สมาชิกล็อกอินที่นี่
พุธ 22 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต
  • http://www.thaiwriternetwork.com/
    เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมประวัตินักเขียน มีคอลัมน์และงานเขียนใหม่ๆ ให้อ่าน
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily

  • รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ 4 (ภาคเหนือ)
    โพสต์โดย : mataree
    2007-09-13 11:22:55

    รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ 4 (ภาคเหนือ)
    "สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ :  คุณภาพหรือปริมาณ"
    วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2550 ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงตุ้ย  ชุมสาย
    ชั้น 8 อาคาร HB 7  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    สมาคมนักเขียนร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
    ---------------------------------------------

    สมาคมนักเขียนร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จัดการสัมมนาในครั้งนี้  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

    1. รศ. ดร. ประภา  สุขเกษม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ กล่าวต้อนรับ


    รศ. ดร. ประภา  สุขเกษม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์กล่าวว่า  คณะมนุษยศาสตร์รู้สึกเป็นเกียรติที่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้คณะฯเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดสัมมนาฯในครั้งนี้  เนื่องจากการสัมมนาฯนี้นับว่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ในเรื่องของการศึกษาโลกและชีวิตในงานวรรณกรรมเพิ่มมากขึ้น และผู้ที่สนใจการเขียนจะได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีการเขียนเพิ่มขึ้น  อีกทั้ง  คณะมนุษยศาสตร์ยังนับเป็นคณะที่สอนเกี่ยวกับการศึกษางานวรรณกรรมรวมอยู่ด้วย  และยังได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการศึกษาวรรณกรรมและวรรณศิลป์ด้วย  ท้ายนี้  คณะมนุษยศาสตร์ขอต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน และขอขอบคุณบุคลากรของคณะฯทุกคนที่ช่วยเหลือในการจัดการสัมมนาฯในครั้งนี้

    2. การชมวีดิทัศน์สมาคมนักเขียนฯ และคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯ กล่าวชี้แจงความเป็นมาของโครงการ


    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้ฉายวีดิทัศน์เกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของสมาคมฯตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯได้กล่าวชี้แจงความเป็นมาของโครงการ  "การสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค" ว่า  การสัมมนาในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 หรือเป็นครั้งสุดท้ายที่สมาคมฯได้สัญญาไว้กับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในการขอทุนสนับสนุนมาช่วยจัดการสัมมนาในโครงการนี้   สมาคมนักเขียนฯมุ่งหวังให้โครงการฯนี้เป็นเวทีสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงวรรณกรรมได้มาพบปะ  แลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องของเนื้อหาและรูปแบบของงานวรรณกรรม  และอาจจะเป็นประโยชน์ต่อแวดวงการศึกษาด้วย  สมาคมนักเขียนฯจึงจัดการสัมมนาฯทั้ง 4 ครั้ง ร่วมกับสถาบันการศึกษา


    นายกสมาคมฯได้กล่าวถึงการสัมมนาทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาว่า  ครั้งแรกจัดร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทร
    วิโรฒ  ประสานมิตร  มีผู้เข้าร่วมประมาณ 160 คน และมีนักศึกษาเข้าร่วมน้อย คือประมาณ 20%  ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่จะเป็นนักเขียน   จึงทำให้ผลที่ได้รับเป็นการบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  อีกทั้ง  วิทยากรที่ร่วมอภิปรายต่างก็ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่คล้ายกันว่า

    "สถานการณ์ที่กล่าวถึงในปัจจุบันนี้ ก็ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา และในครั้งนั้นก็มีการจัดสัมมนาในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน"


    การสัมมนาฯ ครั้งที่ 2 ที่ภาคใต้ จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ในครั้งนั้นนักเขียนมีการรวมตัวเพื่อสัมมนาร่วมกันรวม 3 วัน  วันแรกเป็นการสัมมนาร่วมกันเฉพาะนักเขียน  นำโดยกลุ่ม "นาคร"  วันที่ 2 จัดโดยสมาคมนักเขียนฯ  และวันที่ 3 เป็นการเชิญนักเขียนจากประเทศมาเลเซียมาร่วมสัมมนาด้วย  ซึ่งรวมเรียกการสัมมนาทั้ง 3 วันนี้ว่า "เปิดเทศกาลขุมกำลังนักเขียนใต้"


    การสัมมนาฯ ครั้งที่ 3 ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรีมย์  เป็นเวลา 1 วัน มีนักเขียนภาคอีสานมารวมตัวกัน  แต่ในการสัมมนาฯครั้งนี้นักเขียนไม่ค่อยกล่าวถึงปัญหาเท่าใดนัก


