นว่าการอ่านหนังสือการเมืองมี 2 จุดประสงค์ คือการอ่านหนังสือการเมืองเพื่ออ่านการเมือง  และในฐานะของคนทำหนังสือจะมุ่งมองว่าเราแตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นที่ใด  เพื่อให้หนังสือของตัวเองขายได้  สำหรับความเห็นที่นำเสนอส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของรสนิยมด้วย เพราะในขณะที่มีผู้หนึ่งชอบอ่านเรื่องสั้นในหนังสือการเมือง  แต่โดยส่วนตัวแล้วมักจะเปิดข้ามเรื่องสั้นไป  การอ่านหนังสือส่วนใหญ่มักจะสนใจประเด็นความคิดที่แตกต่าง หรือที่สามารถจะจุดประเด็นความคิดให้ตนเองได้  และได้ยกตัวอย่างบทความที่ตีพิมพ์ใน มติชน  คือเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณของกองทัพในรอบ 15 ปีที่เพิ่มขึ้น ในฐานะที่เป็นคนทำหนังสือ คุณคณามั่นใจว่าไม่มีการนำข้อมูลเท็จมาลง  และเห็นว่าปัญหาของสังคมไทยคือไม่มีการมองอะไรไปไกลกว่าเมืองไทย  และเห็นว่าศิลปิน กวี นักเขียนที่นำเสนอเรื่องการเมืองนั้นมักนำเสนอในลักษณะ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” ซึ่งลักษณะเช่นนี้อาจจะทำให้คนส่วนหนึ่งปฏิเสธที่จะฟังหรืออ่านบทกวี หรือ งานวรรณกรรมก็เป็นได้ 


    ผู้เข้าร่วมเสวนา (คุณเช ซะการีย์ยา อมตยา) อีกคนแสดงความเห็นว่ากวีไม่เขียนประเด็นการเมืองในมุมอื่นๆนั้นไม่เป็นความจริง  กวีมีความปรารถนาที่จะเขียนเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้  ในขณะเดียวกันกวีก็รู้ว่าต่อให้เขียนในประเด็นเหล่านี้อย่างไรก็ไม่มีโอกาสได้ลงตีพิมพ์  เนื่องจากนิตยสารต่างๆได้รับเงินสนับสนุนเป็นรายปีจากกลุ่มนายทุน  นอกจากนี้ยังกล่าวว่าบางครั้งกวีก็มีโอกาสได้สนทนากันเกี่ยวกับประเด็นต่างๆเพื่อนำมาเป็นข้อมูลการเขียนอยู่ตลอดเวลา  และกวีไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเป็นกวีการเมือง  กวีบางคนก็เขียนเรื่องของตัวเองก็ได้  และนิตยสารการเมืองบางฉบับก็ไม่เปิดพื้นที่ให้กวีนิพนธ์ด้วย เช่น ฟ้าเดียวกัน  จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  ถ้าเปิดพื้นที่ให้บทกวีก็น่าจะมีบทกวีที่มีเนื้อหาที่“แสบๆ”ในทางการเมืองหลายบทก็เป็นได้  ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือไม่มีสื่อใดที่กล้าหาญพอที่จะให้พื้นที่  จึงทำให้งานศิลปะเป็นเพียงแค่การด่านักการเมือง  ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงความเห็นว่าหัวข้อในการเสวนาครั้งนี้รู้สึกเฉยๆ  และเมื่อนำไปให้เพื่อนอ่านก็บอกว่าเฉยมากเช่นนั้น  ในที่นี้จึงขอก้าวข้ามไปถึงเรื่องอินเตอร์เน็ตด้วย  เพราะในช่วงสิบปีที่ผ่านมาสื่อเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น  เช่น  มติชน ในช่วงแรกที่เริ่มลงในอินเตอร์เน็ตก็เปิดให้อ่านฟรี  แต่ในปัจจุบันก็เริ่มเก็บเงินแล้ว  และ จุดประกาย ที่เดิมเคยมีในอินเตอร์เน็ต  ปัจจุบันก็ปิดแล้ว  โดยส่วนตัวจึงรู้สึกว่าสื่อไทยงกมาก ทั้งๆที่ได้กำไรอยู่ ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ยังเปิดให้อ่านฟรี  โดยไม่กลัวว่ายอดขายหนังสือของตนจะตกลง  เนื่องจากผู้อ่านมีทั้งที่อ่านในอินเตอร์เน็ต และนักอ่านตัวจริงก็ยังคงซื้อหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มมาอ่านพร้อมจิบกาแฟตอนเช้าเหมือนเดิม  และอารมณ์ของผู้อ่านที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มกับอ่านจากอินเตอร์เน็ตแตกก่างกัน  โดยส่วนตัวอ่านทั้งหนังสือรายสัปดาห์และอินเตอร์เน็ต  และเห็นว่าข้อมูลในอินเตอร์เน็ตจะรวดเร็วกว่าหนังสือรายสัปดาห์  เพราะบางข่าวกว่าที่จะได้อ่านจากหนังสือรายสัปดาห์ก็ล้าสมัยไปแล้ว  และข้อดีอีกประการของอินเตอร์เน็ตคือมีเนื้อหาหลากหลายให้เลือกอ่าน  ถ้าสนใจประเด็นใดก็เปิดไปดูประเด็นนั้นได้เลย  จึงอยากขอร้องให้สื่อไทยเปิดพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตให้ผู้สนใจเข้าไปใช้โดยไม่คิดเงิน เพื่อจะช่วยเปิดชุมชนการอ่านให้กว้างออกไป  โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าให้อ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้วจะไม่มีคนซื้อหนังสือ  เพราะปริมาณคนใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนั้น

     ผู้เข้าร่วมเสวนาคนหนึ่งกล่าวว่าชอบอ่าน มติชน เพราะมีการวิเคราะห์ข่าวที่ดีจริงๆ และเป็นกลาง  หากไปซื้อหนังสือตามแผงที่มีให้เลือกหลายเล่มก็ยังเห็นว่า คำโปรย หรือ สกู๊ปต่างๆ ของมติชนน่าสนใจกว่าฉบับอื่นจริงๆ


     คุณเสรีกล่าวเสริมประเด็นคุณเชว่าเมื่อวันที่ 9 ได้เสวนาร่วมกันในกลุ่มกวีในประเด็น “อ่านบทกวี พื้นที่อยู่ไหน” ซึ่งจะมีรายงานวรรณกรรมที่ เนชั่นสุดสัปดาห์ เดือนหน้า  ในฐานะที่เป็นกวีและมีหน้าที่ดูแลคอลัมน์บทกวีด้วย  คุณเสรียอมรับว่าทราบปัญหาของหนังสือพิมพ์  เนื่องจากมีเพื่อนจำนวนหนึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ เช่น คุณกฤช  เหลือลมัย   และเป็นบรรณาธิการหนังสือที่ เนชั่น  มติชน ประชาชาติ  จึงพบว่าการทำหนังสือในสังคมสมัยใหม่ต้องเป็น mass media ดังเช่นที่คุณเจนแสดงความเห็นไว้แล้วข้างต้น  คือต้องมีความหลากหลาย  ซึ่งต่างจากงานในช่วงแรกๆที่งานวรรณกรรมยังคงมีพลัง และทุกคนสนใจงานวรรณกรรม  เพราะว่ากระแสการเมืองเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยดึงความสนใจ  ประกอบกับกวี นักเขียนเรื่องสั้น และนักเขียนนวนิยายได้รับอิทธิพลมาจากแรงเก็บกดของสังคมในยุคเผด็จการสมัยจอมพลถนอม  กิตติขจร  จึงเห็นว่าพื้นที่ในการนำเสนอถ้ามีงานวรรณกรรมที่มากเกินไปก็ไม่น่าจะสำเร็จ เพราะโดยความเป็นจริงเป้าหมายของการทำหนังสือและของสื่อคือเป็นกระจกที่จะช่วยสะท้อนข่าวสาร หรือแง่มุมใหม่ๆไปสู่ผู้อ่าน และเห็นด้วยกับคุณเชในประเด็นหนึ่งคือ หนังสือการเมืองก็น่าจะมีเรื่องสั้น บทกวีบ้าง  ขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะกล่าวโทษเจ้าของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ลงบทกวี   บางครั้งนักเขียน และกวีคงจำเป็นต้องกลับไปถามตัวเองก่อนว่างานของเราดีพอหรือไม่  และสามารถที่จะจุดชนวนหรือจุดประเด็นความสนใจต่อนักอ่านได้มากน้อยเพียงใด   เท่าที่ติดตามอ่านงานบทกวี และเรื่องสั้นในปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายของแนวคิดในการนำเสนอเป็นจำนวนมาก แต่งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นการเมือง  และหนังสือที่เกี่ยวกับการเมืองก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงบทกวีการเมือง  แต่ต้องพิจารณาว่าแก่นสาร เนื้อหา และรูปแบบของศิลปะวรรณกรรมที่นำเสนอนั้นมีพลังมากน้อยเพียงใด  และให้ประโยชน์กับผู้อ่านอย่างไร  งานวรรณกรรมจึงมิใช่มุ่งนำเสนอแค่เพียงความงามที่สูญเปล่า  ที่จะการนำเสนอแต่ภาษาสวยๆ  แต่ไม่มีเนื้อหาที่แสดงภูมิปัญญาใดๆเลย

