สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

  • บท (เกือบ) สรุปซีไรต์วุ่น กับทิศทางที่ก้าวต่อ?
    โพสต์โดย : mataree
    2007-10-03 21:08:34

     บท (เกือบ) สรุปซีไรต์วุ่น กับทิศทางที่ก้าวต่อ?
    มติชนออนไลน์ วันพุธที่ 3 เดือนตุลาคม พศ. 2550 
     
    ฤกษ์สะดวก 20 กันยายนที่ผ่านมา 2 สมาคมโต้โผใหญ่อย่างสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือ ได้เปิดห้องเจ้าพระยาที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ให้เหล่านักคิด นักเขียน กวี นักวิชาการ และสื่อมวลชน ที่มีเรื่องอึดอัดคับข้องใจ อยากจะเสนอแนะความคิดเห็น ในประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องวุ่นๆ ของ ซีไรต์ ได้มาพบปะกันเพื่อหาบทสรุปที่ (น่าจะ) ลงตัว ในงานเสวนา 30 ปีซีไรต์...ทบทวนเพื่อก้าวต่อไป

    บางคนมั่นใจว่าเสวนาครั้งนี้ เป็นผลกระทบจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาคมวรรณกรรมที่ออกแถลงการณ์ซึ่งแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ประเด็น คือ ปัญหา และข้อเสนอแนะ ดังที่มติชนได้เคยเสนอข่าวมาโดยตลอด

    แต่หลายคนก็มั่นใจว่า แถลงการณ์นี้เป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยกระตุ้นเท่านั้น เพราะ ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร นายกสมาคมภาษาฯได้เคยบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เพราะปีนี้ครบรอบ 30 ปีซีไรต์ ทาง 2 สมาคมจึงเห็นควรว่าอยากจะจัดงานเสวนาซีไรต์ขึ้นสักครั้งหนึ่ง

    แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทาง 2 สมาคมจึงเห็นควรว่าได้เวลาแล้วที่ซีไรต์จะต้องทบทวนตัวเอง เพื่อการยอมรับอย่างแท้จริงในวงสังคมวรรณกรรมบ้านเรา

    แดดยามบ่ายกำลังสาดแสงงาม หลังจากสังสรรค์อยู่ข้างนอกมาระยะหนึ่ง แต่ละคนก็เริ่มทยอยเดินเข้ามาในห้อง กวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นนักเขียนรุ่นเล็ก-รุ่นใหญ่มากมายที่มาร่วมเสวนา ทำให้บรรยากาศโดยรวมคึกคักน่าดู อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, กนกวลี พจนปกรณ์, เวียง-วชิระ บัวสนธิ์, ธัช ธาดา.อิราวดี ไตลังคะ, ภานุ ตรัยเวช, จิตติ หนูสุข, นรีภพ สวัสดิรักษ์, นันทพร ไวษยะสุวรรณ์ ฯลฯ

    รวมถึงแกนนำประชาคมวรรณกรรมอย่าง วรภ วรภา, กานติ ณ ศรัทธา, จเรวัฒน์ เจริญรูป และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ พินิจ นิลรัตน์ คณะกรรมการรอบคัดเลือก หนึ่งในจำเลยที่ยังไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์แก้ข้อฉงนเลยแม้แต่น้อย

    โดยมีอดุล จันทรศักดิ์ ประธานคณะกรรมการรอบคัดเลือก อาศัยประสบการณ์ของตุลาการมืออาชีพ มาควบคุมและดำเนินรายการให้อยู่ในสภาวะที่พอเหมาะพอดี พร้อมผู้ช่วยเป็นนายก 2 สมาคม ชมัยภร แสงกระจ่าง แห่งสมาคมนักเขียน และ ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร จากฝั่งสมาคมภาษา

