สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 21 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา

  • คนแคระ คนแปลกบนโลกประหลาดของ วิภาส ศรีทอง โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    โพสต์โดย : mataree
    2012-09-29 12:34:57


    ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่น่าอ่านประจำปี 2555 ไม่ต้องมองถึงการเข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายซีไรต์ ซึ่ง 'คนแคระ' ก็ได้ชื่อว่าเป็น 'ตัวเต็ง

    แต่ทำไมวรรณกรรมนอกสายตา จึงกลายเป็นที่จับตามองถึงเพียงนี้...


     วิภาส ศรีทอง ทำให้ผู้ติดตามวรรณกรรมประหลาดใจตั้งแต่ส่งผลงานเรื่องล่าสุด คนแคระ  สู่แผงหนังสือหลังจากหายหน้าไปจากบรรณพิภพถึงสี่ปี ทว่าสี่ปีที่ห่างหายไม่สูญเปล่า เขาซุ่มเขียนนิยายถึงสองเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ คนแคระ




     นอกจากการปรากฏตัวของวิภาสแล้ว หนังสือของเขาก็สะเทือนวงการมิใช่น้อย เพราะ คนแคระ อวดโฉมในรูปลักษณ์ทะมึนทึม ขอบหนังสือสีดำ ดูเข้มขลัง นัยว่าหนังสือเล่มนี้หาใช่นิยายเบาสมองเป็นแน่ และยิ่งคล้ายตีตราเมื่อเปิดอ่านเนื้อใน ด้วยพล็อตที่คนไทยไม่คุ้นเคยบวกกลวิธีเล่าเรื่องอันเนิบช้า ผลักดันผู้อ่านให้ละเมียดถึงแก่นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร เป็นผู้สังเกตการณ์ต่อทุกการกระทำที่ท้าทายระดับศีลธรรมจรรยาในแต่ละผู้คน

     วิภาสบ่มกลั่น คนแคระ ร่วมสองปี ตั้งแต่เขียนเสร็จในช่วงปีครึ่งและแก้ไขตัดทอนอีกครึ่งปี เหตุผลแรกที่ คนแคระ กินเวลายาวนาน หนีไม่พ้นความยาวของเนื้อเรื่อง ซึ่งถือว่ายาวมาก แต่อีกเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าและเกือบทำให้เขาโยน คนแคระ ลงถังขยะเพราะ คำวิจารณ์อันหนักหน่วง รุนแรง จากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง

     "มีกระแสตอบรับหลายอย่างที่...เอ่อ...ส่งให้เพื่อนนักเขียนหลายๆ คนอ่าน เขาบอกว่าไม่ผ่าน ต้องไปแก้เยอะ ผมต้องตัดไปเยอะ ตัดไปประมาณเกือบร้อยหน้าเอสี่ ซึ่งถ้าเป็นกระดาษมาพิมพ์ก็เกือบๆ สองร้อยหน้า...จริงๆ มีคนบอกให้ไปเขียนใหม่หมดหรือไม่ก็โยนทิ้งไปเลย ผมก็เสียความมั่นใจนะ"

     แต่วิภาสก็ต่อสู้กับสภาวะในใจอันเกิดจากผู้อื่นหยิบยื่นให้ได้สำเร็จ เขาแก้ไขต้นฉบับที่มีปัญหาจนกระทั่งสมบูรณ์
     -1-

     จะยากอย่างไร แต่พล็อตเรื่องเกี่ยวกับคนแคระกลับหลงเข้ามาโดยบังเอิญ วิภาสเล่าว่า ต้นทางของ คนแคระ คือ ตรอกเล็กๆ ย่านบางลำพู...

     "นานมากแล้ว ผมเดินเที่ยวแถวข้าวสารแล้วออกมาจากตรอกแถวๆ บางลำพู มืดๆ ผมก็เห็นคนแคระคนหนึ่ง ก็แต่งตัวดีนะ นั่งอยู่ริมทาง ดูลับๆ ล่อๆ ไม่ค่อยกล้าออกมา ผมก็เดินผ่านไปแล้วสะกิดใจมากๆ เลย ก็ชวนเขาคุย เขาก็คุยดีนะ คุยสนุก ประมาณชั่วโมง ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ ผมขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพราะกะจะทำหนังสั้น จะเอาคนแคระมาใส่หนังสั้น"