     คุณกฤชเห็นว่าหนังสือไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น บทกวี หรือนิยายนั้นมักไม่ค่อยโดนใจคนอ่าน  โดยส่วนตัวก็เเห็นเช่นนี้ด้วย และแฟนก็เลิกอ่านหนังสือไทยแล้ว  หันไปอ่านหนังสือแปลแทน เพราะสามารถที่จะตอบสนองน้ำเนื้อในตัวเขาได้มากกว่า  ปัญหาอย่างหนึ่งที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยเสนอไว้อย่างชัดเจน คือเมื่อเราเสนองานมาชิ้นหนึ่ง  เราก็ทำไปในแนวทางเดิมๆ  เพราะขาดการวิจารณ์ หรือไม่มีการพูดถึงงานชิ้นนั้นอีกเลย  ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า  และเห็นว่าในแวดวงสังคมไทยค่อนข้างจะถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยวจนกระทั่งงานชิ้นนั้นหายไปจากแผงหนังสือ  ทั้งนี้เห็นว่าการวิจารณ์ที่เข้มแข็งน่าที่จะช่วยแก้ปัญหาที่นำเสนอกันในวันนี้ได้อย่างน้อยก็เกินกว่าครึ่ง  เช่น มีการวิจารณ์งานเรื่องสั้น หรือกวีนิพนธ์ที่นำเสนออยู่ในปัจจุบัน  โดยชี้ให้เห็นว่าแนวทางที่นำเสนอนั้นยังคงเป็นแบบเดิมๆ และขาดการพัฒนา  ก็จะกระตุ้นให้นักเขียนพัฒนา เห็นว่าน่าจะมีนักวิจารณ์ในสังคมนี้  ยิ่งไปกว่านั้น  คุณกฤชเห็นว่าสังคมไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับการวิจารณ์เลย  ให้ความสนใจเฉพาะการให้รางวัลเท่านั้น  และเมื่อให้รางวัลแล้วก็จบ  ขณะเดียวกันรางวัลก็ไม่เคยมีผลต่อการพัฒนาฝีมือของนักเขียนผู้นั้นต่อไป เพราะเมื่อได้รางวัล  นักเขียนผู้นั้นก็ได้รับการยกย่องชมเชยอย่างมาก  และบางครั้งคำชมก็เหนือไปกว่าที่เขาเป็น  คุณกฤชคิดว่าการที่งานของนักเขียนที่ถูกวิจารณ์น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเขียนต่อไป  เพราะทำให้นักเขียนมองเห็นสิ่งที่เขามองไม่เห็น  มองเห็นในสิ่งที่ตัวเองมองข้ามไป  หรือมองเห็นในสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัดที่เขาคิดว่ามันว่างเปล่า  จะได้เห็นว่าคนอื่นคิดอย่างนั้นก็ได้เช่นกัน  และการวิจารณ์ยังถือว่าเป็นกำลังใจสำหรับผู้เขียนอีกทางหนึ่งด้วย  บางครั้งคุณกฤชก็ตั้งข้อสังเกตว่าการวิจารณ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทยหรือไม่  หรือว่าเราได้แต่ท่องจำกันว่าต้องมีการวิจารณ์  แต่ในความเป็นจริง  เราไม่ได้คิดในเรื่องนี้อย่างจริงจัง  บางครั้งผู้ที่จะวิจารณ์ก็กลัวที่จะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา  เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากนักเขียนและพวกพ้องของนักเขียน  หรือมีอะไรในสังคมไทยที่เป็นตัวกีดกั้นไม่ให้การวิจารณ์เกิดขึ้นได้จริงในสังคม  ในแง่นี้  คุณกฤชคิดว่าอาจจะเป็นแนวคิดพุทธศาสนาที่สอนว่าอย่ามองแง่ร้ายของผู้อื่น  อย่าไปติฉินผู้อ่าน  ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่  และต้องยึดคัมภีร์ของเรา  นี่คือความเห็นที่ตรงข้ามกับการวิจารณ์อย่างสิ้นเชิง และถ้าเรายึดติดกับความคิดเช่นนี้ เราก็ไม่สามารถวิจารณ์ผู้ใดได้เลย  และการวิจารณ์ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นและหยั่งรากในสังคมไทยได้

