สมาชิกล็อกอินที่นี่
เสาร์ 16 ธันวาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน

  • ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ // สุณิสา เจริญนา (นิตยสารสกุลไทย)
    โพสต์โดย : suisia
    2012-09-19 00:01:39

    ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” 
    และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ 

    สุณิสา เจริญนา
    นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ ๓๐๑๗ 
    ประจำวันอังคารที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕


    “คิดถึงพี่ทั้งสองลองคาดหวัง ถ้าพี่ยังอยู่ด้วยจะช่วยได้
    อย่างน้อยน้อยก็จักเป็นหลักชัย ให้เราใช้เกาะยึดประพฤติตาม
    เป็นหลักแห่งพิราบแสนซาบซึ้ง เป็นหลักหนึ่งที่ยึดได้ในสยาม
    เป็นหลักแห่งเสรีภาพซาบเนื้อความ พร้อมด้วยสันติภาพงามทุกเวลา”

    ส่วนหนึ่งของบทกวี  “แด่ “รพีพร”- เพ็ญศรี” (คุณสุวัฒน์ วรดิลกและคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี) ประพันธ์โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน เนื่องในโอกาส “วันเพ็ญศรี-รพีพร” ประจำปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๔  กรกฎาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องรพีพร อาคาร เสาว์-ศรีสุดา บุญเสนอ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 
    ด้วยมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ได้กำหนดให้การจัดงานรำลึกถึงเพ็ญศรี-รพีพร และการมอบรางวัล  “รพีพร”  เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณสุวัฒน์ วรดิลก ให้แก่นักเขียนคุณภาพทุก ๒ ปีนั้น มูลนิธิรพีพรฯได้จัดงานมอบรางวัลไปแล้ว ๒ ครั้ง โดยมี คุณมาโนช พรหมสิงห์ เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนแรก และคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนที่ ๒ และในปี ๒๕๕๕ นี้ เป็นครั้งที่ ๓ ของการมอบรางวัล มูลนิธิรพีพรฯมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คุณมหรรณพ โฉมเฉลา เป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าว 
      พิธีมอบรางวัล และงานรำลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองของพี่น้องแวดวงวรรณกรรมในปีนี้จัดอย่างเรียบง่ายหากแต่ทรงคุณค่าและอบอุ่น มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล รวมถึงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทั้งนักเขียนอาวุโส นักเขียนหน้าใหม่ และแขกผู้มีเกียรติ์ที่มาร่วมแสดงความยินดี อาทิเช่น คุณประยอม ซองทอง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๔๘ และ ประธานมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน) คุณกฤษณา อโศกสิน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๑) คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก (น้องสาวคุณสุวัฒน์ วรดิลก) คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิฯ) คุณเจน สงสมพันธุ์ (นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย) คุณบูรพา อารัมภีร (อุปนายกสมาคมนักเขียนฯ) นอกจากนี้ยังมีกรรมการสมาคมนักเขียนฯ และผู้สนใจทั่วไป ได้แก่ คุณพินิจ นิลรัตน์ คุณจิตติ หนูสุข คุณธีระ หนูทอง คุณวรบรรณ ทองวัชระ คุณสร้อยสรวง แสนสุรศิลป์ คุณประยูร หงษาธร และคุณเตือนใจ นิลรัตน์ ที่เป็นตัวแทนสำนักพิมพ์มติชน มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
    ภายหลังการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันพิธีมอบรางวัลในช่วงบ่ายก็เริ่มขึ้น โดยนายกสมาคมนักเขียนฯกล่าวต้อนรับ พร้อมกับแสดงความยินดีกับคุณมหรรณพ โฉมเฉลา จากนั้นประธานมูลนิธิรพีพรฯ และทายาท (คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก) กล่าวแสดงความยินดี โดยความตอนหนึ่งว่า 
    “แม้ว่าเงินรางวัลจะน้อย แต่ก็ให้ถือว่า เป็นเงินจากนักเขียนเพื่อนักเขียน ด้วยเลือดเนื้อของนักเขียน ที่ทำงานด้วยความมานะ บากบั่น เพื่อเป็นเกียรติยศ และเพื่อมอบเป็นกำลังใจให้นักเขียน จะได้รู้สึกภาคภูมิใจว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกวรรณกรรมของเรา  --- ประยอม ซองทอง” และ “ขอแสดงความยินดี และขอให้ผู้รับรางวัลมีสุขภาพแข็งแรง ผลิตงานที่ดี มีคุณภาพ และสร้างสรรค์ต่อไป --- จีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก”
    หลังจากการกล่าวแสดงความยินดี มูลนิธิรพีพรฯโดยคุณประยอมมอบโล่รางวัล พร้อมด้วยคุณจีรวรรณมอบเงินรางวัล จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และคุณเจนมอบหนังสือจากสมาคมนักเขียนฯเป็นของที่ระลึกแก่คุณมหรรณพด้วย จากนั้น เป็นการเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรคนล่าสุด ดำเนินรายการโดย คุณชมัยภร แสงกระจ่าง ความบางส่วน ดังนี้ 
    คุณมหรรณพ โฉมเฉลา นักเขียนรางวัลรพีพร คนที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เกิดและเติบโตในค่ายมวยชื่อดัง “อิทธิอนุชิต” ของบิดา มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๓ คน คนโตเป็นนักดนตรี คนรองทำงานด้านส่งออก และตัวเองเป็นนักเขียน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี บิดาและมารดาแยกทางกันจึงย้ายมาอยู่กับบิดาซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์จอนห์ แต่จากความเป็นเด็กบ้านแตก เขารู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่อยากเรียนหนังสือ และคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนบีบคั้น ข่มขู่ และทารุณเกินไปสำหรับเด็กบ้านแตกอย่างเขา เขาจึงหนีโรงเรียนแล้วไปหมกตัวอยู่ในโรงหนัง จนถูกไล่ออก ระหว่างนั้นต้องอยู่บ้านเพียงลำพังเมื่อบิดาออกไปทำงาน แต่ด้วยความที่บิดาเป็นนักอ่าน มีหนังสือมากมายหลายประเภท เขาจึงแอบอ่านหนังสือของบิดา เช่น สามเกลอ, พล นิกร กิมหงวน, ผู้ชนะสิบทิศ และวรรณกรรมแปลอื่น ๆ อย่าง เจมส์ บอนด์ หลังจากหยุดเรียน ๑ ปี เขากลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งที่โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ซึ่งผลการเรียนของเขาดีขึ้น จากเคยเรียนได้อันดับท้าย ๆ ของห้อง ขยับขึ้นมาเป็นที่สองของห้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยส่วนตัวแล้วเขาเชื่อว่า อาจเป็นเพราะอำนาจวรรณกรรม เป็นเพราะพลังของการอ่านหนังสือ ที่ทำให้เขามีความคิดความอ่าน ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และยังตอบคำถามตัวเองหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้นด้วย
    คุณมหรรณพสอบเข้าเรียนคณะโบราณคดี มหาวิยาลัยศิลปากร โดยได้อิทธิพลมาจากหนังสือเรื่อง อินเดียนน่า โจนส์ ที่เป็นเรื่องราวของการผจญภัยและแนวโบราณคดี แต่เขาก็ตัดสินใจออกมาก่อนที่จะจบการศึกษา เขารู้สึกว่า าขาโบราณคดีที่เรียนนั้นสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ได้รู้ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการอย่างไร มีกิเลศ มีตัณหาอย่างไรก็จริง กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย บวกกับเป็นช่วงเดียวกันกับที่เขาอกหักจากสาวคนรัก และจากการอ่านหนังสือของคุณขรรค์ชัย บุนปาน เรื่อง “หนี” ยิ่งเป็นแรงขับให้เขาตัดสินใจเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อหาคำตอบให้ชีวิตได้ง่ายขึ้น 