     แต่ในที่สุดโครงการทำหนังสั้นก็ถูกพับไป คนแคระและหนังสั้นถูกกาลเวลาดูดกลืนหายไปไร้ร่องรอย จนกระทั่งวันหนึ่งวิภาสคิดอยากเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับเด็กชนชั้นกลางระดับสูงกลุ่มหนึ่งที่จับคนเร่ร่อนมาขังไว้ดูเล่น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียน เพราะเขาคิดว่าพล็อตเรื่องแรงไป และแทบไม่แตกต่างจากหนังสยองขวัญเกรดบี

     "ผมก็เลยลองเขียนอย่างอื่นแทน เริ่มต้นเขียนโดยไม่คิดอะไรมาก แล้วคนแคระเก่าก็กลับมา จำได้ว่าตอนที่คุยกับเขา เขาบอกว่า ผมเป็นคนต่างจังหวัด ผมมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ ผมอยากทำเกี่ยวกับการแสดง ถ้าเป็นไปได้ แต่ทางบ้านผมเตือนมาว่าพวกคนแคระมักโดนจับ โดนวางยาแล้วจับไปแสดงละครเร่ เขาบอกเป็นเรื่องจริง ผมก็แปลกใจว่ามีอย่างนี้จริง ความทรงจำตรงนั้นก็กลับมาพอดี"

     ด้วยค่าที่เป็นนักเขียน วิภาสย่อมไม่เล่าเพียงประเด็นดังกล่าวแน่นอน สภาวการณ์ทางสังคมยังมีอะไรน่ากล่าวถึงอีกมาก

     "ผมต้องการซ้อนความเหลวแหลกของคนชั้นกลางด้วย และความที่เป็นคนแคระ มันดูไม่โหดเกินไปถ้าจับคนแคระ เพราะคนแคระเป็นอะไรที่สัญญะไม่ชัด ไม่มีสัญญะตายตัว ไม่มีสัญญะสำเร็จรูปของความเป็นมนุษย์ หนึ่ง เด็กหรือผู้ใหญ่ มองแล้วก้ำกึ่ง ให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วน เหมือนคนสองเพศน่ะ เพราะฉะนั้นการมองคนแคระมันจับอะไรไม่ได้หรอก น่ามอง แต่ก็น่ารังเกียจไปพร้อมๆ กัน"

     วิภาสยอมรับว่าขณะที่เขียน คนแคระ เขาประหวั่นมาก เพราะจากนิยายอาจกลายเป็นเรื่องสยองขวัญธรรมดาดาดๆ ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน อีกประการ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับการลักพาตัวพบเห็นได้มากในงานของฝรั่ง ทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ โจทย์ของวิภาส คือ ทำอย่างไรให้ไม่ซ้ำทางกับใคร คำตอบที่เขาให้มา คือ พล็อตต้องไม่เหมือนเขา ต้องเป็นต้นฉบับ ซึ่งคนแคระก็ตอบโจทย์นี้ได้ดี

     -2-

     จุดเด่นประการสำคัญของ คนแคระ อาจเป็น พล็อตที่บอกเล่าเรื่อง 'คนแคระ' ทว่า กลวิธีการเล่าเรื่องอันอ้อยอิ่ง เนิบนาบ ก็นับเป็นจุดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบก็ชอบสุดหัวใจ แต่ถ้าใครไม่ชอบอาจเบื่อหน่าย

     วิภาสบอกว่าตั้งใจเล่าอย่างอ้อยอิ่ง เพื่ออธิบายทุกห้วงความรู้สึก ทุกเม็ดไม่มีขาดหาย ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายงานของนักเขียนระดับโลก อาทิ ดี.เอช. ลอว์เรนซ์

     "มันเป็นช่วงที่ผมอ่านงานของดี.เอช.ลอว์เรนซ์จริงๆ ลองไปดูสิ หนาปึ้กเลย พูดถึงความรู้สึกตัวละคร ไปดูสิ ก็โคตรเนิบนาบเลย อีกอย่าง ผมเป็นคนเขียนไดอารี่ จดความรู้สึกตัวเองตลอด เล็กๆ น้อยๆ จะไม่มองข้าม เช่น ความเบื่อคืออะไร เราต้องพยายามรู้สึก เขียนทั้งแง่กายภาพและแง่จินตภาพ บรรยายว่าความเบื่อคืออะไร ความโกรธก็มีรายละเอียดของมันนะ ผมจดไดอารี่ไว้เยอะ เหมือนหมกมุ่นเลยล่ะ ก็เลยเอาตรงนี้มาใช้"

