สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 21 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.sameskybooks.org/
    ฟ้าเดียวกัน
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

  • Mario Vargas Llosa นักเขียนรางวัลโนเบล 2010 โดย : นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ
    โพสต์โดย : mataree
    2010-11-25 16:50:02

    ผลรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2010 มีข่าวออกมาว่ารางวัลจะตกเป็นของนักกวี หลังจากเวทีแห่งนี้ไม่ได้มีการมอบให้แก่นักกวี นานถึง 13 ปี

    หนึ่งสัปดาห์ก่อนประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2010  มีข่าวออกมาว่ารางวัลจะตกเป็นของนักกวี หลังจากเวทีแห่งนี้ไม่ได้มีการมอบให้แก่นักกวีเป็นเวลานานถึง 13 ปี ช่วงระยะเวลาดังกล่าว รางวัลตกเป็นของนักเขียนนวนิยายและนักเขียนบทละคร
     

    นักวิเคราะห์วรรณกรรมหลายคนและบ่อนรับแทงพนันแห่งหนึ่ง ออกมาชี้นำกึ่งฟันธงต่อคณะกรรมการตัดสินรางวัลของสภาราชบัณฑิตสวีเดน (Swedish Academy) ว่านักกวีที่เป็นตัวเต็งในการคว้ารางวัลโนเบล คือ นักกวีชาวสวีเดน Tomas Transtromer วัย 79 ปี ที่เป็นตัวเต็งเหนือนักกวีที่ได้สำรวจออกมา ซึ่งนักกวีที่คาดว่าจะได้รับรางวัลได้แก่ Adam Zagajewski ชาวโปแลนด์, Adonis ชาวซีเรีย, Ko Un ชาวเกาหลี, Les Murray ชาวออสเตรเลีย

    แหล่งข่าวได้วิเคราะห์ลงไปอีกว่า หากนักเขียนนวนิยายได้รับรางวัลซึ่งมีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้น้อยมาก นักเขียนนวนิยายที่คาดว่าจะได้รับรางวัลประกอบด้วย Philip Roth, Joyce Carol Oates และThomas Pynchon ซึ่งเป็นบรรดานักเขียนชาวอเมริกา นอกจากนักเขียนและนักกวี ยังมีนักเขียนอีกหลายคนที่อยู่ในโผรายชื่อที่อาจจะได้รับรางวัล (แต่มีความเป็นไปได้น้อยมาก) ได้แก่ AS Byatt, Ian McEwan, Salman Rushdie และJohn Banville

    เมื่อปี 2008 โฮเรซ อิงดาห์ล (Horace Engdahl) เลขานุการคณะกรรมการตัดสินรางวัล เคยแสดงความเห็นทำนองว่า นักเขียนชาวอเมริกาไม่มีคุณสมบัติทางด้านวรรณศิลป์มากพอที่จะได้รับรางวัลโนเบล เมื่อถ้อยคำดังกล่าวออกเผยแพร่สู่สาธารณะ ทำให้ ฟิลิป รอธ (Philip Roth) ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าเขาไม่สนใจที่อิงดาห์ลพูดแบบนั้น และไม่คิดว่านักเขียนเพื่อนร่วมชาติจะเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง
     

    สำหรับนักเขียนชาวอเมริกันคนล่าสุดที่ได้รับโนเบล คือ โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison) เมื่อปี 1993 อย่างไรก็ดี รอธ มองว่านักเขียนชาวอเมริกาเป็นอีกหนึ่งชาติที่ผลิตงานวรรณกรรมอันทรงพลังชาติหนึ่งของโลก และพวกเขาทำแบบนี้มาร่วม 60 ปี ผลพวงจากสงครามยิ่งทำให้เห็นว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน งานวรรณกรรมของอเมริกามีพลังในตัวของมันเอง
     

    กระบวนการสรรหาผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม โดยสภาราชบัณฑิตสวีเดน มีขั้นตอน ดังนี้
     1. กันยายน ก่อนประกาศผล 1 ปี คณะกรรมการจัดส่งจดหมายไปตามองค์กรต่างๆ 600-700 แห่ง เพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติในการเข้าชิงรางวัล หากองค์กรหรือหน่วยงานใดไม่ได้รับหนังสือเชิญ สามารถทำหนังสือและเสนอชื่อนักเขียนที่ต้องการไปยังสภาราชบัณฑิตสวีเดน แต่นักเขียนไม่สามารถเป็นผู้ทำเรื่องเพื่อเสนอชื่อตนเอง
     2. กุมภาพันธ์ ในปีถัดมา สิ้นสุดการรับผลงานและชื่อนักเขียน (ปิดรับผลงาน 31 มกราคม) 
     3.เมษายน ราชบัณฑิตพิจารณาข้อมูลของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและคัดเหลือ 15-20 คนในรอบแรก 
     4. พฤษภาคม คัดเลือกผู้เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 5 คน โดยราชบัณฑิต
     5. มิถุนายน-สิงหาคม สมาชิกของสภาราชบัณฑิตอ่านและพิจารณาผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายช่วงฤดูร้อน จากนั้นแต่ละคนต้องทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการรางวัลโนเบล
     

    วันที่ 7 ตุลาคม คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ประกาศให้ มาริโอ วาร์กัส โลลซา (Mario Vargas Llosa) นักเขียนชาวเปรูวัย 74 ปี เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2010 เมื่อได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดี โลลซาซึ่งปัจจุบันสอนวิชาละตินอเมริกาศึกษาอยู่ที่  Princeton University  นิวยอร์ก เขาคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นที่มีผู้โทรศัพท์มาแจ้งข่าว 
     

    การประกาศผลรางวัลปีนี้ เป็นที่ชัดเจนและดับฝันนักเขียนตัวเต็งจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกา และยุโรป ด้านประธานาธิบดีของเปรูทวิตเตอร์ข้อความว่า "ความภาคภูมิใจของละตินอเมริกา" ผู้คนในเมืองบ้านเกิดของโลลซาต่างออกมาชุมนุมแสดงความยินดีและร้องเพลงชาติตามท้องถนน
     

    "หลายปีแล้วที่ผมเลิกคิดเรื่องรางวัลโนเบล หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีชื่อผมหลุดจากปากคณะกรรมการตัดสินในวันประกาศผล ผมจึงไม่ได้คาดหวัง  ผมเองรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ ตอนแรกผมคิดว่าใครกันโทรมาอำ" โลลซา กล่าว
     

    คณะกรรมการกล่าวถึงโลลซาในวันประกาศผลว่า...
     "สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาในงานเขียน มีอานุภาพ ชัดเจนในรายละเอียด ทำให้เห็นพลังในสังคมมนุษย์  และสิ่งที่ผู้คนในสังคมพากันฟันฝ่ากับอุปสรรคนานา"
     

    ผลงานของ โลลซา ประกอบด้วยนวนิยายมากกว่า 30 เล่ม บทละครเวทีหลายเรื่อง และบทความหลายชิ้น ซึ่งได้รับการแปลออกมามากกว่า 30 ภาษา นวนิยาย The Time of the Hero (1963) ผลงานเล่มแรก ทำให้ดังในชั่วข้ามคืน, Conversation in the Cathedal (1969), Aunt Julia and the Scriptwriter (1977) และThe Feast of the Goat (2000) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดง

    โลลซา เป็นนักเขียนอเมริกาใต้คนที่สองที่ได้รับรางวัล นับแต่ กาเบรียล การ์เซีย มาเควซ นักเขียนชาวโคลัมเบีย ซึ่งได้รับรางวัลเมื่อปี 1982 ในอดีตทั้งมาเควซและโลลซาเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่เลิกมิตรภาพระหว่างกันอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา สาเหตุหลักมาจากแนวความคิดทางด้านการเมืองที่ไม่ตรงกัน มาเควซสนับสนุนฟิเดล คาสโตร ผู้นำชาวคิวบา แต่เพื่อนสนิทกลับวิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติในคิวบาอย่างเผ็ดร้อน โลลซามักออกตัวว่าตนเองเป็นพวกเสรีนิยม แต่เพื่อนหลายคนกลับมองว่าเขาสังกัดความคิดแบบอนุรักษนิยมมากกว่า อีกทั้งมีความย้อนแย้งในความคิดของตนเอง ถ้าหากเขาเป็นเสรีนิยม  แล้วทำไมจึงสนับสนุนทุกการกระทำของสหรัฐอเมริกาที่กระทำต่อประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุมาจากการที่โลลซาชกมาเควซในโรงภาพยนตร์ที่เม็กซิโกซิตี้ ซึ่งมาเควซออกมาให้ข่าวว่าทะเลาะกันเรื่องผู้หญิง ส่วนโลลซาไม่ขอพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
     