    หลังจากไล่เรียงเกริ่นนำกันอยู่พอสมควร จิระนันท์ พิตรปรีชา ก็เร่งให้เข้าประเด็นในสิ่งที่อยากพูด เพื่อไม่ให้เสียเวลา ซึ่งก็เข้าทางธัช ธาดาพอดีที่เสนอให้ไล่เรียงกันไปตามวาระการประชุม 3 วาระ โดยเริ่มต้นจากวาระที่ 1 ประเภทของวรรณกรรมที่ส่งเข้าประกวดก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าไม่เริ่ม 1 ก่อน วาระที่ 2-3 อย่าง ประเด็นกรรมการ และขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกและตัดสิน ก็หาทางไปกันไม่เจอล่ะ

    จากธรรมเนียมเดิมนั้นจะแบ่งวรรณกรรมออกเป็น 3 ประเภท คือ นวนิยาย เรื่องสั้น และบทกวี แล้วเวียนตัดสินปีละ 1 ประเภท ซึ่งเมื่อครบ 3 ปี 3 ประเภท ก็กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    แต่ในครั้งนี้ก็ได้มีการเสนอว่าควรจะมีบรรจุงานประเภทสารคดี และบทละคร เข้าไปไว้ด้วย รวมเป็น 5 ประเภท

    โดยธัช ธาดา เสนอมาว่า ปัจจุบันวรรณกรรมไม่มีรูปแบบที่ตายตัว มีความเป็นโพสต์ โมเดิร์นมากขึ้น และมีการเคลื่อนเปลี่ยนลักษณะตามสังคม ทำให้เส้นแบ่งวรรณกรรมในทั้ง 3 ประเภทนั้นแทบจะเลือนหาย ซึ่งเวียง-วชิระก็พยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับเสริมขึ้นว่า ดังนั้นจึงควรยกเลิกประเภทต่างๆ ซะ! แล้วอิงอยู่กับคำว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์แทน! โดยดอนเวียงให้เหตุผลว่า ถ้าทำเช่นนี้จะส่งผลดีถึงวงจรวรรณกรรม ทั้งคนอ่าน คนเขียน และคนผลิต

    "จะเลิก จะเพิ่มก็ได้ แต่ต้องอิงคำว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์ ถ่างกรอบให้กว้าง แล้วแสวงหาหนังสือที่มีความเป็นเลิศสูงสุดในปีนั้นๆ" วชิระกล่าวด้วยเสียงนิ่งๆ ตามสไตล์

    ขณะที่ วรภ วรภา ตัวตั้งตัวตีของกลุ่มประชาคมนั้น ก่อนที่จะเสนอความเห็นก็เล่นมีคำพูดที่ทำให้หลายคนถึงกับอึ้งว่า ครั้งนี้มาและพูดคุยในนามส่วนตัว คิดว่าประชาคมฯคงยุติบทบาท และตนก็ได้ลาออกจากเป็นสมาชิกของกลุ่มประชาคมไปแล้วในคืนก่อนการประชุม???

    "ถ้าที่ประชุมเห็นชอบให้เพิ่มงานบทละคร และสารคดีเข้ามา ก็เห็นด้วยให้หมุนเวียน 5 ประเภท เพราะงานทั้ง 5 ประเภทมีลักษณะเนื้อหา และวิธีการเขียน และการพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้ารวมก็รับได้" วรภกล่าว

    จิระนันท์ พิตรปรีชา นั่งฟังอยู่นาน ก็ยกมือขอพูดบ้าง ว่าอยากจะให้บทละคร และสารคดี ปรากฏในรูปแบบของ มินิซีไรต์ คือให้รางวัลทุกปีภายในประเทศไทยเท่านั้น

    "เป็นการโอบอุ้มทะนุบำรุงกิจการวรรณกรรมภายในประเทศของเรา เพราะทั้ง 2 ประเภทอยู่ในความสนใจ แต่ยังไม่เข้ากระแสหลัก"

    ถกเถียงกันไปมาเกือบชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดพี่เอื้อยแห่งแวดวงวรรณกรรม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็สรุปแบบไม่เป็นทางการเพราะทั้ง 2 สมาคมและโอเรียนเต็ลจะต้องประชุมกันอีกครั้งหนึ่งมาว่า