     คุณสุวรรณา  เกรียงไกรเพ็ชร์กล่าวถึงประเด็นที่ได้จากเสวนาในครั้งนี้ว่ามีประเด็นที่ผู้เสนอว่าการวิจารณ์บันเทิงในปัจจุบันนี้ควรปรับปรุงได้แล้ว  ในฐานะที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการวิจารณ์ก็ทำให้ได้ข้อมูลว่ายังมีผู้อ่านวิจารณ์บันเทิงด้วย  เพราะในสังคมปัจจุบันการวิจารณ์บันเทิงพื้นลดลงทุกขณะ  การที่เสนอว่าวิจารณ์บันเทิงควรปรับปรุงไดแล้วนั้น  บางคอลัมน์ตอนที่เขียนเริ่มแรก ก็น่าสนใจ  แต่เมื่อเขียนไปเป็นเวลานานลีลาหรือสไตล์ก็เริ่มซ้ำจนทำให้น่าเบื่อ  หรือลีลาการวิจารณ์ของคอลัมน์วิจารณ์ในเล่มมีทิศทางเดียวกัน  ต่างกันก็ต่อเมื่อมีงานที่น่าสนใจจริงๆมาให้วิจารณ์  ประเด็นที่สองได้จากที่คุณอาทรกล่าวถึงซึ่งพ้องกับที่โครงการฯกำลังทำอยู่คือ ในการเขียน  การอ่าน และการวิจารณ์มีสิ่งที่เราเรียกว่าคัมภีร์ (canon) หรือไม่  คัมภีร์ในที่นี้หมายความว่าถ้าเป็นคนรุ่นเก่าก็คือวรรณคดีรุ่นเก่า  ไม่ว่าจะเป็นกวีหรือนักเขียนก็มักจะอ้างถึงงานรุ่นเก่าๆเหล่านี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึง  นำข้อความมากล่าวถึง  หรือนำลีลาการเขียนแบบเก่ามาใช้  ประเด็นนี้ที่สนใจอยู่คือคัมภีร์เหล่านี้เมื่อหมดยุคหนึ่งคัมภีร์ที่เคยใช้ได้ในยุคสมัยนั้นก็จะหมดความหมายเลยหรือไม่ และคัมภีร์ในยุคหนึ่งก็ไม่สามาถที่จะส่งสื่อสะท้อนนความคิดมายังคนรุ่นต่อมาได้  เช่น คนรุ่นที่ผ่านเหตุการณ์ในยุค 14 และ 6 ตุลา ก็จะอ่านหนังสือชุดเดียวกัน เช่น งานของคุณวิทยาการ  เชียงกูล สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอาจจะเป็นคัมภีร์ของเราก็ได้ในความหมายกว้างๆ  ดังนั้นข้อสงสัยคือคัมภีร์มียุคสมัยหรือไม่  เมื่อผ่านยุคหนึ่งไปคัมภีร์จะเปลี่ยนหรือไม่  โดยส่วนตัวคิดว่าคงจะเปลี่ยน  แต่จะเปลี่ยนไปในทิศทางใดยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ นับเป็นประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่  ถามว่าทำไมเราถึงหาคัมภีร์  ก็เพราะเชื่อว่าหนังสือใดก็ตามที่สามารถเป็นคัมภีร์ได้นั้นต้องมีคุณค่าหรือมีคุณสมบัติที่ดีอยู่  หรือถ้าเป็นวรรคทองก็จะเป็นความหมายที่กินใจและตรงกับความเป็นจริง  จึงอยากทราบว่าคัมภีร์หมดอายุได้หรือไม่  และเหตุใดจึงหมดอายุ  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามสืบเนื่องมาในโครงการฯว่าอะไรคือคัมภีร์ของคนรุ่นใหม่ในขณะนี้ และเขายึดอะไรเป็นคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา รูปแบบ หรืออะไรก็ตามที่เขาชอบ  เมื่อพิจารณาประเด็นการเสวนาครั้งนี้เห็นว่าการหาคำตอบว่าอ่านอะไร ก็น่าที่จะให้คำตอบเรื่องคัมภีร์ได้  เช่น หากย้อนกลับไปสักสามสิบปีที่แล้วก็จะพบว่า  สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ถือเป็นคัมภีร์ของนิสิตนักศึกษาในรุ่นนั้น  ต่อมาก็เป็นหนังสือพิมพ์ อธิปัตย์ หรือ นิสิตนักศึกษา  อยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน  หรือ ฟ้าเดียวกัน ก็เคยเป็นคัมภีร์ของนักเขียนเรื่องสั้น และบทกวี อยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน  ประเด็นที่สามในเรื่องอินเตอร์เน็ต นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในขณะที่ไปสอนหนังสืออยู่ต่างประเทศ  เพราะสามารถตามอ่านเรื่องราวในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว   และทราบว่าหนังสือประเภทนี้มักจะมีให้ผู้อ่านแสดงความเห็นด้วย  และได้เขียนตอบมาหลายครั้ง  แต่ไม่มีผู้ใดสนใจตอบกลับ หรือพูดถึงเลย  แม้ว่าบางครั้งเขียนตอบกลับมาแรงๆถึงบรรณาธิการก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นกัน จึงเห็นว่าการเปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็นตรงนี้ไม่เกิดผลใดๆในเรื่องการวิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นเลย  ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ผู้เขียน  ผู้อ่าน  และผู้วิจารณ์ติดต่อกันโดยตรง  แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้เกิดความงอกงามในการวิจารณ์มากนัก หรือแม้นักเขียนปัจจุบันเปิดเว็บไซต์หรือเปิดบล็อกเป็นของตนเอง  และมีการเปิดโอกาสได้สนทนาโต้ตอบกับนักอ่านโดยตรง  โดยส่วนตัวและกลุ่มเพื่อนก็ยังคงตั้งคำถามในเรื่องนี้อยู่ว่าในความจริงเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักเขียนและนักอ่านหรือไม่ หรือการเปิดโอกาสให้นักเขียนกับนักอ่านได้โต้ตอบกันทางอินเตอร์เน็ตนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เขียนและผู้อ่านจริงหรือไม่  อย่างไร  ประเด็นต่อไปคือสงสัยการแบ่งประเภทของนิตยสารในปัจจุบัน  เพราะได้ตามอ่านทั้งนิตยสารผู้หญิง  นิตยสารครอบครัว นิตยสารข่าวการเมือง ซึ่งพบว่าเวลานี้นิตยสารเหล่านี้แทบจะกลืนเข้ามากันหมดแล้ว จนไม่สามารถหาเส้นแบ่งได้  ในที่นี้มิได้หมายความว่าจะต้องขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจน และแยกขาดจากกันว่า หนังสือการเมืองจะไม่สามารถลงเรื่องบันเทิง หรือ เรื่องนู้ด ไม่ได้   แต่นิตยสารปัจจุบันได้สลายเส้นแบ่งความเฉพาะเหล่านั้นไปแล้ว  หากถามว่าทำไมถึงอ่านหนังสือพวกนี้ก็คงเป็นเพราะว่ากลัวที่จะรู้ไม่ทันคนอื่น  จึงสงสัยว่าวงการนิตยสารบ้านเราสามารถแบ่งประเภทของหนังสือได้จริงหรือไม่  ประเด็นสุดท้ายคือจากการถามตัวเองว่าอ่านหนังสือการเมืองหรือสรุปข่าวทำไม  ก็ได้คำตอบว่าหนังสือพวกนี้ไม่น่าเบื่อ  เนื่องจากเนื้อหาเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา  จึงต่างจากการอ่านนวนิยาย  เพราะอ่านงานของนักเขียนบางคนไปสามถึงสี่เล่มก็สามรถที่จะคาดเดาทิศทางของผู้เขียนได้ว่าจะดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไร  หรือแม้แต่อ่านบทกวีอ่านเพียงขึ้นตนสักหนึ่งบท  ก็สามรถที่จะรู้น้ำเสียงต่อไปแล้วว่าจะเขียนต่อไปอย่างไร  นอกจะนานๆจะมีบทกวีที่แหลมคนขึ้นมา แต่บางครั้งก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่าเนื้อหาที่เปลี่ยนนั้นเปลี่ยนจริงๆหรือไม่  และอะไรที่เปลี่ยนไป  ทัศนคติ  เนื้อหา หรือวิธีการเขียน  ส่วนการตั้งข้อสังเกตของคุณกฤชที่เกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นทำให้รู้ว่าคุณกฤชไม่ใช่ผู้ที่อ่านหนังสือพุทธศาสนา  เนื่องจากลืมคำว่า กาลามสูตรไป  ที่ถือว่าเป็นคำสอนสำคัญของพุทธศาสนาไป  ในความเป็นจริงคุณกฤชอาจจะถูก  บางอย่างที่ว่าพุทธศาสนากีดกั้นบางอย่าง  จนทำให้การวิจารณ์ไม่เปิดเผยออกมาเต็มที่หรือไม่ตรงประเด็นหรือไม่จริงใจ  แต่ในกาลามาสูตรบอกโดยตลอดเลยว่าไม่เชื่อ  อย่าเชื่อ

     คุณอาทรแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อสังเกตที่ว่าพุทธศาสนาเป็นอุปสรรคของการวิจารณ์ว่า  เคยจัดสัมมนาใหญ่เกี่ยวกับประเด็นนี้ไปแล้วในปี 2525  ในครั้งนั้นได้นำเอาความคิดสองฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งเป็นจุดยืนของพุทธศาสนา  และตัวแทนของฝ่ายพุทธในตอนนั้นคือ เจ้าคุณประยุทธฯ และพระประชาญะธัมโม และตัวแทนของฝ่ายวิภาษวิธีที่ว่าพุทธศาสนาเป็นตัวปิดกั้นการวิจารณ์ คือ คุณสมศักดิ์  เจียมธีระสกุล และอาจารย์อีกคนจากเกษตรศาสตร์ แต่ตอนนี้จำชื่อไม่ได้แล้ว  ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมาก และได้พิมพ์หนังสือไว้เป็นหลักฐาน คือ วิกฤตการณ์ทางเอกลักษณ์ : บันทึกของคนรุ่นใหม่ ถ้าผู้ใดที่อยู่ฝ่ายที่พุทธศาสนาเป็นอุปสรรคของการวิจารณ์ในเวทีสัมมนาในครั้งนั้นเป็นฝ่ายที่ถอยร่น  เนื่องจากเจ้าคุณประยุทธฯได้เสนอวิธีคิด 18 ที่แยกแยะไว้อย่างน่าสนใจมาก  วิธีคิดดังกล่าวสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ พุทธธรรม หมวดการศึกษา  ท่านประยุทธฯเสนอว่าวิธีคิดแบบจำแนกแยกแยะ และเห็นว่าก่อนที่จะวิจารณ์ก็ต้องคิดแบบจำแนกแยกแยะให้ได้ก่อน  การอ่านข่าวการเมืองนั้น ถ้าให้ดีต้องอ่านหนังสือพิมพ์การเมืองหรือหนังสือวิเคาะห์ข่าวการเมืองมากกว่าหนึ่งฉบับ  ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการจำแนกแยกแยะเพื่อวิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาว่าโจทย์อยู่ที่ใด แล้วจึงวิจารณ์  ในที่นี้จึงขอยืนยันว่าในเนื้อหาพุทธศาสนานั้นมีกล่าวถึงการวิจารณ์ไว้อย่างชัดเจนอย่างแน่นอน และยังเห็นว่าหนังสือ วิกฤตการณ์ทางเอกลักษณ์ : บันทึกของคนรุ่นใหม่ ยังร่วมสมัยอยู่สำหรับประเด็นนี้  และผู้สนใจหนังสือเล่นนี้สามารถหาได้ที่ห้องสมุดประพันธ์สาส์น  ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับการเมืองคือ หนังสือพิมพ์มักจะนำเสนอข้อเท็จจริง  ถ้าเป็นนิตยสารรายสัปดาห์นั้นเป็นเรื่องการวิเคราะห์  นอกจากนี้ยังหนังสือเล่มที่เสนอหลักคิดทางการเมือง คุณอาทรเห็นว่าไม่ควรที่จะมองข้ามหนังสือเล่ม  เพราะถ้าอ่านหนังสือเล่มอย่างแตกฉาน  หนังสือเหล่านั้นจะช่วยมองให้เห็นหลักคิดทางการเมือง  เช่น หนังสือที่เป็นหลักคิดของคานธี เรื่อง คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน  หมู่บ้านเชาวราช  คุณรสนา  โตสิตระกูล เป็นผู้แปล ซึ่งให้หลักคิดว่าผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่พึงประสงค์ควรเป็นอย่างไร  ทั้งสองเสนอว่าผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่ดีนั้นควจะเป็นผู้ที่มีบทบาทน้อยที่สุด และควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวบ้านให้น้อยที่สุด เช่นเดียวกับที่พระยาอนุมานราชธนเคยให้ความเห็นไว้ว่าหากจะกล่าวถึงสังคมการเมืองไทยในร้อยปีข้างหน้าก็จำเป็นต้องกลับไปศึกษาการเมืองไทยย้อนหลังไปอีกสองร้อยปี  ฉะนั้นจึงเห็นว่าหนังสือเล่มที่เกี่ยวกับหลักคิดทางการเมืองนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเมืองภาคประชาชนที่นิยมกล่าวถึงกันมากในปัจจุบันก็มีหลักคิดของมันอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ศึกษามาทางด้านรัฐศาสตร์หรือด้านการเคลื่อนไหวโดยตรง  เช่น  การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย ของ ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ได้ทุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเสนอหลักคิดที่สับสนระหว่างการเมืองที่พึงประสงค์  รัฐบาลที่พึงประสงค์ หรือระบอบการปกครองที่พึงประสงค์  คือเห็นต่างกันได้  เพียงแต่ว่าหลักคิดกับข้อเท็จจริงต้องแยกออกจากกัน  ในปัจจุบัน   เราก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆเป็นจำนวนมาก  หากเราขาดหลักคิดทางการเมืองที่จะช่วยแยกแยะ  เราก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อฝ่ายใดดี  คุณอาทรเห็นว่าเหตุผลประการหนึ่งที่คนตามข่าวสารบ้านเมือง เนื่องจากเราเป็นผู้เสียภาษีคนหนึ่งก็อยากทราบว่าเขาจะนำภาษีของเราไปใช้อย่างไร  หรือนักการเมืองเมื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจนั้นใช้งบประมาณแผ่นดินไปอย่างถูกต้องหรือไม่  คุณอาทรยอมรับว่าในยุคของตนนั้นนับว่ามีความคิดในเชิงอุดมคติทางการเมืองมาก  แต่อย่างไรก็ดีก็อยากให้บรรยากาศเช่นนั้นกลับมาอีกเพื่อให้เราเห็นทางออกบ้าง  เพราะในสมัยนี้เมื่อเราไม่เห็นทางออก  เราก็จะจมอยู่ในกระแสข้อเท็จจริงของข่าวสารที่ท่วมท้น  และยิ่งเราขาดหลักคิดที่จะนำไปใช้คิดวิเคราะห์  เราจะวิจารณ์ได้แม่นยำหรือตรงประเด็นได้อย่างไร

     คุณเจนเห็นว่าจาการแสดงความเห็นที่ผ่านมานั้นมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ เช่น พื้นที่การวิจารณ์ในปัจจุบันอยู่ที่ใด และระบบสื่อสมัยก่อนและปัจจุบันก็ต่างกัน  กล่าวคือในยุค 6 ตุลา  วงการข่าวขาดคน  และบทวิจารณ์ต่างๆก็ต้องคัดไปประชันกัน  แต่ในปัจจุบัน หนังสือรายวัน หนังสือรายสัปดาห์ หรือหนังสือรายเดือนที่ต้องประกันได้ว่าจะออกได้ตามเวลา  ต่างจากเมื่อก่อนหนังสือรายเดือนอาจจะออกเลยเดือนก็ได้  แต่หนังสือรายวันต้องปิดให้ได้ในหนึ่งวัน  และปัจจุบันหนังสือรายวันมีอาจมีหลายกรอบก็ได้  ฉะนั้นการที่ต้องรอว่าเขาจะเขียนส่งมาหรือไม่ก็เป็นปัญหาเช่นกัน    แต่เดิมเราเขียนโดยการประกวดกันหรือแข่งขันแย่งพื้นที่ว่าใครจะได้ลงในวันนี้  ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่มีตัวแปรอยู่   เพราะมีเวลาในการให้พื้นที่ และมีความยืดหยุ่น คือบางฉบับก็บาง บางฉบับก็หนา  เมื่อใช้เวลาเป็นตัวตัดสินก็ส่งผลให้การวิเคราะห์ข่าวน้อยลง  จนทำให้เราลืมหลักของการทำหนังสือ ที่ครั้งหนึ่งศรีบูรพาเคยกล่าวว่า “อย่าไปให้เร็วเกินไป เพราะคนเขาจะตามเราไม่ทัน  แต่ก็อย่างช้าเกินไปจนเท่ากับคนอ่าน เพราะคนอ่านเขาจะไม่อ่าน  ให้ล้ำหน้าไปสักครึ่งก้าว”  นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับอินเตอรเน็ตที่ถือว่าเป็นสื่อที่รวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ก็ต้องตื่นตัวในเรื่องคู่แข่งที่สำคัญนี้ด้วย  แต่ในความเป็นจริง สื่อของเรามีแค่สัญลักษณ์เพื่อให้รู้ว่ามีปริมาณ  แต่ในเชิงคุณภาพนั้นมีหรือไม่ ก็ต้องพิจารณากันต่อไป

     คุณสัมพันธ์ (กรรมการสมาคมฯ) กล่าวว่าหนังสือในสมัยก่อน  สมัยศรีบูรพา หรือสมัยต่อมาที่มีการทำ เพื่อนหนังสือ  และได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมา  และจำได้ว่าบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ในพิมพ์ไทย หรือในหนังสือพิมพ์รายวัน และนิตยสารต่างๆ จะวิจารณ์โดยให้หลักของวิชาการ มีเนื้อหาและวิธีการอย่างสมบูรณ์แบบ  แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเป็นการทำหนังสือเพื่อธุรกิจมากขึ้นก็ส่งผลต่อการวิจารณ์ที่เข้มข้นที่เน้นเนื้อหาก็เปลี่ยนไป  และจะเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนเห็นว่าการวิจารณ์มีลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อทางธุรกิจมากขึ้น และละความสนใจเรื่องเนื้อหาหรือประเด็นทางศิลปะที่เป็นแก่นแท้ของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์ภาพยนตร์ หรือวิจารณ์เรื่องบันเทิงต่างๆ ก็มุ่งเน้นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะด้านบันเทิง  จนไม่พบบทวิจารณ์ที่วิจารณ์เรื่องอย่างตรงไปตรงมา  แต่เน้นที่การแนะนำเรื่องว่าดีอย่างไร และน่าสนใจตรงไหนมากกว่า  ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของศิลปะ ซึ่งแต่เดิมมีการพูดถึงเรื่องฉาก หรือการออกแบบ  การจัดฉาก และแสงสี คือการวิจารณ์มีความสบูรณ์แบบในเรื่ององค์ประกอบของศิลปะ  เช่นเดียวกับการวิจารณ์วรรณกรรม  ในปัจจุบันเมื่อธุรกิจและการเมืองเข้ามามีบทบาทในวงการหนังสือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์ หรือนักเขียน ก็เริ่มมีแนวโน้มคล้อยตามกระแสโลกมากขึ้น