    หลังการประกาศผลโนเบล มีข่าวปล่อยออกมาว่ามาเควซส่งข้อความทางทวิตเตอร์ไปยังอดีตเพื่อนสนิทว่า "ตอนนี้เราเสมอกัน" ทำให้มูลนิธินายการ์เซีย มาเควซ ออกมาบอกว่า ไม่ได้ส่งข้อความดังกล่าวนั้นออกไป อัลวาโร มูทิส (Alvaro Mutis) นักเขียนชาวเม็กซิโกซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งคู่ แสดงความเห็นต่อสำนักข่าว EFE ว่าความบาดหมางระหว่างสองนักเขียนโนเบลกินเวลานานถึง 35 ปี ไม่มีทีท่า และไม่มีทางว่านักเขียนรุ่นเฮฟวีเวททั้งสองจะหันหน้าปรองดองกัน
     

    โลลซา เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวอาชญากรรมให้กับหนังสือพิมพ์ในกรุงลิมา-La Cronica ช่วงที่เป็นวัยรุ่นเขาหนีตามป้าไป และแต่งงานอยู่กินด้วยกัน เพื่อนนักเขียนหลายคนในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา โจมตีแนวความคิดอนุรักษนิยมของเขา และโจมตีหนักยิ่งขึ้นเมื่อเขาลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของเปรู-ประเทศบ้านเกิด ตอนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง Guillermo Cabrera  Infante เพื่อนนักเขียนชาวคิวบาสะกิดเตือนว่า "การเมืองที่ไร้เสถียรภาพของเปรูจะทำให้พวกเขาสูญเสียนักเขียนดีคนหนึ่งไป วรรณกรรมเป็นอมตะ การเมืองก็แค่ประวัติศาสตร์" และการลงเล่นการเมืองในครั้งนั้นของโลลซา ได้กลายเป็นประสบการณ์อันลืมไม่ลงและน่าจดจำไปตลอดชีวิต การตัดสินใจครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต หลังจากที่เขาพ่ายให้กับผู้สมัครม้ามืดคนหนึ่ง
     

    "ครั้งนั้นทำให้ผมได้รับประสบการณ์หลายอย่างจากเปรู ทั้งการเมืองและทำให้ผมรู้จักตนเอง ผมจึงได้ประสบการณ์ที่ว่าผมไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมคือนักเขียน" ประสบการณ์ทางการเมืองได้กลายมาเป็นผลงานนวนิยายเรื่อง A Fish in the Water (1993)
     

    ปี 1990 กลายเป็นดาวจรัสของวงการวรรณกรรมละตินอเมริกา เป็นนักเขียนนวนิยายที่ดีที่สุดคนหนึ่งในหมู่นักเขียนที่ใช้ภาษาสเปน กลายเป็นนักเขียนชาวละตินอเมริกาที่ไปอยู่ในระดับนานาชาติ เคียงคู่กับ คาร์ลอส ฟูเอนเตส (Carlos Fuentes) นักเขียนชาวเม็กซิโก และกาเบรียล การ์เซีย มาเควซ ซึ่งรูปแบบการเขียนของโลลซาเป็นงานเขียนแนวสัจนิยม ไม่ใช่กึ่งฝันกึ่งจริงแบบฟูเอนเตสและมาเควซ