     และอีกหนึ่งสิ่งที่พบเห็นได้ใน คนแคระ คือ วิภาสถ่ายทอดความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมอันเนื่องจากจิตใจของมนุษย์ถูกบ่มเพาะมาอย่างผิดรูปผิดรอย เงามืดและบรรยากาศทึมเทาจึงเป็นเฉดสีหลักในฉากของเรื่อง

     "ผมตั้งใจแต่แรกแล้วว่าอยากทำรวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ตั้งแต่เด็กเราชอบงานสยองขวัญตั้งแต่เด็ก ชอบอ่าน สตีเฟ่น คิงส์ หรือนิยายผีของอังกฤษ ชาร์ล ดิกเก้น ผมก็ชอบ เลยอยากเขียนอะไรแบบนี้ที่มันมืดๆ ทึมๆ เทาๆ ความตั้งใจจะให้เป็นสยองขวัญ แต่มันก็ไม่ใช่ มันกลายเป็นงานดราม่าเสียส่วนใหญ่ เล่มนี้กลายเป็นดราม่า แต่ก็มีความเป็นทึมๆ เทาๆ กึ่งฟิล์มนัวอยู่นะ"

     ได้เห็นกระบวนการก่อกำเนิด คนแคระ พอสังเขปแล้ว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า วิภาส ศรีทอง และนิยายของเขาสร้างความประหลาดใจต่อวงการวรรณกรรมไทย ที่จู่ๆ ม้านอกสายตากลับวิ่งนำหน้าม้าฝีเท้าฉกาจจนกระทั่งติดโผ Short Lists ซีไรต์ 2555 ได้สำเร็จ

     บรรณพิภพประหลาดใจ แต่เชื่อไหมว่าเขาเองประหลาดใจยิ่งกว่า เพราะเส้นทางของ คนแคระ ไม่แตกต่างจากคนแคระตัวจริงที่ต้องต่อสู้กับสายตาหยามหมิ่นระคนสงสัยของผู้คน มิหนำซ้ำยังต้องพิสูจน์ตัวให้ยืนในสังคมได้โดยสมบูรณ์ คนแคระเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วิภาสมีคำตอบ...

    เมื่อคนแคระถูกส่งประกวด

     วิภาสบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรสำนักพิมพ์สมมติก็ต้องส่งนิยายเรื่องนี้ประกวด โดยไม่เน้นผลประกวดแต่ประการใด "เขามีความคิดที่คล้ายๆ ผมตรงที่มันไม่น่าจะไปไหนได้ รางวัลวรรณกรรมไทยไม่น่าจะเห็นมันได้ แต่เขาก็ส่งไปอย่างนั้นเอง จะได้มีคนมองมันมากขึ้นถ้ามันติดไปใน 7 เล่ม หรือ 15 เล่ม ทั้งหลายแหล่ ผมไม่รังเกียจซีไรต์ มันก็เหมือนรางวัล Booker Prize มันไม่ใช่รางวัลที่ชีวิตคุณสุดยอดแล้ว มันไม่ใช่ มันแค่รางวัลหนังสือเล่มหนึ่ง ปีหน้าก็ส่งใหม่ได้ ผมคิดว่ามันต้องมีรางวัลมาคัดว่าเล่มไหนดีสุดประจำปี"

    คนแคระเฮ!

     ถึงจะไม่หวังผล แต่เมื่อนิยายเข้ารอบลึก มีหรือที่เจ้าของผลงานจะไม่เฮ "ก็ดีครับ ก็แปลกใจที่ทำไมเขาถึงมองเห็น ก็งงเหมือนกัน เพราะจริงๆ ผมบอกตรงๆ ว่ามันเป็นงานที่การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนต้องทำงานหนักนะ มันเหนื่อยนะ หนึ่ง ภาษาแปลกๆ บรรยายเยอะมาก สอง ดำเนินเรื่องค่อนข้างอืด ยืดเยื้อ แต่นั่นคือประเด็น ผมต้องการอย่างนั้น ให้มันอืด"