    การสัมมนาฯ ครั้งที่ 4 คือครั้งนี้นั้นจะเน้นในประเด็นสิ่งแวดล้อม  และผลการประชุมที่ได้จากการสัมมนาฯทั้ง 4 ครั้งนั้น  นายกสมาคมฯกล่าวว่าจะนำประเด็นที่ได้มาพิจารณา  เพื่อนำไปจัดเป็นกิจกรรมของสมาคมฯต่อไป


    นอกจากนี้ นายกสมาคมฯกล่าวว่า  การจัดสัมมนาใน 4 ครั้งนั้นมีสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพหลัก และเจ้าภาพร่วมในการสัมมนาฯครั้งนี้มีดังนี้  7 eleven  สายการบิน Air Asia 
    โรงแรม Amari ริมคำ และนิตยสารเชียงใหม่โฮม      

    3. การแสดงปาฐกถานำ หัวข้อ "การวิจารณ์ในฐานะพันธมิตรของนักเขียน" โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. เจตนา  นาควัชระ


    ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. เจตนา  นาควัชระขอแก้หัวข้อปาฐกถาจาก "การวิจารณ์ในฐานะพันธมิตรของนักเขียน" เป็น "การวิจารณ์ในฐานะพันธมิตรของศิลปะ/ศิลปิน"  เนื่องจากประสบการณ์ในการทำวิจัยของโครงการวิจัย "การวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย" 2 ภาค รวม 6 ปีนั้น ช่วยให้มองเห็นข้อสังเกตและข้อสรุปรวมทั่วไปบางประการ   ซึ่งเมื่อรวมกับประสบการณ์ส่วนตนและของนักวิจารณ์อื่นๆที่จะใช้เป็นเนื้อหาในการปาฐกถาในครั้งนี้  อาจารนย์เจตนาเริ่มต้นด้วยการแสดงความเห็นว่าผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาจะพบว่าไม่สามารถแยกวรรณคดีศึกษาออกจากวรรณคดีวิจารณ์ได้  และเห็นว่านักวิชาการ อาจารย์หรือนักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัย  หากขาดการได้สัมผัสกับศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ก็จะทำให้โลกทัศน์เกี่ยวกับศิลปะแคบลง  


    อาจารย์เจตนากล่าวว่าการที่มีพื้นเพมาจากการเป็นครูภาษาต่างประเทศ จึงมีตัวอย่างหลายตัวอย่างจากโลกตะวันตกที่จะนำเสนอในครั้งนี้  ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของไทยได้  อาจารย์เจตนาเห็นว่าไม่มีผู้ใดเห็นว่าการวิจารณ์เป็นกิจกรรมพิเศษ  เนื่องจากทุกคนต่างก็มีปฏิกิริยาเชิงวิจารณ์อยู่แล้วเมื่อได้สัมผัสกับงานศิลปะ หรืองานวรรณกรรม และถ้ามีการรวมกลุ่มกันแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์ บางครั้งก็ก่อให้เกิดแนวคิดที่น่าสนใจขึ้นมาได้ เช่นกรณีที่ศิลปินและนักปราชญ์มานั่งคุยกันที่ "มิ่งหลี" เป็นเวลานานนับ 30 ปี ซึ่งการพบปะสังสรรค์กันเช่นนี้ก่อให้เกิด "ทวิวัจน์" (dialogue) ในครั้งนี้อาจารย์ได้นำบทกวีของคุณอังคาร  กัลยาณพงศ์ มาเป็นตัวอย่างในการแสดงทัศนะวิจารณ์   และชี้ว่างานศิลปะชิ้นใดหากเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ก็จะก่อให้เกิดการครุ่นคิดที่ต่อเนื่องไม่รู้จบ  