    งานเขียนของเขาทิ้งร่องรอยความคิดทางการเมืองเอาไว้ในนวนิยายหลายเรื่อง เขากล่าวว่า "ไม่มีทางที่นักเขียนชาวละตินอเมริกาจะไม่เขียนถึงการเมือง วรรณกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของชีวิต  และคุณจะปัดเรื่องการเมืองออกไปจากชีวิตไม่ได้" ดังนั้น โลลซาจึงเป็นนักเขียนแห่งศตวรรษที่ 20 จากอเมริกาใต้ที่เขียนเรื่องการเมืองและวัฒนธรรมในงานวรรณกรรม

    ตอนเป็นเด็ก โลลซามีโอกาสเดินทางไปยุโรปเป็นครั้งแรก เขาจึงเห็นถึงความแตกต่างหลายอย่าง และรู้สึกว่าเมื่อก่อนละตินอเมริกาเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยนักเผด็จการ นักปฏิวัติ และความหายนะ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าละตินอเมริกาเป็นแหล่งผลิตศิลปิน นักดนตรี จิตรกร นักคิดและนักเขียนนวนิยาย โลลซาเป็นพลเมืองของสองประเทศ คือเปรูบ้านเกิดและสเปน-ดินแดนที่เขาลี้ภัยทางการเมืองหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เขาได้เป็นพลเมืองของสเปนเมื่อปี 1993 มีความสามารถเป็นเลิศในภาษาสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ปัจจุบันพำนักอยู่หลายแห่งทั้งในปารีส มาดริด กรุงลิมาเมืองหลวงของเปรู และลอนดอน

    เขาเกิดเมื่อปี 1936 ที่ Arequipa ทางตอนใต้ของเปรู พ่อและแม่เลิกกันตั้งแต่เขายังไม่เกิด  หลังจากแต่งงานได้ 5 เดือนพ่อก็แยกทางกับแม่ เขาเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางฝ่ายแม่ ที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวสเปน จากนั้นแม่พาลูกชายไปอยู่ที่โบลิเวีย เพื่อหนีความอับอายที่สามีบอกเลิก ตอนนั้นตาของโลลซาเป็นกงสุลอยู่ที่ Cochabamba ชีวิตจึงเหมือนอยู่ในสวรรค์ พักอยู่ในคฤหาสน์หลังโต มีคนรับใช้หลายคน อายุได้ 10 ปี พ่อและแม่กลับมาคืนดีกัน หลังจากได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เขาไม่ชอบพ่อซึ่งมีอารมณ์เกรี้ยวกราดและชอบทำร้ายร่างกายลูก เขาจึงหลีกเลี่ยงการปะทะกับพ่อด้วยการอ่านหนังสือซึ่งยิ่งทำให้พ่อเกลียดเขายิ่งกว่าเดิม
     

    พออายุ 14 ปี เขาจึงเก็บข้าวของไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารลีโอซิโอ ปราโด เพื่อฝึกฝนความเป็นลูกผู้ชาย ที่นี่ทำให้รู้ว่านรกมีอยู่จริง เพราะเงินที่สนับสนุนการเรียนการสอนมาจากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งเป็นคนที่มีเชื้อชาติผสมกัน คนเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยในเปรู แต่เป็นพวกมีอันจะกิน โลลซาเห็นถึงความแตกต่างของผู้คนในเปรูช่วงปี 1948-56 ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของ พล.อ.มานูเอล โอเดรีย เผด็จการทหาร
     

    ตอนอยู่โรงเรียนเตรียมทหาร เขาไม่ชอบที่เพื่อนๆ ในโรงเรียนแสดงความเป็นชายด้วยการไปเที่ยวตามสถานเริงรมย์ที่มีผู้หญิงบริการ เขาทำตัวกลมกลืนกับพรรคพวกด้วยการอาสาเขียนจดหมายรัก เพื่อส่งไปให้คนรักของเพื่อนๆ และเขียนเรื่องสั้นอีโรติกหลายเรื่อง ทุกบ่ายวันเสาร์ติดสอยห้อยตามเพื่อนๆ ไปยังซ่อง ซึ่งเปรียบไปแล้ว ซ่องเหล่านี้ได้ทำให้เห็นมุมชีวิตของชาวละตินอเมริกา ตอนนั้นกฎหมายควบคุมซ่องเข้มงวดมาก และเป็นข้อห้าม ตอนนั้นเขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวอาชญากรรมให้กับหนังสือพิมพ์ จึงได้ตีแผ่ด้านมืดของอาชญากรรมและโสเภณีในเมืองหลวง ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้ผลิตนวนิยายเล่มที่ 3 Conversation in the Cathedral (1969) ออกมา