    นิยายเล่มนี้ แด่...นาตาลี ชไนเดอร์

     แม้แรงกายและพลังสมองจะสำคัญต่อการเขียนหนังสือ ทว่าแรงใจก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ชื่อ นาตาลี ชไนเดอร์ ที่ปรากฏในหนังสือของเขา แทนคำขอบคุณจากใจ "เขาเป็นภรรยาผมครับ พูดง่ายๆ นิยายเรื่องนี้เป็นช่วงที่ผมซัฟเฟอร์หลายๆ อย่าง สองเป็นช่วงที่ผมรายได้ก็น้อย พอดีภรรยาดูแลให้เยอะ ถ้าไม่มีคนนี้ก็ไม่มีนิยายเล่มนี้ครับ อย่างไรก็ต้องแด่นาตาลีจริงๆ เขาเป็นคนดูแล ผมเขียนแล้วก็ต้องให้เขาเป็นคนคอยวิจารณ์ให้ตลอด ก็อ่านให้เขาฟัง ถ้าผ่านก็คือผ่าน ผมฟังเขาคนแรก พูดง่ายๆ เลย บก.คนแรกของเล่มนี้นอกจากตัวนักเขียนแล้ว คือ ภรรยา...คุณนาตาลี ชไนเดอร์ครับ"

    เหนื่อยแต่คุ้ม

     เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย วิภาสก็เช่นเดียวกัน กว่าจะเคี่ยวเข็ญให้นิยายของเขาเป็นที่ยอมรับได้ ช่างเหน็ดเหนื่อย "เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเลย เหนื่อยแต่ว่าสนุก มีความสุขมาก เพราะเป็นนิยายที่ผมไม่คิดถึงหน้าคนอ่านเลย เขียนให้ตัวเองอ่านจริงๆ เขียนเหมือนเป็นไดอารี่ โดยไม่คำนึงเลยว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ใครอ่านจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิด เขียนไปเรื่อยๆ เหมือนกับเขียนไดอารี่ที่เราต้องถ่ายทอดออกมา"

    นิยาย...ทางที่ใช่

     หากย้อนดูผลงานของวิภาส จะพบว่าเขาเริ่มต้นจากเรื่องสั้น และเติบโตจากเรื่องสั้น แต่วันนี้ เขาบอกว่าพบทางที่ใช่ที่สุด นั่นคือ นิยาย "ตอนนี้ผมสนุกกับการเขียนนิยาย เพราะคนแคระเป็นงานเล่มแรก บอกตรงๆ ผมเขียนแบบลองผิดลองถูก เพราะไม่เคยเขียนเรื่องที่ใหญ่ๆ ยาวๆ แบบนี้มาก่อน ผลงานที่ลองผิดลองถูกเป็นเล่มแรกของเรา เพราะฉะนั้น มันมีความดิบเยอะ มันไม่มีการเกลา อย่างที่บอก ผมไม่ได้นึกถึงหน้าคนอ่านสักคน หรือหน้านักวิจารณ์เลยสักคน พอเล่มนี้เสร็จสิ้น ผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ผมก็เขียนอีกเรื่องหนึ่งในทันที เพราะเริ่มรู้แล้วว่านิยายเป็นอย่างไร การเขียนนิยายเป็นอย่างไร ตอนนี้มันอยู่ที่เราติดลมกับการเขียนนิยาย ถ้าผมกลับไปเขียนเรื่องสั้นหรือทำงานศิลปะแบบอื่น ผมเสียดายไง ตอนนี้เรามีเรื่องจะเล่าในรูปแบบนิยายอยู่ ทำจนกว่ามันจะหมด"

    การอ่าน + ประสบการณ์ = วัตถุดิบชั้นเลิศ

     นี่อาจไม่ต่างจากนักเขียนคนอื่น ที่เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ อ่านมากก็อยากเขียน ยิ่งถ้าได้ใช้ชีวิตมากด้วยแล้ว ย่อมมีอะไรอยากบอกต่อแน่นอน "ใช้ชีวิต เจอผู้คน เราก็พยายามเขียนพล็อตเรื่อยๆ บางทีเราอยู่บางสถานการณ์ เราก็แอบฟังๆ แล้วจดมาเลย เพราะวิธีเขียนนิยายมันต่างจากเรื่องสั้น เรื่องสั้น หัวใจคือพล็อต ฉะนั้นตัวละครมาทีหลัง นิยายพล็อตแย่ก็ไม่เป็นไร ตัวสำคัญของนิยายคือตัวละคร ตัวละครคือหัวใจสำคัญของการเขียนนิยาย เห็นไหมว่าเวลาคุณจำเรื่องสั้น แทบจำอะไรไม่ได้เลย แต่นิยายส่วนมากไม่ได้จำพล็อต จำตัวละคร