    จากการเปิดใจคุณมหรรณพในช่วงแรกอาจดูเหมือนว่า “ไม่มีอะไรน่าสนใจ” ถือว่าก็เป็นแค่ช่วงชีวิตของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียน และยังครอบครัวแตกแยก แต่หากจะมองกลับกันอีกด้านหนึ่งนั้น  ในทุก ๆ ช่วงชีวิตของเขา เขามีหนังสือเป็นเพื่อน เขาอ่านหนังสือ เขาเรียนรู้ อีกทั้งยังมีความรู้สึกผูกพันกับหนังสือมาโดยตลอด ไม่เพียงตัวเขาที่เป็นนักอ่านเท่านั้น บิดาผู้สะสมหนังสือจำนวนมากก็ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการอ่านของเขาอีกด้วย 
      ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยของคุณมหรรณพนั้น เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อเขาย้ายไปอยู่กับมารดาที่ประเทศออสเตรียถึง ๒ ปี ระหว่างนั้นเขาเรียนภาษาเยอรมัน และทำงานร้านอาหาร เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เขาเปิดบริษัททัวร์กับเพื่อนโดยใช้ความรู้ทางภาษาและทางโบราณคดีทำมาหากิน แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน บริษัททัวร์ก็ต้องปิดตัวลง แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามในการประกอบอาชีพ จึงหันมาร่วมทุนกับเพื่อนเปิดร้านขายของตกแต่งบ้าน และงานศิลปะที่ตลาดนัดสวนจตุจักร แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ใช่เส้นทางชีวิตที่ลงตัวสำหรับเขา เมื่อทุกอย่างล้มเหลวอีกครั้ง เขาจึงหันเหตัวเองไปอยู่กับเพื่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นการกลับเข้าสู่โลกของการอ่านอีกครั้งก็ว่าได้ เมื่อเพื่อนก็เป็นนักอ่านตัวยง มีหนังสือมากมายให้เขาอ่าน เช่น ผลงานเขียนของ วัฒน์ วรรยางกูร หรือ ช่อการะเกด และที่สำคัญไปกว่านั้น การมาอยู่กับเพื่อนคราวนี้เมื่อเพื่อนเห็นว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เพื่อนจึงสนับสนุนและให้กำลังใจในการผลิตงานเขียนเป็นของตัวเอง 
    คุณมหรรณพเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่บัดนั้น ฝึกเขียนเรื่องสั้นอาทิตย์ละเรื่องหรือสองเรื่อง ส่งไปตามหนังสือต่าง ๆ เรื่องสั้นหลายเรื่องถูกทิ้งลงถังขยะ แต่ในที่สุดเรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ คือเรื่อง "จดหมายถึงบรรณาธิการ" ในนิตยสาร "ลลนา" พ.ศ. ๒๕๓๔ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเหมือนหลงเสน่ห์ของงานวรรณกรรม ที่มิอาจแยกตัวเองออกมาจากการเขียนได้ ภายหลังเขามีผลงานรวมเรื่องสั้น และนวนิวยายออกสู่สายตานักอ่านเป็นระยะ ๆ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นเชิงสัญลักษณ์และเสียดสีสังคมอยู่ในที 
    ผลงานเขียนคุณมหรรณพจากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน ได้แก่ รวมเรื่องสั้น “เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก” (ปี ๒๕๓๘) รวมเรื่องสั้น “บ่ายหอยทาก” (ปี ๒๕๔๒) รวมเรื่องสั้น “ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง” (ปี ๒๕๔๕) นวนิยาย สาวงามตาบอดทั้งสิบสอง (ปี ๒๕๔๕) และ นวนิยาย “ในอ้อมกอดกาลี” ปี ๒๕๕๔ ได้รับรางวัลวรรณกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ได้ประดับช่อการะเกด จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี พ.ศ.๒๕๓๙ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รางวัลที่ ๒ จากประกวดเรื่องสั้น ช่อปาริชาต พ.ศ. ๒๕๔๔ จากเรื่อง "ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง" และรางวัลที่ ๓ เซเว่น บุ๊ค อวอร์ดส ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๖ - ๒๕๔๗ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "บ่ายหอยทาก" 