     คุณกฤติน  ดิ่งแก้วเห็นด้วยว่าการไม่วิจารณ์โดยอาศัยหลักวิชาการ  แต่มุ่งเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจเป็นสำคัญ จึงไม่ทำให้เกิดการต่อยอดหรือไม่ทำให้คิดต่อว่าดีอย่างนี้  แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป  แต่ถ้าบทวิจารณ์เสนอทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของผลงานที่นำมาวิจาณณ์ ก็จะช่วยให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองว่าเห็นพ้องหรือเห็นต่างจากนักวิจารณ์อย่างไร  ก็จะช่วยให้เกิดการต่อยอดทางความคิดต่อไป  ส่วนประเด็นของอินเตอร์เน็ตนั้นต้องยอมรับว่ามีบุญคุณอันใหญ่หลวงสำหรับคนรุ่นใหม่มาก  ไม่ว่าจะเรื่องข่าวสาร และบันเทิง  และยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเสมือนดาบสองคม ผู้ใหญ่มักจะมองว่าอินเตอร์เน็ตมอมเมาเยาวชน  ทำให้เยาวชนเสื่อมเสียได้ง่ายๆ  แต่โดยส่วนตัวขอยืนยันว่าเยาวชนยังเลือกใช้ด้านที่ดีของอินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่เป็นบวกมากกว่าเป็นลบ  แต่ความสนใจของแต่ละคนต่างกัน  แต่สิ่งที่อยากทราบต่อไปว่าการใช้ supply image ของหลายๆสื่อนั้นจะเป็นช่องทางที่เปิดไว้เฉยๆหรือไม่  คือเปิดไว้โดยไม่ใส่ใจหรือไม่สนใจว่าคนจะมีความเห็นอย่างไรต่อสื่ออินเตอร์เน็ตที่เปิดไว้ ก็จะไม่เกิดการต่อยอดอย่างจริงจัง  สำหรับประเด็นที่ถามว่าอินเตอร์เน็ตจะเป็นคู่แข่งกับหนังสือเล่มหรือไม่ โดยส่วนตัวก็ยอมรับว่าช่วงที่มติชนมีลงในอินเตอร์เน็ต  ในช่วงนั้นก็เลิกซื้อ
    ไปช่วงหนึ่ง เพราะสามารถตามอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต  แต่โดยส่วนตัวก็ไม่สะดวกใจที่ตื่นเช้าขึ้นมาจะถือโอวัลตินหนึ่งแก้ว  พร้อมๆกับการอ่านหนังสือพิมพ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  เพราะว่ามันไม่ใช่อรรถรสของการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน โดยเห็นเป็นเล่ม  เห็นเป็นรูปร่างหน้าตา   ยกตัวอย่างที่ได้ทำหนังสือ  Democracy ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก  ตอนแรกที่คิดจะทำก็ทำในเว็บไซต์เพื่อให้คนพริ้นต์ออกมาอ่านฟรีๆ  แต่ฉบับแรกทำเป็นเล่มออกมา  พบว่าผลตอบรับมาก  ทั้งๆที่ไม่ได้ขาย เพียงแค่ขอรับบริจาค  ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายทำทั้งสองอย่างคือทั้งพิมพ์และออนไลน์  เพราะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่มต่างกัน  และยังมองว่าการทำเป็นเล่มนั้นคลาสสิกกว่า และตอบโจทย์คนหมู่มากได้มากกว่าที่ยังรักที่จะอ่านงานเป็นเล่มที่จับต้องได้  ทั้งยังยอมรับว่าเกิดไม่ทันไม่ว่ายุคใด ทั้งยุคสายลมแสงแดด ยุคเพื่อชีวิต หรือยุคพฤษภาทมิฬ ก็เพิ่งอายุสามขวบ  ก็ไม่รู้อะไรเลย และไม่คิดว่าในชีวิตจะได้พบกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ พอเจอรัฐประการก็ตกใจ  นอกจากนี้ยังเล่าว่าเมื่อถือ มติชนสุดสัปดาห์ ไปที่เรียนพิเศษ  สายตาของเพื่อนๆจะมองมาอย่างไร  เพื่อนบางคนก็ถามว่าซื้ออะไร  หรือเพื่อนบางคนก็บอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง  หรือบางคนก็สนใจเฉพาะคอลัมน์คุณนิวัติ  กองเพียร เท่านั้น  หรือบางคนก็จะดูดวง  แต่ไม่มีใครที่จะสนใจอ่านอย่างจริงจัง  เช่นเดียวกับที่เด็กสมัยนี้อ่านกอสสิบสตาร์  คืออ่านให้รู้  แต่ไม่ได้สนใจที่จะอ่านเจาะการเมืองจริงๆ  เพราะฉะนั้นหากถามว่าเยาวชนที่ไม่ได้ผ่านจุดเปลี่ยนทางการเมืองเลย  ถ้าจะให้เข้าใจการเมืองอย่างจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยังห่างไกล  โดยส่วนตัวเกิดมาสมัยที่เด็กถูกกันออกมาจากการเมือง  เหมือนในลักษณะที่ไปร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วพ่อแม่สั่งว่าไม่เอาผัก  โดยไม่ถามว่าเราอยากกินผักหรือไม่  คือเราถูกกีดกันออกมา จนเราไม่สามารถที่จะไขว่ขว้าให้สนใจการเมืองได้เลย หรือในขณะที่อายุ 7 ขวบ ดูข่าวเกี่ยวกับการายุบสภา ก็ถามพ่อว่าสภายุบได้ด้วยหรือ พ่อก็บอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องสนใจอะไร เรยนหนังสือไป  และอีกอย่างที่ทำให้สนใจการเมืองคือเมื่อเปิดข่าวภาคค่ำ ก็ตั้งคำถามว่าทำเขาไมเอาข่าวบันเทิงมาก่อน ทำไมเราต้องไปรอสองทุ่มกว่าๆที่ต้องรอดูข่าวบันเทิง หรือสะเก็ดข่าว แต่ทำไมต้องเอาข่าวการเมืองนำมา ก็รู้ว่าข่าวการเมืองสำคัญเช่นกัน  แต่เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะมีแต่ข่าวของคนที่ทุจริต และคอรัปชั่นทั้งนั้นเลย  แม้ว่าชีวิตจะเติบโตมากับหนังสือเหมิอนหลายคนในที่นี้  แต่หนังสือที่อ่านคือหนังสือการ์ตูน  เพราะว่าพี่สาวเปิดร้านเช่าหนังสือการ์ตูน เมื่อโตขึ้นมาพ่อก็ทำวิทยานิพนธ์ ก็ต้องจมกับกองหนังสือภาษาต่างๆเต็มไปหมด ก็ทำให้หยิบๆมาอ่านไปเรื่อยๆ แต่จุดปลี่ยนจริงๆ คือตอยอายุ 15 เดินผ่านร้านหนังสือมี เนชั่น 
    มติชน วางคู่กัน เห็นคำโปรยของมติชนน่าสนใจดี และหน้าแรกที่เปิดอ่านคือหน้าจดหมายก็รู้สึกว่าคนเขียนโต้ตอบกลับมา ไม่ว่าจะแก้คำผิด  แก้ข้อมูลผิด หรือการลงกลอนหรือบทกวี  เราก็รู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญ ก็เปิดอ่านต่อไป เมื่อพบเนื้อหาที่หลากหลายเช่นนี้ก็ทำให้สนใจการเมืองขึ้นมาได้  เพราะสามารถตอบโจทย์ความอยากรู้ของเด็กอายุ 15 ได้ ในเล่มนั้นจะอ่านเรื่องอื่นๆก่อน แล้วมาจบที่เรื่องการเมือง เพราะรู้สึกว่าเหมือนข่าวภาคค่ำที่เรื่องการเมืองนำมาหน้าสุด  ก็ทำให้อยากรู้ว่าการเมืองเป็นอย่างไร  เมื่ออ่านก็พบว่าลีลาน่าสนใจ  และเมื่อต้องการข้อมูลเชิงลึกก็พบข้อมูลที่เราต่อยอดได้  และด้วยเนื้อหาที่หลากหลายนั้นเองที่เข้าถึงเราได้ง่าย  จากนั้นเราก็ไปอ่านในสิ่งที่หนักกว่า  พอวันนี้เมื่อมาทำหนังสือการเมืองก็ระลึกย้อนกลับไปวันเก่าๆ นั้นว่า วันนั้นเราสนใจอะไร สิ่งที่สนใจคือการเมือง  แต่ขอการเมืองที่ย่อยง่ายๆได้ไหม ซึ่งต่างจากหนังสือพิมพ์รายวันที่มีแต่ข้อเท็จจริง แต่จะมีการวิเคราะห์น้อย สู้หนังสือสุดสัปดาห์ไม่ได้  ต่อจากนั้นก็จะซื้อหนังสือรายวันหลายฉบับเพื่อให้สรุปออกมาเป็นชุดความคิดหนึ่งๆ และก็ทำวิธีเดียวกันนี้กับหนังสือสุดสัปดาห์  นั้นคือกระบวนการต่อยอดที่นำมาทำหนังสือพิมพ์เอง ว่าคนอ่านที่เป็นเด็กๆ อยากได้อะไรจาก Democracy ที่เราทำบ้าง  นี่คือโจทย์ชุดใหญ่  และมีคำถามว่าเด็กสมัยนี้ยึดคัมภีร์อะไร  ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้ เนื่องจากยังอ่านหนังสือผู้ใหญ่อยู่ และก็อ่านหนังสือที่หลากหลายมากจึงยังหาคัมภีร์ให้ตัวเองไม่ได้  นอกจากนี้ลีลาการเขียนก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ  เพราะสามารถทำให้เราเข้าใจเรื่องยากๆ ที่ไม่เคยเรียนมาก่อนได้ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ เงินฟืด  เงินเฟ้อ การอ่านเช่นนี้ให้ความรู้สึกอยากติดตามอ่านเหมือนเรื่องสั้น  สำหรับเรื่องพื้นที่ของกวีนั้น  ใน Democracy มีพื้นที่มาก แต่ไม่ค่อยมีเยาวชนที่เขียนกวีเลย และยังคงโหยหางานวรรณศิลป์อยู่