    ให้มี 3 ประเภทคือ นวนิยาย เรื่องสั้น และบทกวีเช่นเดิม แต่ควรรวม 3 เป็น 1 คือให้ทั้ง 3 ประเภทร่วมประกวดในปีเดียวกัน แม้จะใช้กรรมการมากกว่าเดิม แต่ก็น่าจะส่งผลดีไปยังองค์รวมของแวดวงวรรณกรรม เพราะนอกจากสำนักพิมพ์จะไม่ต้องเก็งหวย พิมพ์เฉพาะประเภทที่ประกวดในปีนั้นๆ แล้ว นักเขียนยังมีอิสระในการสร้างสรรค์งาน และนักอ่านก็ได้เสพงานที่หลากหลายขึ้นด้วย ส่วนข้อเสนอของจิระนันท์ในประเด็นมินิซีไรต์นั้น ก็ควรส่งเสริมเช่นกัน

    "จะช่วยผ่อนเบา ละลายพฤติกรรมที่สำนักพิมพ์จ้องจะพิมพ์งานประกวด ช่วยให้การอ่าน การเขียนเสมอภาค และระบบการจัดพิมพ์เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น" เนาวรัตน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะพักเบรกให้จิบน้ำชา ทานขนมอร่อยๆ หย่อนใจ เพื่อกลับมาว่ากันในประเด็น วาระที่ 2 เรื่องคณะกรรมการพิจารณาวรรณกรรม

    ...............................

    แค่เริ่มต้นภาคสองก็ชักจะร้อนระอุ เพราะวรภยังย้ำอีกครั้งว่าที่พูดนี่ ในนามส่วนตัว ก่อนที่จะบอกว่าถ้าการคัดเลือกวรรณกรรมเปลี่ยนไปจากระบบหมุนเวียน เกณฑ์กรรมการก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน แต่ขอยึดข้อเสนอแนะเดิมไว้ก่อน เผื่อจะนำไปปรับใช้อีกที

    โดยวรภ เสนอเพิ่มมาว่า กรรมการคัดเลือกน่าจะยังคงสัดส่วน 7 คนเช่นเดิม แต่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนโดยให้ มีผู้แทนจากสมาคมภาษา 1 คน จากสมาคมนักเขียน 1 คน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์หรือผู้เคยได้รับรางวัลซีไรต์ 2 คน กวีหรือนักเขียน 1 คน นักวิจารณ์วรรณกรรม 1 คน และนักวิชาการด้านวรรณกรรมอีก 1 คน และให้กรรมการทั้งรอบคัดเลือกและรอบตัดสินไม่ซ้ำคนกัน อีกทั้งกรรมการทั้ง 2 คณะยังดำรงตำแหน่งได้คราวละไม่เกิน 2 ปี และเว้นช่วงไม่ต่ำกว่า 2 ปี นอกจากนี้ยังขอให้คัดเลือกหนังสือเข้ารอบเต็มโควต้า 10 เล่ม ไม่ใช่ 7-10 เล่ม ดังที่เคยเป็นมา เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักเขียนและกวี รวมถึงขอให้การประชุมทุกครั้งมีการบันทึกภาพและเสียง เพื่อพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณะ! ส่วนระบบการคัดสรรกรรมการนั้น วรภขอโยนลูกให้กานติลุยต่อ

    ซึ่งกานตินั้นพอจับไมค์ปุ๊บ ประโยคแรกที่พูดเลยก็คือ ยืนยันว่าประชาคมฯยังคงอยู่ ส่วนการลาออกของวรภนั้น...