    อาจารย์เจตนาตั้งข้อสังเกตว่าในปัจจุบันนักวิจารณ์คงจะทำอะไรได้ไม่มากนัก  เพราะสังคมถูกครอบงำด้วยเรื่องของทุน  โดยยกตัวอย่างของ Sir Simon Rattle นักดนตรีชาวอังกฤษ  ที่ในสมัยหนุ่มนั้นมีผู้ตั้งความหวังกับนักดนตรีผู้นี้ว่าจะเป็นผู้บุกเบิกโลกใหม่  ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้สร้างงานที่มีผลงานที่ดีมาก  แต่เมื่อมาทำหน้าที่เป็นวาทยกรกำกับวง Berlin Philharmonic Orchestra นั้น ก็ดูประหนึ่งว่าท่านจะไม่สนใจดนตรีสักเท่าใด  แต่มุ่งความสนใจไปที่การออกท่าทางในการกำกับวงมากกว่า  ต่อมามีนักวิจารณ์ชาวเยอรมันผู้เหนึ่งเขียนวิจารณ์ Sir Rattle ในทางลบ เพราะไม่ได้ทำให้วงดีขึ้น  แต่ดูประหนึ่งว่าจะทำให้วงตกต่ำกว่าเดิมอีก   และอำนาจทุนของบริษัทที่เป็นตัวแทนของ Sir Rattle ก็ส่งผลให้นักวิจารณ์ชาวเยอรมันผู้นั้นถูกเชิญให้ออกจากงานหลังจากที่เขียนวิจารณ์ไปแล้วเพียงไม่กี่สัปดาห์  ต่อมามีนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ ชื่อ Norman Lebrecht  ได้ออกมาเสนอบทวิจารณ์ Sir Rattle ในเรื่องนี้ด้วยว่าควรที่จะอ่านบทวิจารณ์ในเชิงลบด้วย  เพื่อที่จะตรวจสอบว่าสิ่งที่บทวิจารณ์ชี้ว่าเป็นข้อผิดพลาดนั้นเป็นข้อผิดพลาดจริงหรือไม่  และอาจารย์เจตนายังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการวิจารณ์ศิลปะกับการวิจารณ์การเมืองว่า  การวิจารณ์ศิลปะมีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งให้ศิลปินผู้นั้นสามารถยืนอยู่บนเวทีต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี  ซึ่งต่างจากการเมืองที่มุ่งให้นักการเมืองผู้นั้นตกจากเวทีไป   และผู้วิจารณ์ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ของการวิจารณ์ด้วย เพราะหากไม่รับแล้วก็จะทำให้การวิจารณ์ล้มเหลวได้  


    ตัวอย่างที่นำเสนอต่อไปเป็นภาพของ Monet ซึ่งเป็นภาพของการชุมนุมกันของศิลปินเพื่อแสดงการคารวะต่อ Delacroix ที่เขียนขึ้นเพื่อยกย่อง  Delacroix ศิลปินผู้ที่ได้รับการยกย่องจากศิลปินรุ่นหลัง เนื่องจากวิธีการของท่านทำให้ศิลปินแขนงอื่นได้เปิดทางไปสู่แนวทางใหม่ ในภาพนั้นมี Baudelaire รวมอยู่ด้วย   Baudelaire เป็นกวีชาวฝรั่งเศส และเป็นผู้สนใจดนตรี แม้ว่า Baudelaire  จะเล่นดนตรีไม่เป็น  แต่ก็ได้นำโน้ตเพลงของ Wagner ไปให้เพื่อนเล่นให้ฟังจนสามารถเขียนวิจารณ์เพลงของ Wagmerได้  ในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในหมู่ของศิลปินนับวาเป็นสิ่งสำคัญ และก่อให้เกิดมิติที่หลากหลายในศิลปะ


    อาจารย์เจตนาเห็นว่านักวิจารณ์นำเสนอความคิดในรูปของความเรียง ซึ่งเป็นวาทกรรมของความเรียงเชิงวิชาการ  ที่ชาวอังกฤษเรียกวิชาการที่เกี่ยวกับวรรณกรรมว่า "criticism" ซึ่งจะเป็นผลงานของทั้งผู้ทีอยู่ในแวดวงและอยู่นอกแวดวงการศึกษา  นอกจากนี้  อาจารย์เจตนายังเล่าถึงประสบการณ์ของการศึกษายังประเทศเยอรมนีว่า ในขณะนั้นวิชาวรรณกรรมร่วมสมัยไม่มีการเปิดสอนในมหาวิทยาลัย  แต่ทุกวันอังคารจะมีการเปิดหอประชุมเพื่อเชิญวิทยากรมาแสดงปาฐกถาเรื่อง "วรรรณกรรมเยอรมันร่วมสมัย"  และผู้ที่เป็นวิทยากรคือ Walter Jens ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมกรีก  และผู้เข้ามาเรียนวิชานี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาแพทย์  เพราะมีการบังคับให้อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 1 เล่ม   อีกทั้ง ยังมีอาจารย์จากภาควิชาภาษาอังกฤษ ของมหาวิทยาลัย Cambridge ก่อตังวารสารเกี่ยวกับการวิจารณ์วรรณกรรมชื่อ Scrutiny  นับว่าเป็นตัวอย่างของการทำเพราะรักจึงสมัครเข้ามาเล่นอย่างแท้จริง  สำหรับในประเทศไทยนั้น  อาจารย์เจตนาเห็นว่าบุคคลแรกที่ศึกษาเกี่ยวกับวรรณกรรมร่วมสมัยคือ ม.ล. บุญเหลือ  เทพยสุวรรณ  ส่วนสื่อที่นำเสนอในเรื่องการวิจารณ์นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่ฝรั่งเศส และเยอรมนีถ่ายแบบมา คือ รายการ "Das literarische Quartet" (The Literary Quartet) เป็นรายการที่ให้นักปราชญ์ 4 คนมาถกเถียงกันเกี่ยวกับวรรณกรรม  เป็นเวลา 1 ชั่วโมง  แต่ในที่สุดทั้ง 4 คนก็แตกกันเอง  เนื่องจากหัวหน้ากลุ่มหลงตัวเอง  จนมีสมาชิกในกลุ่มผู้หนึ่งเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า "นักวิจารณ์คนนั้นโดดเด่นกว่านักเขียน  โดดเด่นกว่าหนังสือที่เขาพูดถึง ตัวเขาจึงเป็นดารา" นี่คือตัวอย่างของนักวิจารณ์ที่หลงตัวเอง  นอกจากนี้ อาจารย์เจตนายังให้รายชื่อหนังสือวิจารณ์วรรณกรรมที่โดดเด่น เช่น Times Literary Supplement (TLS), The London Review of Books, The New York Review of Books และ World Literary Today เป็นต้น 