     คุณสุวรรณาขอชี้แจงในเรื่องคัมภีร์อีกครั้งว่าบางครั้งคัมภีร์ก็เป็นเรื่องของยุคสมัย  บางครั้งก็สั้นเพียงแค่ 10 ปี ถ้าจะเปรียบง่ายๆ เช่น ในยุคหนึ่ง สี่แผ่นดิน กลายเป็นนวนิยายเรื่องเอก  เพราะต่างประเทศให้ความสนใจศึกษาเพื่อดูข้อมูลสังคม  เมื่อเป็นเช่นนี้  มหาวิทยาลัยและโรงเรียนใดที่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก็แสดงว่าไม่ได้สนใจผลงานเรื่องเอกของแผ่นดินในช่วงนั้น ทั้งๆที่ในความเป็นจรงก็มีไม่กี่คนที่สนใจอ่านงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง  คัมภีร์ในที่นี้หมายความว่าเกิดในลักษณะเป็นมวลรวมขึ้นมาของช่วงเวลาหนึ่งหรือของคกลุ่มหนึ่ง  เรื่องต่อไปที่อยากเล่าคือในประสบการณ์ที่เป็นอยาจารย์มานาน และสอนเด็กปีหนึ่งมาโดยตลอด ก็ช่วยให้เข้าใจเขาได้มาก  ทั้งนี้ต้องไม่วางกรอบให้เขาก่อน  ก็จะเรียนรู้อะไรจากเขาว่ายุคกำลังเปลี่ยนอย่างไร  ขณะนี้ได้ค้นวรรณกรรมในอินเตอร์เน็ตพบว่ามีวรรณกรรมในอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมากที่เด็กอายุประมาณ 10-20 เขียนอยู่เป็นจำนวนนับหมื่นเรื่อง  ซึ่งจะพิจารณาเรื่องที่มีหลายตอน และยังเขียนอย่างต่อเนื่องไม่ได้เลิกเขียนไป    นอกจากนี้ยังพิจารณาว่าในกลุ่มของเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไรบ้าง  ผลการศึกษาในช่วงแรกพบว่าเด็กกลุ่มหนึ่งเขียนเรื่องแนว แฮรี่  พอตเตอร์ โดยยึดเป็นคัมภีร์ในการเขียน อีกกลุ่มหนึ่งเป็นแหวานแหววก็จะยึดตามแนวของซี่รี่เกาหลี  นางเองต้องซุ่มซ่าม  ปากจัด แต่จริงใจ  ส่วนพระเอกก็ต้องรวย แต่โง่  ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังไปค้นว่าเขาใช้คัมภีร์แบบใด  แต่เรากำลังศึกษาว่าเราได้ความคิดอะไร หรือได้วิธีการที่จะเขียนมาจากที่ใด  นอกจากนี้ยังพบว่ามีการถามและวิจารณ์กันเองในกลุ่มที่ว่าเมื่อวิจารณ์ว่าใช้คำนี้ไม่ได้ ก็ช่วยอกหน่อยได้หรือไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไรแทน  หรือถูกตำหนิว่าเขียนไม่มีพล็อต  ก็ขอให้บอกหน่อยได้หรือไม่ว่าพล็อตเป็นอย่างไรจะได้นำไปเขียนให้ดีขึ้น  แสดงให้เห็นว่าเขามีการวิพากษ์วิจารณ์กันเอง  และช่วยเหลือกันเองด้วย  จึงนับเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่านักเขียนเด็กเหล่านี้เขาอยากเป็นนักเขียนอย่างจริงจัง  หรือเป็นเช่นเดียวกับนักเขียนรุ่นก่อนที่อ่านหนังสือแล้วจึงอยากเขียนบ้าง ในการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งจะบอกว่าเขาผิด  แต่เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและถ้าสามารถจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้  เราก็จะสามารถพบทางที่ใช้ได้จริง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางประเด็นที่ว่าเขาสนใจอะไร หรือที่ว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสือนั้นจริงหรือไม่  และพบว่านักเขียนเด็กลุ่มนี้ไม่เขียนบทบรรยาย  เพราะเขาไม่เคยฝึกการเขียนบรรยายมาก่อน  ในขณะที่ในความเป็นจริงเขาก็ไม่อยากเขียนบรรยายด้วย  เพราะเขาเห็นว่าการเขียนบทบรรยายเช่นนี้เชย  แต่เน้นการเขียนบทสนทนา  เนื่องจากชีวิตของเขาไม่ว่าการแชตหรือการพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องของการสนทนาทั้งสิ้น  การศึกษาในขณะนึ้จึงเป็นการเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริง  โดยยังไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นถูกหรือผิด  นอกจากนี้ยังเล่าว่าครั้งหนึ่ง คุณชมัยภรเคยสัมภาษณ์ความเห็นเกี่ยวกับคำพูดที่ว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือนั้นรู้สึกตกใจหรือไม่  ก็ตอบไปว่าไม่ตกใจ เพราะไม่เชื่อว่าการอ่านจะหายไปจากสังคมไทย  แต่คิดว่าการอ่านแค่เปลี่ยนรูปไปเท่านั้น  ซึ่งต้องศึกษาต่อไปว่าจะเป็นการอ่านในรูปแบบใด และยังเชื่ออยู่เสมอว่ายังมีรสชาติบางอย่างของการหยิบตัวหนังสือขึ้นมา  ในครั้งนี้ก็ยังดีใจว่าเด็กรุ่นนี้ก็ยังมีความคิดนี้อยู่  ในขณะนี้อายุมากแล้วไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ต้องเลื่อนตาขึ้นลงในการอ่านบทความหรือเรื่องยาวๆได้ก็จะพิมพ์ออกมา  และเมื่อมีผู้มายืนยันว่าชอบการอ่านหนังสือในลักษณะของตัวแผ่นเช่นกันก็แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมการอ่านในสังคมสามารถที่จะฟื้นฟูได้  ถ้าเราอยากให้วัฒนธรรมการอ่านงอกงามขึ้น  ประเด็นต่อไปคือที่มีผู้กล่าวว่าจะต้องวิจารณ์ด้วยหลักวิชาการ  ในประเด็นนี้เห็นด้วยครึ่งหนึ่งและไม่เห็นด้วยอีกครึ่งหนึ่ง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยเป็นกรรมการตัดสินนักวิจารณ์  ในครั้งนั้นมี 2 คนที่เข้ามาคู่คี่กันมาก คนหนึ่งเป็นนักวิชาการและวิจารณ์ด้วยทฤษฎีและหลักวิชาอย่างชัดเจน  พร้อมอ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้  อีกคนหนึ่งเขียนโดยแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้  โดยที่เขาอาศัยพื้นฐานการอ่านที่ผ่านมาในการอธิบายให้ความเห็น  โดยที่ไม่ได้วิจารณ์อะไรครบ  ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ได้รางวัลเท่ากัน  เพราะเราเห็นว่าคนที่สองเขาพัฒนาการอ่านของเขาขึ้นมา  พร้อมทั้งให้เหตุผลและพัฒนาการให้เหตุผลของเขา  ซึ่งอนาคตข้างหน้าเขาอาจจะอ่านหนังสือเพิ่มเพื่อนำมาใช้ในการอธิบายของเขาต่อไป  ดังนั้น หากจะกล่าวว่างานวิจารณ์ที่ดีคืองานที่ต้องมีหลักวิชาครบนั้นก็จะทำให้บทวิจารณ์แห้งแล้งเกินไป และอาจจะทำให้การวิจารณ์ตายไปจากสังคมก็ได้  เพราะผู้ที่มีหลักวิชาการก็กลัวเปลืองตัว  ไม่อยากที่จะตอบโต้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการวิจารณ์ หรือถ้าเป็นวิชาการมากๆ ก็จะทำให้บทวิจารณ์แห้งจนคนไม่อยากอ่าน  แต่ถ้าไม่มีเลย คนจะเชื่อเพียงใด  การที่คนจะเชื่อหรือไม่นั้นอาจจะไม่ต้องอาศัยหลักวิชา แต่ที่เชื่อเพราะเราสามารถอธิบายด้วยเหตุหรือพิสูจน์ให้เขาเชื่อได้ว่าเป็นสิ่งนั้นจริงๆ   ประเด็นสุดท้าย เรื่อง mass media ในการทำหนังสือแสดงให้เห็นว่าถ้าเราทำหนังสือแล้วมีผู้อ่านจำนวนมากแค่นั้นสามารถตัดสินว่าเราประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ หรือการทำให้หนังสือของเราเข้าถึงคนหมู่มากได้ก็ประสบผลสำเร็จ  เมื่อยึดถือเช่นนั้น  ในปัจจุบันการเข้าถึงคนหมู่มากได้ สิ่งที่ตามมาคือโฆษณา  ถ้าเป็นเช่นั้นก็หมายความว่าหนังสือนั้นเข้าถึงโฆษณา ไม่ได้เข้าถึงตนหมู่มากแล้ว หลังจากนั้นโฆษณาก็กลับเข้ามาบีบบังคับหนังสือต่อไปหรือไม่ เพราะเท่าที่ได้ทราบข้อมูลจากรุ่นน้องและลูกศิษย์ที่ทำหนังสืออยู่ก็วิตกว่าถ้าทำเช่นนั้นจะถูกถอนโฆษณา  จึงเกิดคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าคุณทำหนังสือให้โฆษณาอ่านหรือ  เขาบอกว่าไม่ใช่  แต่ถ้าโฆษณาไม่ลงก็ไม่มีเงินทำหนังสือ  แต่ก็ยังยืนยันว่าทำหนังสือให้คนอ่านอยู่  จึงเห็นว่าปัญหานี้มีลักษณะเกี่ยวพันกันระหว่างคนทำหนังสือ คนอ่านและโฆษณา  ข้อสงสัยต่อไปคือ mass media ที่ต้องการในครั้งแรกนั้น  ผลพลอยได้ที่ตามมาอาจเป็นผลประโยชน์เกี่ยวกับโฆษณาที่หนังสือจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ให้ความสำคัญมากกว่าคนอ่าน  แต่สื่อบางฉบับอาจให้คามสำคัญกับโฆษณามากว่าคนอ่าน จนทำให้ mass media กลายเป็น mass commercial ไปก็ได้  จากประสบการณ์ที่ผ่านเคยได้มีโอกาสทำหนังสือวิชาการอยู่พักหนึ่ง  ก็ถูกขอให้ออกเพราะทำผิดวัตถุประสงค์ของหนังสือวิชาการกล่าวคือทำหนังสือวิชาการเหมือนหนังสือที่เขาขายกัน  เพราะถ้าเป็นหนังสือวิชาการจริงๆต้องขายไม่ออก  และอีกครั้งได้มีโอกาสร่วมทำ อักษรศาสตร์พิจารณ์  ที่เปิดพื้นที่วิจารณ์ในหนังสือวิชาการ  ก็ถูกเพ่งเล็งเนื่องจากเปิดพื้นที่ให้วิจารณ์งานวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่เป็นคัมภีร์ที่เขาเคารพเชื่อถือกันมากในขณะนั้น  ในการเปิดเรื่องก็ไปนำบทเปิดของพระองค์วรรณฯใน นิราศนรินทร์ มาลงไว้ว่า “คนเราเมื่อเขาว่าดีก็ต้องเชื่อตามนั้นใช่หรือไม่  จะมีสักกี่คนที่กล้าบอกว่าสิ่งที่เขาว่าดีนั้นไม่ดี  เพราะถ้าคุณกล้าบอกว่ามันไม่ดี  คุณต้องบอกได้ว่าทำไมมันถึงไม่ดี  ไม่ใช่เพียงบอกแค่ว่ามันไม่ดีเฉยๆ”