    ปี 1955 (อายุ 19 ปี) เขาหนีตามป้าจูเลีย เออร์ควิดิ วัย 32 ปี เรื่องราวระหว่างทั้งคู่กลายมาเป็นนวนิยายคอมมิค Aunt Julia and the Scriptwriter (1977) พวกเขาแต่งงานกันและหย่าในปี 1958 แล้วต่อมาเขาได้สมรสกับภรรยาคนปัจจุบัน ชีวิตของโลลซาเดินทางต่อไปยังปารีส และได้รับรางวัลจากการประกวดเรื่องสั้น ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศนานถึง 16 ปี และทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับมาเควซ ระหว่างที่อยู่ในสเปน ระยะเวลานอกบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งในมาดริด ลอนดอนบาร์เซโลนา และปารีส การได้ทำงานให้กับวิทยุและโทรทัศน์ในปารีส ทำให้ได้รู้จักกับนักเขียนดังในยุคนั้นทั้ง Fuentes, Jorge Luis borges, Julio Cortazar, Alejo Carpentier และ Miguel Angel Asturias 
     

    ในช่วงแรกๆ นั้น นวนิยายของโลลซามีเนื้อหาเกี่ยวกับชนชั้นกระฎุมพีในเปรู เพราะต้องการให้เห็นเหลี่ยมมุมของชีวิตในสังคมเปรู และตัวละครแต่ละตัวต่างได้รับผลกระทบจากการเมือง เขาทำให้เห็นความหลากหลายทางความคิดผ่านนักเล่าเรื่องที่ไม่ปรากฏกาย และการที่ประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาผ่านร้อนผ่านหนาวกับระบอบทหาร  มีปฏิบัติการของกลุ่มสงครามกองโจร The War of the End of the World (1981) ทำให้เห็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มปฏิวัติในบราซิลเมื่อศตวรรษที่ 19 และกองทัพทหาร โลลซาไม่เชื่ออุดมคติในการปฏิวัติ ร่องรอยแห่งความรุนแรงมักนำไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนาและความคลั่งทางการเมือง เขามีความเห็นว่าลึกลงไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างคือศาสนา แม้นจะมีหน้ากากก็ตาม 
     

    รวมบทความ Making Waves (1996) แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้สนใจวิถีการต่อสู้แบบเช กูวารา และยังโจมตีกุนเทอร์ กราสส์ ว่า "สองมาตรฐาน" ที่หนุนการปฏิวัติในละตินอเมริกา แทนที่จะประณามการกระทำในประเทศของตน ส่วนการนำความทันสมัยไปสู่ชนพื้นเมืองในละตินอเมริกา เขามีความเห็นว่าไม่ต่างจากดาบสองคม Death in the Andres  (1993) จึงเป็นตัวแทนเสียงร่ำไห้แห่งความคับข้องใจกับสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้และไสยศาสตร์มนต์ดำ งานเขียนเล่มนี้เขาพยายามนำเสนอสังคมเปรูที่เปิดตนเองสู่นานาชาติ ปราศจากอคติและผูกติดคุณค่าบางอย่างแบบยุโรป

    "ผมไม่ได้มองว่าอารยธรรมคือมรดกของชาวยุโรป วัฒนธรรมประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะทำให้ศัตรูอยู่ร่วมกันได้ และวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ฝังรากลึกอยู่ในหลายประเทศในยุโรป แต่ทั้งบอสเนียและโคโซโวต่างก็อยู่ในยุโรป สเปนเองก็มีลัทธิก่อการร้ายไม่ต่างจากในไอร์แลนด์ อารยะเป็นของทุกสังคมและทุกคนที่รู้จักใช้มัน ผมคิดว่าสิ่งนี้จะไม่ล้มหายตายจากไป ถ้ามีการยกระดับและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในผู้หญิงและผู้ชาย คุณลงคะแนนให้กับผู้ปกครองได้ แต่ทำไมสังคมแห่งการมีส่วนร่วมกลับไม่เคยสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้"