    "แม้วรภจะลาออกจากการเป็นครูใหญ่ แต่ก็ยังคงเป็นภารโรงอยู่" ก่อนที่จะเสนอในประเด็นที่รับมอบหมายมาว่า ก่อนการประกาศรับผลงานเข้าพิจารณา ทั้ง 2 สมาคมควรเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมพิจารณา โดยอาจจะจัดการประชุมประจำปีขึ้นมา หรือใช้การประชุมนักวันนักเขียนก็ได้

    "บุคคลในแวดวงวรรณกรรมควรจะรวบรวมและเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ไว้ให้ทาง 2 สมาคมพิจารณา และควรประกาศรายชื่อล่วงหน้า เพราะการไม่ประกาศเป็นเหมือนการล็อบบี้ในความมืด!! และรางวัลอื่นก็ควรให้คนวรรณกรรมมีส่วนคัดเลือกด้วย"

    ด้านดอนเวียงนั่งฟังอยู่นาน ก็ยกมือขอเสนอความเห็นขึ้นมาด้วยว่า

    "อยากเสนออีกเรื่องหนึ่ง คือเราน่าจะยกเลิกระบบการประกวด เพราะถ้ายังคงระบบเดิมไว้ ยากนะที่จะได้หนังสือที่เรียกว่าดีที่สุดสำหรับปีนั้นๆ ตราบใดที่นักเขียนยังไม่ส่ง เป็นไปได้ไหมที่จะมีการรวบรวมข้อมูลผลงานในแต่ละปี ไม่ว่าจะตีพิมพ์หรือไม่ก็ตาม อาจจะให้ทำเป็นรูปเล่มแล้วมีระบบบาร์โค้ดเรียบร้อยก็ได้ เพื่อที่ว่าถ้าหนังสือไม่อยู่ในระบบตลาดก็มีสิทธิได้รับพิจารณา"

    เวียง-วชิระร่ายยาว ก่อนที่ธัช ธาดา จะตั้งข้อสังเกตที่ก่อบรรยากาศร้อนระอุขึ้นมาว่า

    "คิดว่ากรรมการรอบคัดเลือกมีน้อยไป ไม่สมดุลกับจำนวนหนังสือ ตามตรรกะแล้วก็เท่ากับว่าที่บอกว่ากรรมการ 7 คน อ่านหนังสือครบทุกเล่มนั้นเป็นเท็จ และกรรมการแค่ 7 คน อาจจะมีการบล็อคโหวตได้ เพราะต่อให้เขียนดีแค่ไหน แต่ถ้ากรรมการ 4 ท่าน บล็อคโหวต อีก 3 ท่าน จะเถียงได้ยังไง เป็นไปได้ไหมที่จะเพิ่มกรรมการให้ไม่น้อยกว่า 11 ท่าน หรือแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อช่วยอ่านในรอบแรก และควรมองนักวิชาการด้านอื่นบ้าง เพื่อให้ได้ประเด็นที่หลากหลาย ส่วนเรื่องเปิดเผยกรรมการนั้น ส่วนตัวแล้ว ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกครั้งก็ได้" ก่อนที่จะตบท้ายว่า

    "อยากให้เจ้าของรางวัลและ 2 สมาคมหนักแน่น ไม่ใช่ว่าเสียงจิ้งหรีดร้องทักขึ้นมา 1 ครั้ง แล้วต้องสะดุ้งทุกครั้ง แค่ครั้งนี้ถือเป็นการทบทวนปัญหา"

    เจอข้อกล่าวหาเช่นนี้เข้าไป อดุลเลยต้องออกมาอธิบายว่า

    "คณะกรรมการคัดเลือกบอกว่าอ่านทุกเล่มเป็นเท็จ คุณธัชคิดได้ แต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะผมขอยืนยัน ว่าอ่านทุกเล่ม และมีช็อตโน้ตของทุกเล่ม"

    และถึงแม้ว่าเวียง-วชิระ จะออกมาช่วยพูดว่าธัช ธาดา ขอถอนคำพูด โดยหมายถึงบางคนเท่านั้น แต่ก็สายเกินไป เพราะได้ทำลายความรู้สึกของกรรมการ 2 สมัยอย่าง อ.อิราวดี จนต้องขอพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นแสดงถึงความอัดอั้นใจว่า