    อาจารย์เจตนากล่าวถึงงานวรรณกรรมของไทยว่ามีงานหลายชิ้นที่ดีมีคุณภาพทัดเทียมกับวรรณกรรมต่างประเทศ  แต่ขาดผู้ที่จะแปลงานเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่  และได้ยกตัวอย่างนักวิชาการเยอรมันผู้หนึ่ง คือ ศ. เคลาส์ เวงค์  ที่ชื่นชอบงานของคุณอังคาร  กัลยาณพงศ์มาก  ถึงกับแปล ลำนำภูกระดึง ประมาณครึ่งเล่มเพื่อนำไปสอน  แต่ผลงานดังกล่าวไม่เป็นที่เผยแพร่เพราะรู้จักกันเฉพาะกลุ่มผู้ที่เรียนกับท่านเท่านั้น  จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย


    ในส่วนของบทความ "กวีนิพนธ์ร่วมสมัยในฐานะทวิวัจน์ข้ามชาติ" ที่แจกเป็นเอกสารประกอบการปาฐกถาในครั้งนี้  อาจารย์เจตนาชี้แจงว่าเป็นเอกสารที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อนำเสนอในการประชุมนานาชาติ และ ผศ. ดร. ธีระ  นุชเปี่ยมได้แปลเป็นภาษาไทย    บทความนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าโลกในสมัยนี้เป็นโลกไร้พรมแดน  แม้ว่านักเขียนจะไม่ได้พบกัน แต่กลับแสดงให้เห็นว่านักเขียนทั่วโลกในขณะนี้ได้สนทนากันอยู่แล้ว  แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้พบกันเลย   และต่างคนต่างเขียน  แต่กลับกล่าวถึงในเรื่องเดียวกัน เช่น  กวีหนุ่มชาวรัสเซีย Yevgeny Yevtushenko แผ่ใจไปสู่คนยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์   เช่นเดียวกับที่จินตนา  ปิ่นเฉลียว ก็แผ่ใจไปยังชาวเขมรประสบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  หน้าที่ของนักวิชาการและนักวิจารณ์คือการเชื่อมหรือแสดงให้เห็นสายใยที่เชื่อมโยงกันระหว่างนักเขียนเหล่านี้ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน   ยิ่งไปกว่านั้น  อาจารย์เจตนายังตั้งข้อสังเกตว่า  หากภาษาสื่อความให้ผู้คนสามารถเกิดความเห็นอกเห็นใจกันได้แล้ว  แต่ถ้าผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญเฉพาะแต่เพียงข้อมูล  โดยละเลยสุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในนั้นจะเกิดอะไรขึ้น   และได้ยกตัวอย่างเพลง "หวง" ของ ธนพร แวกประยูร  ว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดที่ว่า "การพูดตรงที่สุด คือสิ่งที่ดีที่สุด" เพราะอาจารย์เจตนาเชื่อว่า  หากทำอะไรให้ชัดเจนมากๆ สิ่งนั้นก็จะไม่ท้าทายสติปัญญา   เช่นเดียวกับศิลปะจัดวาง  ที่เน้นการนำเสนอความคิด  ซึ่งบางครั้งการนำเสนอความคิดแต่เพียงอย่างเดียวโดยละเลยความสามารถเชิงฝีมือ ก็อาจก่อให้ผู้ชมเกิดข้อกังขาต่อการนำเสนองานประเภทนี้บางชิ้นก็เป็นได้ 