    ด้านชีวิตครอบครัวนั้น คุณมหรรณพมีคู่ชีวิตที่อยู่ในแวดวงการอ่านการเขียนเช่นเดียวกัน คือ คุณรวิวาร โฉมเฉลา นักเขียน-นักแปลอิสระ ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันบนดอยเชียงดาว ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร แต่ในช่วงแรกของการสร้างครอบครัวนั้น ทำให้เขาห่างหายไปจากการเขียนนานหลายปี โดยเขาให้เหตุผลว่า ในแต่ละช่วงที่ก้าวเดินนั้น มีทั้งการหาที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง เขาและภรรยาร่วมกันสร้างบ้านแต่ก็เป็นการสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป มีเงินทุนมากหน่อยก็ต่อยอดก็สร้างเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ เขามีไร่ลำไยที่แม้เป็นเพียงไร่เล็ก ๆ บนเนื้อที่เพียง ๕ ไร่นั้น แต่ก็ล้วนต้องใช้เวลาและให้ความสำคัญกับทุก ๆ อย่างอย่างเต็มที่เช่นกัน 
    ในวันนั้นคุณรวิวารให้เกียรติเปิดใจกับแขกที่มาร่วมงานฟังด้วยว่า ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นนักเขียนอิสระ กว่าจะสร้างสรรค์งานเขียนหรืองานแปลสำเร็จ หรือได้ตีพิมพ์แต่ละชิ้นนั้นค่อนข้างใช้เวลา และผลงานที่ตีพิมพ์ก็ใช่ว่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในหลาย ๆ ครั้งนั้นเองก็ทำให้ทั้งคู่ประสบปัญหาด้านการเงิน ช่วงแรกของใช้ชีวิตคู่ คุณรวิวารยังไม่เข้าใจในความมุ่งมั่น ความตั้งใจในการเขียนหนังสือของเขา จึงมีปัญหากันบ้างตามประสา แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเรียนรู้เกิดขึ้น และเกิดเป็นความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน เพราะอุดมการณ์ทางการเขียนของคุณมหรรณพนั้นชัดเจนยิ่ง “วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือ การเขียนหนังสือ” คุณรวิวารยังเสริมตอนท้ายอีกว่า “ไม่ว่าสถานะทางเศรษฐกิจหรือทางการเงินของเราจะย่ำแย่แค่ไหน แต่เราก็รู้สึกว่า ปัญหาเหล่านั้นไม่กระทบ และไม่มีผลอะไรกับความรักที่เรามีให้กันและกันเลย”...
    ทั้งนี้ คุณชมัยภร ผู้ดำเนินรายการถามคุณมหรรณพเป็นคำถามสุดท้ายก่อนปิดรายการเปิดใจว่า “ในเมื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขนาดนั้น เหตุใดคุณมหรรณพจึงไม่หันกลับมาทำงานประจำ” และคำตอบที่ได้ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำให้ชัดลงไปอีกว่าผู้ที่ได้รับรางวัลรพีพรคนนี้ มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ต่อการอ่านการเขียน อีกทั้งยังมุ่งมั่น ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ และศรัทธาให้ทุกคนได้ประจักษ์ได้มากเพียงใด ... “การอยู่กับคน อยู่กับงานแบบนั้น มันขัดใจ มันอึดอัด  มันไม่ใช่ตัวเรา รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างมีปัญหากับการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงคิดว่า เขียนหนังสือดีกว่า ... มีชีวิตเพื่อเขียนหนังสือดีกว่า”   
    งานเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรจบลงไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมิจบลงไปด้วย คือพลังในความรัก พลังของการสร้างสรรค์งานเขียนที่ยังจุดประกายอยู่ในตัวตนของคุณมหรรณพอย่างไม่มีวันหมดสิ้นนั่นเอง

    .................................................

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design