    "ฟังแล้วรู้สึกว่าคือกรรมการนี่เต็มไปด้วยความฉ้อฉล แต่ถามเถอะมันคือผลประโยชน์อะไรนักหนาเหรอที่กรรมการจะได้ จนต้องทำสิ่งนั้น ดิฉันเห็นด้วยกับคุณจิระนันท์ที่ว่านี่มันอะไร ทำไมคุณต้องให้ความสำคัญกับซีไรต์มากมาย มันก็เป็นแค่รางวัลหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วการอภิปรายก็ไม่ใช่ใครจะมีอำนาจเหนือใคร แล้วการที่มาบอกว่ากรรมการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันเสียใจมากๆ เพราะเท่าที่ทำงานหลายปี ทุกคนเสียสละ เสียใจแทนตัวเองและแทนกรรมการคนอื่นด้วยว่าไม่ควรที่จะมาเจออคติอย่างนี้เลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเบื้องหลังส่วนตัวที่ไม่พอใจอะไรกันรึเปล่า แต่รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของวงการวรรณกรรมไทย"

    พอถึงตรงนี้ บรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ชมัยภรจึงพยายามไกล่เกลี่ย โดยบอกว่าไม่อยากให้เป็นการโต้ตอบกันด้วยสภาวะทางอารมณ์ เพราะต่างฝ่ายต่างก็เจ็บปวด ก่อนที่อดุล จะเปิดโอกาสให้พินิจ นิลรัตน์ ได้พูดบ้าง หลังจากที่นิ่งเงียบมากว่า 2 เดือน

    "ธัช ธาดา ฝากขอโทษ อ.อิราวดี ที่คำพูดทำให้เสียใจ" พินิจกล่าวเป็นประโยคแรก

    "บรรยากาศวันนี้ทำให้รู้แล้วว่าซีไรต์เป็นพระเจ้าจริงๆ เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเสื่อมถอยหรอก หลายคนยกย่องเป็นพระเจ้า ผมขนลุกเลย" และประโยคต่อมาก็เรียกเสียงฮือฮาจากรอบที่ประชุม แต่กว่าเจ้าตัวจะได้พูดต่อก็ถูกเบรกจากที่ประชุมหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้สรุปประเด็นในวาระที่ 2 ก่อน

    โดยจิระนันท์ก็ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกอย่าง (ค่อนข้าง) ยาวว่า

    "ถ้า 3 ประเภทมารวมกันก็ควรหาผู้สันทัดกรณีใน 3 สาขานี้ด้วย โดยเฉพาะกวีนิพนธ์ และเมื่อหนังสือมากขึ้นทางออกอีกอย่างหนึ่งแยกสาขาให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้วดันเล่มเด่นขึ้นมา และยังมีเรื่องที่อยากแก้ข้อเข้าใจผิดคือ 1.เรื่องล็อบบี้ ยืนยันเลยว่าไม่มีอย่างที่ว่า การตัดสินใจให้เล่มไหนเข้ารอบเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวมากกว่า 2.เมื่อสืบเนื่องจากตรรกะนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นปัญหาเรื่องรสนิยมก็ปรับแก้ได้ โดยไม่ต้องจับกรรมการซักฟอกขึงพืดขนาดนั้น ถ้าต้องแสดงออกทั้งภาพและเสียงนี่ กรรมการคงอยากลาออกกันหมด ถ้าคนไหนมีความเห็นว่างานชิ้นนี้ห่วย ให้ตกรอบก็คงไม่กล้าพูด แค่กระจายให้วงกว้างมีส่วนร่วมก็ช่วยได้เยอะแล้ว และ 3.ข้อที่ว่ากรรมการอ่านไม่ครบทุกเล่ม งานวรรณกรรมนั้น บางทีเปิดอ่านหน้าแรกก็รู้แล้วว่าไม่รอด มันเป็นเรื่องของศิลปะ ไม่ใช่งานวิชาการ"