    เมื่อโลกเปลี่ยนไป  อาจารย์เจตนาเห็นว่าการรับงานศิลปะก็เปลี่ยนไปด้วย   เช่น  การรับงานของเชคสเปียร์ในปัจจุบัน เราก็ใช้มาตรวัดของคนในศตวรรษที่ 21 มากกว่าที่จะกลับไปใช้มาตรวัดในสมัยของเชคสเปียร์เป็นเกณฑ์  และละครของเชคสเปียร์ยังเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่างานเหล่านี้จะสร้างขึ้นมานานหลายศตวรรษ  แต่หากยังสามารถสื่อความข้ามยุค  ข้ามสมัย ข้ามถิ่นที่ได้  ก็นับว่างานชิ้นนั้นยังมีความร่วมสมัยอยู่  เนื่องจากอาจารย์เจตนาเชื่อว่ากวีและศิลปินในขณะที่สร้างและนำเสนองานนั้นไม่ได้ต้องการจะสื่อความเฉพาะผู้คนที่อยู่ร่วมสมัยกับตนเท่านั้น  แต่มีความต้องการที่จะสื่อความไปยังผู้ที่ยังไม่เกิดและอยู่ในอนาคตด้วย  แม้ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นจำนวนมาก  


    อย่างไรก็ดี  อาจารย์เจตนายังเชื่อในระบบ "มนุษย์สัมผัสมนุษย์" ว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดมากขึ้น  อาจารย์เจตนาเห็นว่าในปัจจุบันการวิจารณ์เฉพาะตัวงานไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว  แต่จำเป็นต้องวิจารณ์บริบทแวดล้อมด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การวิจารณ์ "ตัวกลาง" ทางศิลปะ เช่น วรรณกรรมคือสำนักพิมพ์  ทัศนศิลป์คือภัณฑารักษ์ หรือสังคีตศิลป์คือตัวแทนประชาสัมพันธ์  รวมทั้งการวิจารณ์สื่อด้วย  ด้วยเหตุนี้จึงนับเป็นหน้าที่อันหนักหน่วงของการวิจารณ์ที่จะสรางความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม  และการวิจารณ์นั้นอาจจะเป็นทั้งการประเมินคุณค่าหรือไม่ประเมินก็ได้  แต่อย่างไรก็ดี  นักวิจารณ์ที่ดีจำเป็นต้องมีจริยธรรม ความเที่ยงธรรม และต้อมีประสบการณ์ด้วย

    4. การอภิปราย "สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : หัวใจสีเขียวในตัวอักษร" โดย คุณเจริญ  มาลาโรจน์ หรือ “มาลา     คำจันทร์” คุณนิรันศักดิ์  บุญจันทร์  คุณ “คำ ผกา” และคุณอัจฉราวดี  บัวคลี่  ดำเนินรายการโดย ผศ. ศรวณีย์  สุขุมวาท


    ผศ. ศรวณีย์  สุขุมวาท ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่จะอภิปรายในครั้งนี้ว่า “สิ่งแวดล้อม” ที่จะอภิปรายนั้นเป็นทั้งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและจิตวิญญาณ   และประเด็นสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในทางจิตวิญญาณนั้นปรากฏในงานวรรณกรรมมานานกว่า 20 ปีแล้ว  และงานเขียนในที่นี้รวมความถึงงานสารคดีด้วย