     คุณดาราณี  สุนทรนนท์กล่าวเสริมประเด็นที่ว่าเด็กสมัยนี้เขียนโดยไม่มีบทบรรยายว่า  จากประสบการณ์ในการแปลที่ผ่านมา  ครั้งหนึ่งเคยแปลหนังสือจากต่างประเทศสามเรื่องนักเขียนคนนี้จะเขียนตั้งแต่ต้นจนจเรื่องเป็นบทสนทนาตลอด โดยไม่มีบทบรรยายเลย และหนังสือเล่มนี้ขายดีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบทั้งผู้อ่านและผู้แปล  เนื่องจากถ้ามีบทบรรยายยาวๆผู้แปลจะเหนื่อยมาก  คุณดาราณีเห็นว่าการเขียนเรื่องโดยใช้บทบรรยายทั้งเรื่องไม่ใช่สิ่งที่เขียนได้ง่ายที่จะทำให้เรื่องสนุก ขณะเดียวกันก็สื่อความคิดที่แหลมคมได้

     คุณรวินทร์ คำโพธิ์ทองเล่าว่าเริ่มอ่านจาก เนชั่นสุดสัปดาห์  ต่อมาเปลี่ยนไปอ่าน ฟ้าเดียวกัน เพราะต้องการความใหม่ และเป็นคหนึ่งที่อ่านคอลัมน์คุณนิวัติ ในมติชนก่อน  และอ่านวรรณกรรมจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ในช่วงหลังๆยอมรับว่าไม่ได้อ่านเรื่องการเมืองจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ และ มติชน แต่หันไปอ่าน ฟ้าเดียวกัน และสื่อนอกกระแสอย่างอินเตอร์เน็ตแทน  ถ้าต้องการความรวดเร็วของข่าว    หากถามว่าอ่านอะไรในฟ้าเดียวกัน ต้องยอมรับว่าอ่านแนวคิดบางอย่างที่ไม่มีในสื่อกระแสหลัก  แต่ยอมรับว่าในปัจจับนความคิดที่ปรากฏกในสื่อกระแสรองเริ่มมีมากขึ้นในสื่อกระแสหลัก เช่น เนชั่สุดสัปดาห์ และ มติชน  ที่นำรายงานการเสวนาของกลุ่มต่างๆมาให้เห็นเพิ่มขึ้น  ทั้งๆที่เดิมการรายงานข่าวพวกนี้จะมีอยู่เฉพาะแต่ในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น  ส่วนคอลัมน์ที่ชอบของ ฟ้าเดียวกัน คือ หน้า “ฟ้าประวัติศาสตร์” เพราะสนใจประวัติศาสตร์และสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไม่เคยรู้จัก  ซึ่งทำให้ตามย้อนกลับไปอ่านหนังสือที่กล่าวถึงไว้  จึงเป็นการถอยย้อนสู่อดีต  ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ทำให้เราเข้าถึงปัจจุบันด้วย 

     ผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งยอมรับว่าจากที่ได้ฟังมาทำให้เกิดความคิดบางอย่าง  ซึ่งเห็นว่าที่กล่าวมานั้นเรากำลังขาดอะไรอยู่  ตอนที่ฟังรู้สึกว่าเรากำลังเสวนากันใน 3 ประเด็น คือ วัฒนธรรมการอ่าน  วัฒนธรรมการเขียน  และวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์  ซึ่งถามกันจริงๆว่าใช่หรือไม่  เกิดขึ้นจริงหรือไม่ แล้วเราค่อยมาอภิปรายกันต่อ และได้เขียนสรุปไว้เป็นกาพย์ยานีว่า