    ปี 1987 โลลซาออกไปประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีเปรูในขณะนั้น หลังจากมีการประกาศปรับระบบการเงินของประเทศ เขาเป็น 1 ใน 120,000 คนที่ออกมาประท้วง และถูกข่มขู่หมายเอาชีวิต มีโทรศัพท์โทรไปข่มขู่ถึงที่บ้าน จนภรรยาบอกให้เขาเลิกไปประท้วง โลลซาเขียนไว้ในบันทึกว่า "การผจญภัย  ภาพลวงตาของการมีชีวิตอยู่ กอปรไปด้วยประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นและเสี่ยงตาย การเขียนนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ได้ ต้องมาจากชีวิตจริง" เขาตัดสินใจร่วมชุมนุมเพราะไม่อยากให้ระบอบประชาธิปไตยถูกทำลาย ตอนนั้นเปรูประสบทั้งปัญหาผู้ก่อการร้าย การทุจริต และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งพรวด
     

    นักวิจารณ์วรรณกรรมคนหนึ่งกล่าวว่า "งานเขียนของโลลซา พูดถึงประเด็นอ่อนไหวทางเชื้อชาติ ชนกลุ่มใหญ่ในเปรูเป็นลูกผสมหรือไม่ก็อินเดียนแดง ตอนที่เขาพลาดท่าทางการเมืองทั้งๆ ที่มีครอบครัวเป็นกระบอกเสียงสำคัญ เขาถึงกับเขียนป้ายดูถูกตามท้องถนนด้วยคำว่า 'พวกคนต่างด้าวออกไป'"

    โลลซารู้ตัวว่าไม่อาจเป็นนักการเมืองที่ดีได้ การสังกัดพรรคการเมืองทำให้เขาถูกทำลาย และฟูจิโมริซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ทำตัวเป็นไก่รองบ่อน ทั้งๆ ที่ออกจะร่ำรวย เมื่อความพ่ายแพ้ทางการเมืองมาเยือน จึงต้องรีบเผ่นหนีจากบ้านเกิดภายในไม่กี่ชั่วโมง มีคนพูดว่าชาวเปรูเกลียดโลลซา ทำให้ความสัมพันธ์และความรู้สึกระหว่างเขากับบ้านเกิดกลัดหนอง หลังจากที่ฟูจิโมริรัฐประหารตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีของเปรู เมื่อปี 1992 และการที่โลลซาต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบมาตลอดชีวิต ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก กลายเป็นคนที่สังคมเปรูไม่ยอมรับ ถูกหมิ่นเกียรติและถูกดูถูกตามหน้าสื่อของรัฐบาล  ซึ่งมีฟูจิโมริเป็นผู้ควบคุมและบัญชาการทุกอย่าง จนเขาไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ 
     

    The Feast of the Goat เป็นเรื่องราวของเผด็จการ "ผมต้องการให้เห็นว่าการกระทำต่อกันในความเป็นจริงของมนุษย์ซึ่งได้กลายร่างเป็นปิศาจเพราะมัวเมาในอำนาจ และไม่รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น เหมา, ฮิตเลอร์, สตาลิน คาสโตร ต่างก็ไม่ได้ไปถึงจุดที่พวกเขาต้องการ เมื่อไหร่ที่คุณอยากเป็นพระเจ้า คุณจะกลายเป็นปิศาจในทันที" 
     

    สำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักกับผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลผู้นี้ ควรเริ่มจากการอ่านผลงานเขียนทั้ง 5 เรื่องของเขานั่นคือ
     

    The Time of the Hero (1963), Aunt Julia and the Scriptwriter (1977), The War of the End of the World (1981), The Feast of the Goat (2000) และ The Bad Girl (2006)


    ที่มา
    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 18 ตุลาคม 2553 01:00

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20101018/358051/Mario-Vargas-Llosa-นักเขียนรางวัลโนเบล-2010.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design