    คุณเจริญ  มาลาโรจน์ หรือ “มาลา  คำจันทร์” กล่าวมานับตั้งแต่ได้รับจดหมายเชิญก็พยายามที่จะทบทวนตนเองว่างานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น  มีผลงานเรื่องใดบ้างที่กล่าวถึงสิ่งแวดล้อม หรือนำเสนอในเรื่อง “หัวใจสีเขียว”  จากที่พิจารณาก็พบว่าช่วงที่ผ่านมานั้นทำงานเกี่ยวกับ  “ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและพื้นเมือง” ซึ่งนับได้ว่าสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมประการหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องศิลปวัฒนธรรมล้านนา  เพื่อให้ผู้คนยุคใหม่เห็นว่าความรู้เหล่านี้ไม่เคยล้าสมัยและสามารถปรับใช้ได้  เนื่องจากคุณเจริญเห็นว่าในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่าตัวเราเป็นใคร  และพยายามที่จะคิดว่าเราเป็น “คนอื่น” และพยายามที่จะทำตาม “คนอื่น” ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงอยากเขียนงานเพื่อดึงให้ผู้อ่านเริ่มหันหลับมาทบทวนตัวเองว่า ขณะนี้เรากำลังหลงทิศหลงทางกันมากเกินไปหรือไม่  ทำตาม “คนอื่น”  และเล่นตามเกมผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เราไม่เคยเป็นผู้ชนะเลยสักครั้ง  จึงเกิดถามว่า  เหตุใดเราจึงไม่เป็นผู้กำหนดเกมเอง  เพื่อให้ผู้อื่นทำตามเราบ้าง  นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองมาตลอด  และความไม่เชื่อมั่นนี้ก็รวมไปถึงเรื่องของการศึกษาด้วย


    คุณนิรันศักดิ์  บุญจันทร์ เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันขาดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยในงานศิลปะ  โดยเฉพาะในงานวรรณกรรม  เนื่องจากแต่เดิมมีประชาคมทางความคิดทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย  เช่น  เดิมมีชมรมวรรณศิลป์  หรือชมรมภาษาตะวันออกที่มีการปะทะสังสรรค์กันทางความคิด  จึงก่อให้เกิดจุดแข็งของงาน  แต่ปัจจุบันแม้ว่าจะมี SMS หรือ Blog กันมากขึ้น  แต่คุณนิรันศักด์เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “มายาภาพ” เท่านั้น  เพราะประชาคมทางศิลปะในสังคมไทยก็อ่อนแอลง  เนื่องจากเราไม่เคยมีโอกาสแลกเปลี่ยนหรือสนทนากันเกี่ยวกับงานเขียนระดับโลก  เพื่อศึกษาแก่นความคิดที่แฝงอยู่ในตัวงานว่า  เพราะเหตุใดเขาจึงเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่  นอกจากนี้ยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปชมงานเทศกาลที่จัดเกี่ยวขึ้นเพื่อรำลึกถึง Hermann Hesse นักเขียนชาวเยอรมัน  ที่กรุงบอนน์
    คุณนิรันศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับานเปิดตัวหนังสือในปัจจุบันว่า  คำนึงถึงเรื่องของธุรกิจมากกว่าสาระ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนของนักเขียนวัยรุ่นที่ใช้นามปากกาเกาหลี  คุณนิรนศักดิ์เล่าว่าได้ให้นักข่าวไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับงานเขียนของนักเขียนรุ่นใหม่ในเว็บไซต์ปรากกฏว่ามีงานเขียนประมาณ 300-400 เรื่องที่กำลังรอที่จะตีพิมพ์  และมีงานเขียนเว็บไซต์อีกกว่า 20,000 – 30,000 เรื่อง  จะเห็นได้ว่างานเขียนที่มีแนวโน้มจะได้ตีพิมพ์สวนใหญ่มักจะเป็นผลงานที่มี ”แฟนคลับ” ติดตามอ่านอยู่แล้ว ซึ่งงานที่จะนำมาตีพิมพ์นั้นมักจะเป็นงานที่ยังเขียนไม่จบ และผู้ที่อยากทราบตอนจบก็ต้องตามไปซื้ออ่านเมื่อพิมพ์เป็นเล่มแล้ว  โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็คือ “แฟนคลับ” ที่ตามอ่านงานของคนเขียนนั้นตามเว็บไซต์นั่นเอง
    อีกทั้ง  คุณนิรันศักดิ์ยังเห็นว่าปัจจุบันขาดการพบปะกันระหว่างบรรณาธิการกับนักเขียน  เนื่องจากปัจจุบันมักจะสนทนากันผ่านทาง e-mail เป็นหลัก หรือแม้ในวงการศิลปะ  ศิลปินกับผู้ชมก็ขาดการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น  เรื่องจากศิลปินมักจะทำงานในสตูดิโอเป็นส่วนใหญ่