     อีกอย่างคือเราอายุมากขึ้นแล้ว เวลาหาพล็อตไม่เร็วเหมือนสมัยหนุ่มๆ พอพล็อตเราน้อยลงก็เสียดาย ปล่อยเรื่องสั้นหมดก็เสียดายพล็อต เราเขียนนิยายดีกว่าเพราะพล็อตเราก็ไม่ได้เยอะมาก ซึ่งไม่แปลกที่นักเขียนมาใหม่ๆ น้อยนะที่เขียนนิยาย"

    หยุดไม่ได้...ขาดใจ

     แม้นักเขียนในบ้านเราจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถี่บ้าง ห่างบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตายไปก็มาก บางคนตายเพราะหมดพลังสมอง บางคนตายเพราะหมดพลังใจ และบางคนก็หมดเนื้อหมดตัว แต่วิภาส ผู้ประกาศว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมละทิ้งการเขียนนิยาย เพราะหากขาดไปเขาคงตาย หากตาย ขอตายในหน้าที่ "หยุดเขียนไม่ได้ครับ หยุดก็ตายอย่างเดียว ไม่หยุดเลย ผมเคยอ่านที่เขาวิจัยไม่แน่ใจทางอเมริกาหรือยุโรป นักเขียนที่จะเขียนงานได้สุดยอดจะอยู่ในช่วง 40 ขึ้นถึง 65 สมองเรายังใช้การได้ดีอยู่ เราจะเข้าใจโลกมากขึ้น เราหายใจได้ยาวนานขึ้น ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุมากมุมมองต่อโลกยิ่งคมขึ้น ยิ่งแก่ยิ่งเคี่ยว ผมแปลกใจนะที่นักเขียนบ้านเราพออายุมากแล้วไม่ยอมเขียนงาน เสียดายมากๆ จริงๆ คือช่วงสุดยอดเลยนะ ผมก็เลยมองว่าผมกำลังเข้า 40 แล้ว กำลังเข้าช่วงสุดยอดแล้วนะ งานที่ผ่านไปพอกลับมองไปแล้วคงเป็นงานที่ใช้ไม่ได้ของเราเลยด้วยซ้ำ ผมว่าอย่างไรก็เถอะยังไม่ถึงช่วงสุดยอด สุดยอดประมาณ 50 ขึ้น"

    คนอ่านคือรางวัล

     ในยุคนี้ ยุคที่เกียรติยศ เงินทอง ถูกยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่ง แต่วิภาสกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาต้องการแค่คนอ่านงานของเขาเท่านั้น "ก็พอใจ แค่นี้ก็โอเคแล้ว เพราะผมไม่หวังอะไรกับมันเลย นักเขียนไม่มีความสุขเท่ามีคนอ่านงานคุณ ได้หรือไม่ได้รางวัลไม่สำคัญหรอก แต่ดีใจที่ได้เข้ามา ทำให้มีคนอ่านงานเราได้มากขึ้น ผมไม่ค่อยแคร์เรื่องชื่อเสียง เกียรติยศ มันไม่ใช่ คนมาเป็นนักเขียนตรงนั้นไม่สำคัญหรอก ความสุขอย่างเดียวคือการมีคนอ่านเรื่องที่เราเล่า ภูมิใจสุดแล้ว เป็นรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว"

    ก้าวเดินที่เกินคาด

     คนแคระปรากฏตัวบนบรรณพิภพและเวทีซีไรต์อย่างเหลือเชื่อ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่วิภาสจะคิดว่าคนแคระเดินมาไกลเกินที่คาดคิดไว้ "ใช่ครับ เกินคาด คนอื่นบอกว่าน่าจะเข้านะ แต่พี่ไม่เชื่อ เพราะพี่รู้สึกว่าพี่มีข้อด้อย ผมชอบมองงานตัวเองอย่างบั่นทอน จะรู้สึกว่ามีข้อเสียเยอะมากจนไม่น่าเข้า แต่ผมชอบในแง่ที่ประเด็นของมันยังไม่เคยมีใครจับมาก่อน ยังไม่มีใครเล่น อย่างน้อยมันก็มีความเป็นออริจินัลพอสมควร แล้วเราก็จบมันได้อย่างลงตัว ไม่มีอะไรติดค้าง ผมพยายามถามคนอ่านรอบแรกว่ามันยังอยู่ในหัวไหม หรือมันจบแล้วจบเลย มันยังกลับมาบ้างไหม? บก.ก็บอกว่ามันกลับมา"

     ใช่แล้ว ผมเองก็ว่ามันกลับมา...

    ที่มา
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 5 สิงหาคม 2555 06:06
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design