      สงครามยังไม่จบ     อย่าเพิ่งนับศพทหาร
      วัฒนธรรมการอ่านวัฒนธรรมวิจารณ์  และการอ่านปักมารดับ
      โอ้นักคิดนักเขียน    ปรับแปรเปลี่ยนส่ำเสียงสรรพ
      เสียศูนย์ข้อมูลจับ    แสนลึกลับแสนซับซ้อน
    อดีตอันขีดเขียน    ดั่งเปลวเทียนหลอมเหลวร้อน
    กบฏทุกบทตอน    เฟืองไฟฟอนกัดกร่อนกาล
    สังคมอุดมปลี่ยน    วัฏจักรเวียนกงเกวียนผ่าน
    ร่องรอยด้อยวิจารณ์   โลกการอ่านเขียนพานแล้ว
    อ่านอะไรทำไม    อะไรมันไม่แคล้ว
    หลักคิดหลักเขียนแนว   แตกทิวแทวปลายรายทาง 
    สังคมใช่จมสื่อ    จมหนังสือการรู้สร้าง
    สืบเสพอักเสบวาง    จึงอ้างว้างทิศทางหมาย


     ผู้เข้าร่วมเสวนาคนหนึ่งกล่าวว่าเคยมีโอกาสได้ทำหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์และหนังสือก็ปิดตัวลง  และเคยถามผู้อ่านในสามหัวข้อนี้ก็เกี่ยวกับการทำหนังสือด้วยว่า  เพราะเคยถามคนอ่านว่าอ่านอะไร เขาก็บอกว่าไม่ได้อ่านดูรูป  ถามว่าอ่านทำไม เขาตอบว่าอ่านไว้ถามว่าอ่านทำไม  และเมื่อถามว่าอ่านแล้วได้อะไร  เขาก็ตอบว่าได้โปสเตอร์หนัง  สุดท้ายถามว่าคาดว่าจะอ่านอะไรต่อไปในอนาคต  เขาก็ตอบว่าไม่ได้คาด  แต่อยากได้รูปโปสเตอร์เก่าๆที่หายาก  และก่อนหน้านั้นทำงานวิจารณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์  โดยตั้งนามปากกาในการวิจารณ์ว่า “วิจารณ์ส่งเดช” เพราะได้แรงบันดาลใจจากการอ่าน เช่นอ่านเพลโต  ก็นำลักษณะของบทสนทนามาดัดแปลงเป็นเรื่องของคนดูภาพยนตร์เสร็จสองคนมาคุยกัน  ก็ให้คุยกันในแนวสังคม การเมือง ศิลปะ ตามลักษระเก่นของภาพยนตร์เรื่องนั้นว่าสื่อประเด็นอะไร  เช่น ถ้าสื่อเรื่องสงครามประชาชน ก็จะนำเรื่องการเมืองมากล่าวถึง  หรืองานของรงค์  วงษ์วรรค์ก็นำความรู้รื่องศิลปะมาสนทนากัน ก็จะให้คนหนึ่งเป็นนักทฤษฎีอีกคนก็เป็นชาวบ้าน  แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากคนอ่านเท่าใด  แต่ได้รับการตอบรับจากคนทำและจากบริษัทภาพยนตร์  จนต้องหยุดเขียนไป  ต่อมาก็เขียนข่าวบันเทิง  ตอนที่ทำงานหนังสือภาพยนตร์ ก็พยายามนำเนื้อหาที่หนักแน่นมาเป็นข่าว  เช่น ข่าวการเมืองที่หนักแน่นในระบบราชการที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ งบประมาณของภาพยนตร์  หรือกฎหมายภาพยนตร์มานำเสนอ  และที่พบคือในหนังสือภาพยนตร์จะมีนักข่าวที่ทำงานสนองนายทุนมากกว่า  ก็เลยตัดสินใจหยุดเขียน   แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีความหวังที่จะเขียนงานวิจารณ์ดีๆต่อไป 
        

    5. หนังสือแนวใดที่นักอ่านปรารถนาที่จะอ่านในอนาคต


     คุณสินีนาฏเห็นว่าคุณภาพคอลัมน์บันเทิงในปัจจุบันลดลง  จึงอยากให้ปรับปรุงในส่วนวิจารณ์บันเทิงให้มากกว่านี้  เช่นเดียวกับบทบรรณาธิการบางครั้งก็ไม่สามารถจับประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอได้  จึงขอให้มีความชัดเจนในส่วนนี้มากขึ้น


     คุณรวินทร์กล่าวว่าอยากเห็นความหลากหลายในหนังสือมากขึ้น  อยากเห็นความใหม่ในหนังสือมากขึ้น  ความใหม่ในที่นี้หมายถึงมุมมองใหม่ที่เคยเห็นในสื่อกระแสหลัก  แม้ว่าในบางครั้งก็จะเห็นว่าสื่อแต่ละเล่มมีทางของตนอยู่ จนสามารถที่จะคาดเดาได้ว่าคนนี้ไม่มีทางจะมีลงมติชน หรือคนนี้ไม่มีทางที่จะมาเขียนสยามรัฐ หรือไม่มีทางที่คนนี้จะได้ลงฟ้าเดียวกัน เพราะทุกพื้นที่มีข้อจำกัดของตัวเอง  แต่ในขณะนี้ผู้อ่านมีทางเลือกว่าจะอ่านหรือไม่อ่านอะไร และมีช่วงหนึ่งที่จะมีโอกาสได้มาทำงานกองบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์สายธาร  เคยไปสมัครงานที่หนังสือฉบับหนึ่งมีคำถามข้อหนึ่งที่เขาถามคือ  ถ้าไม่มีกระดาษในการทำหนังสือแล้ว คุณจะใช้อะไรแทน  ก็เลยตอบว่าเสน่ห์ของหนังสือคือกระดาษ  และเชื่อว่าหนังสือยังมีเสน่ห์อยู่  แม้ว่าต่อไปจะพัฒนาเป็นอินเตอร์เน็ตหรือ e-book เพื่อมารองรับ และคิดว่าคนส่วนหนึ่งก็ยังปรารถนาที่จะอ่านจากกระดาษอยู่  ซึ่งคิดว่าไม่สามารถที่จะละทิ้งเสน่ห์ของหนังสือที่เป็นกระดาษไปได้


     ผู้สัมมนาคนหนึ่งกล่าวว่าชื่นชอบงานวรรณกรรม  จึงอยากให้คนขียนหนังสือใช้วรรณกรรมมาอธิบายสังคมและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นนิยายของมาลาปาร์เต  คูร์สิโอเป็นนิยายการเมืองที่หนักแน่นมาก  น่าจะมีผู้นำมาวิจารณ์เพราะตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองปัจจุบัน  ซึ่งผู้อ่านจะได้ประโยน์มาก  แต่น่าจะมีวิธีการให้อ่านสนุกก็มีจะคนอ่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก


    6. การสรุปการเสวนา  โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯ


    คุณชมัยภรกล่าวว่าโดยบรรยายกาศทั่วไปหลายคนได้ให้คำตอบว่าอ่านอะไร  อ่านแล้วได้อะไร  และอยากได้อะไรต่อไป พอสมควรแล้ว  แต่สิ่งที่ได้มากและคิดว่าน่าจะมีการจัดต่อๆไปคือการที่เราได้มาพบกัน การได้มาปฏิสัมพันธ์กัน ได้เสวนาร่วมกัน  นักเขียนได้พบกับนักอ่าน รุ่นพี่ได้พบกับรุ่นน้อง  รุ่นพ่อแม่ได้พบกับรุ่นลูก  ศิษย์ได้พบกับครู ก็ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่อาจารย์เจตนา  นาควัชระเรียกว่า “มนุษย์สัมผัสมนุษย์”  คือเราได้สบตากัน  ได้เสวนากัน เราได้ยินเสียงกัน  นี่คือสิ่งที่เราได้มากที่สุดในวันนี้  จากการที่ได้สัมผัสกันเช่นนี้ทำให้เราได้รู้จักกัน และได้อ่านซึ่งกันและกัน  ถ้าผู้ใดติดใจบรรยากาศเช่นนี้ก็ขอเชิญเข้าร่วมเสวนาที่จะจัดต่อไปอีก 4 ครั้งได้  แต่การเสวนาครั้งต่อๆไปจะจัดตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงบ่าย และมีอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายเลี้ยงด้วย  วันนี้หวังว่าหลายคนคงกลับบ้านไปด้วยความสุข  เพราะเมื่อคิดเวลาว่าเราไม่มีใครก็ยังสามรถเห็นว่ายังมีกลุ่มนักอ่าน กลุ่มนักเขียน หรือกวีที่มาอ่านงานให้เราฟังในวันนี้ และขอบคุณทุกคนที่ทำให้บรรยากาศวันนี้รื่นรมย์อย่างยิ่ง

    นางสาวอรพินท์ คำสอน
    ผู้บันทึกรายงานการประชุม

    --------------------------------------------------------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design