    คุณอัจฉราวดี  บัวคลี่  กล่าวว่าโดยส่วนตัวนั้นเป็นนักข่าว มิใช่นักเขียน และทำงานเป็นบรรณาธิการ พลเมืองเหนือ และเมื่อพิจารณาประเด็นที่จะมาอภิปรายในวันนี้ คือ "หัวใจสีเขียวในตัวอักษร" ก็พบว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนอยู่ในคอลัมน์ต่างๆ ใน พลเมืองเหนือ  ที่นำเสนอทั้งในประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเมือง  และคอลัมน์ของผู้อ่านที่ส่งเข้ามานั้นก็เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่  เนื่องจากผู้คนสามารถสัมผัสและถ่ายทอดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองและสังคม  และเมื่อผู้คนได้รับความรู้หรือข้อมูลเพิ่มขึ้นจากที่ที่มีอยู่เดิม  ก็กระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทางภาคเหนือที่รวมตัวกันเพื่อแสดวงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  นับเป็นการรวมตัวของผู้ที่มีหัวใจเดียวกัน  ต่อมาประเด็นความรู้และข้อมูลต่างๆเหล่านี้ได้รับการนำไปแปรรูปและเสนอในรูปแบบของงานวรรณกรรมประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น หรือสารคดี และกระแสตอบรับจากกลุ่มผู้อ่านเกี่ยวกับงานในลักษณะนี้ก็มีมากขึ้นด้วย  นอกจากนี้ ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าข่าวสิ่งแวดล้อมสามารถเป็นข่าวหน้าหนึ่งตามหนังสือพิมพ์ฉบับสำคัญ  หรือเป็นข่าวนำในข่าวของภูมิภาคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน  ทั้งๆที่แต่เดิมข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับการนำเสนอก็ต่อเมื่อเกี่ยวพันอยู่กับการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการหรือนักการเมือง   ยิ่งไปกว่านั้น คุณอัจฉราวดียังเห็นด้วยกับคุณนิรันศักดิ์ที่ว่าสถานการณ์ในแวดวงของเราบิดเบี้ยวไป


    คุณลักขณา  ปันวิชัย หรือ “คำ ผกา” กล่าวว่าโดยส่วนตัวไม่ค่อยได้เขียนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากนัก  ส่วนสถานการณ์ของนักเขียนที่ผู้อภิปรายคนอื่นนำเสนอไปแล้วนั้นเห็นว่ามีหลากหลายประเด็น  ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องชาตินิยมที่เรามักจะเห็นว่า คนในสังคมไทยมักจะรับวัฒนธรรมต่างชาติมาโดยไม่มีการกลั่นกรอง  อีกทั้งในเรื่องของปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มักใช้เทคโนโลยีในการนำเสนอความคิดเห็นหรือพบปะสนทนาระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น blog หรือ website นั้น  คุณลักขณาเห็นว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม และเราควรต้องเปิดใจกว้างยอมรับว่าสามารถกระทำได้ ไม่ควรไปปิดกั้นหรือเห็นว่าลักษณะดังกล่าวไม่ดี 


    ประเด็นต่อมาคือมีผู้วิตกเกี่ยวกับคุณภาพของวรรณกรรมในปัจจุบันว่าน่าเป็นห่วงนั้น  คุณลักขณาเห็นว่าแต่เดิมที่มีการแปลวรรณกรรมที่เห็นว่าทรงคุณค่านั้น  นั่นก็เพราะมีบางคนได้คัดสรรงานเหล่านั้นมาแล้ว และบอกว่างานเหล่านั้นเป็นงานที่ดี  ซึ่งการทำเช่นนั้นอาจจะเป็นการตัดสินโดยคนเพียงบางกลุ่มหรือบางคน และนับเป็นการปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับงานวรรณกรรมอีกหลากหลายรูปแบบก็เป็นได้  หากมองอีกด้านของทุนนิยม  คุณลักขณาเห็นว่ายังมีข้อดีอยู่คือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้าถึงงานวรรณกรรมในหลากหลายรูปแบบและช่วยให้วงการวรรณกรรมมีความรุ่มรวยมากขึ้น


    ความคิดเกี่ยวกับเทศกาลของงานวรรณกรรม หอศิลป์ และหอสมุด  คุณลักขณาเห็นว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่มักจะขึ้นป้ายว่า "โปรดแต่งกายสุภาพ" นั้น อาจเป็นการกีดกั้นโอกาสให้ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าเข้าไปใช้สถานที่ราชการไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์ ห้องสมุด หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ  นับเป็นการกีดกันคนจำนวนหนึ่งออกจากการเข้าถึงงานศิลปะและความรู้ 


    ประเด็นในเรื่อง "high culture และ pop culture" นั้น คุณลักขณาเห็นว่าการที่มีผู้ออกมากล่าวว่างานดีๆไม่มีผู้อ่านนั้น  คิดว่าครั้งหนึ่งงานดีๆเหล่านี้ก็มิใช่งานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมสนใจ  แต่เราควรจะหาวิธีเพื่อที่จะเชื่องาน 2 กลุ่มนี้เข้าด้วยกันมากกว่า  ยังน่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า