    หลังจากจิระนันท์ แสดงความเห็นเรียบร้อย อดุลก็สรุปว่า จะรับข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

    ถึงคราวพินิจแล้ว...แต่เวลาเหลือเพียงไม่นาน พินิจจะสามารถชี้แจงครบถ้วนได้เช่นไรกัน

    เพราะสารพัดข้อหาทั้งเล่นพรรคเล่นพวก คุณสมบัติไม่พอ และผูกขาดอำนาจ ล้วนแต่รุนแรงทั้งนั้น

    "สิ่งที่ประชาคมกล่าวหา ผมยอมรับได้ แต่ต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่เมื่อมาดูทั้งหมดแล้วปรากฏว่าบิดเบือนหลายประเด็น" พินิจเริ่มต้น ก่อนที่จะอธิบายว่า ที่เขาบอกว่าบิดเบือนนั้น ล้วนมีหลักฐานทั้งสิ้น

    "1.กรรมการผูกขาดอำนาจ ผมเพิ่งเป็น 2 สมัย คัดเลือกนิยายและบทกวีเท่านั้น 2.กรรมการไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง และว่าผมไม่มีผลงานใดๆ นอกจากคอลัมน์ซุบซิบวรรณกรรมในหนังสือพิมพ์รายวัน จริงๆ แล้วผมเขียนให้ที่อื่นด้วยอีก 2 แห่ง และผมยังเขียนบทกวี เคยเป็น บ.ก.คัดสรร 3.การเล่นพรรคเล่นพวก ที่ผมเป็นกลุ่มหน้ารามทำให้มีผลงานของกลุ่มสมาชิกหน้ารามเข้ารอบถึง 50% แต่ผมนับแล้วทั้งเล่มทั้งคนไม่ถึงนะ มีกวีหน้าราม 2 ท่าน ที่เข้ารอบคือศิริวร แก้วกาญจน์ และอังคาร จันทาทิพย์ 2 คน 3 เล่ม และที่สำคัญประเด็นนี้ผมอยากถามกลับว่า พี่ 2 คนคือพี่วรภและพี่กานติ ไม่ใช่พวกผมหรอ ผมกับพี่กานติคบกันมา 20 ปี เอื้อเฟื้อมาโดยตลอด ถ้าผมเล่นพรรคเล่นพวกจริง ทำไมวิสุทธิ์ ขาวเนียม, พิทักษ์ ใจบุญ กวีหน้ารามเหมือนกันถึงไม่เข้ารอบ ถ้างานของพี่กานติดีจริง ถ้าผมไม่เอาเข้าบาปติดหัวตายเลยครับ เวลาสัมภาษณ์ก็เน้นแต่ข้อกล่าวหา ข้อเรียกร้องเป็นเพียงน้ำจิ้ม ผมไม่รู้ว่ามีอะไรมาดลใจให้พี่คิดอย่างนั้นได้"

    ซึ่งกานติก็อธิบายมาว่า นี่ไม่ใช่ความคิดของตนเป็นเพียงคนเดียว แต่เป็นของประชาคมวรรณกรรม และยอมรับว่าแม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากข้อเท็จจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นทัศนคติที่ถกเถียงกันได้

    "เข้ามาตรงนี้ต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ และทนทานต่อการตรวจสอบ" ซึ่งพินิจก็สวนขึ้นมาว่า "ผมพร้อมเสมอที่จะให้ตรวจสอบและเต็มใจด้วย แต่ต้องไม่บิดเบือนข้อมูล"

    ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะต้องยุติการเสวนา ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป เนาวรัตน์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกคนในแวดวงเป็นพี่น้องกัน มีกันอยู่แค่นี้ มีอะไรก็พูดจากัน รักกันไว้จะดีกว่า

    เพราะซีไรต์ ไม่ใช่รางวัลที่ดีที่สุด หรือรางวัลเดียวในโลก จิระนันท์ พิตรปรีชา บอกเอาไว้
     
     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design