    ประเด็นสุดท้าย คือความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม  คุณลักขณากล่าวว่าด้วยความที่เติบโตมากับต้นไม้จริงๆ คนส่วนใหญ่จะเห็นว่าต้นไม้มีไว้กิน ไม่ได้มีไว้ดู  ต่อมาเพื่อผ่านระบบการศึกษาก็เริ่มรู้จักกับความงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือภูเขา นอกจากนี้ยังเห็นว่าสิ่งแวดล้อมในวรรณกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องโรแมนติกที่เน้นในเรื่องความสวยงามมากกว่าที่จะนำเสนอเกี่ยวกับข้อมูลหรือข้อเท็จจริง  อีกทั้ง  การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางครั้งก็แฝงด้วยอคติ  จึงมีการมุ่งเน้นหรือละเลยสาระบางอย่างในข้อมูลที่นำเสนอด้วย
    คุณเจริญแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ว่าอาศัยอยู่เชียงใหม่มากว่า 30 ปีไม่เคยเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นเลย  และเห็นว่าลักษณะเช่นนี้เตือนให้ระลึกถึงคำโบราณที่เรียกลักณะเช่นนี้ว่า "ฟ้าเป็นไข้"  และไมทราบว่าปัญหานี้เกิดจากผู้ใด  แต่คุณเจริญก็เตือนให้เห็นว่าอย่ามองว่าชาวบ้านเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้เดียวสาเสมอไป  เพราะทุกสิ่งมีทั้งดีและเลว  ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่าผู้คนในสังคมถูกกระตุ้นให้กระพือความชั่วร้ายของตนออกมา  อีกทั้งไม่มีสื่อใดที่จะกระตุ้นให้ผู้คนเกิดเทวดาในตัวให้ออกมาโลดแล่น เพราะผู้คนส่วนใหญ่ละทิ้งศาสนาธรรมของทุกศาสนา  และยังคงชื่นชมวิชาที่มิได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ   นอกจากนี้ คุณเจริญยังชี้ให้เห็นว่าเราไม่กล้าที่จะพึ่งตัวของตัวเอง  แต่เมื่อใดที่เราอยู่ในคราบ "คนอื่น" เราก็จะรู้สึกมั่นใจ  แต่เราจะรู้สึกโดดเดี่ยว  เมื่อเราอยู่ในเสื้อผ้าของตนเอง  ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่าโลกเราถูกทำลายไปกว่าครึ่งด้วยนักอธิบาย  แต่คนเหล่านี้แทบจะไม่ได้เป็นผู้กระทำ และมีนักเขียนจำนวนเท่าใดที่จะทำในสิ่งที่ตนเองเขียน


    คุณนิรันศักดิ์เห็นว่าแต่เดิมแทบจะไม่มีวรรณกรรมไทยที่มีเนื้อหาในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  จะมีก็แต่งานวรรณกรรมที่มีฉากเกี่ยวกับป่า เช่น เพชรพระอุมา   งานในช่วงหลังเพิ่งเริ่มมีงานเขียนเชิงอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น  อีกทั้งเห็นว่าบางครั้งความเชื่อของชาวบ้านกับความคิดของนักวิชาการเกี่ยวกับธรรมชาติต่างกัน เช่น ชาวแพร่จะเผาป่าสัก เพราะเชื่อว่าเมื่อเผาแล้วจะทำให้ต้นสักงอกงาม  ในขณะที่นักวิชาการมักจะกล่าวว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายป่า  และป่าในความหมายของนักวิชาการ กับป่าของชาวบ้านหรือชาวปกาเกอะญอก็ต่างกัน


    คุณอัจฉราวดีเล่าว่าได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าแขวงหลวงพระบางเกี่ยวกับเรื่องปัญหาหมอกควันว่าเป็นปัญหาของภูมิภาค  และเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นคนเมืองก็จะโทษคนพื้นถิ่น  แต่เมื่อได้มีโอกาสสนทนากับคนพื้นถิ่นแล้วพบว่าพวกเขาเหล่านั้นก็มีเหตุผลในการเผาป่า เพราะว่าพวกเขาจะเผาก่อนที่ฝนจะตก  และเมื่อฝนตกไฟที่เผาไว้นั้นก็จะดับเอง   สำหรับในเรื่องงานเขียนเกี่ยวกับธรรมชาตินั้นเกิดจากหัวใจของผู้เขียนโดยตรง  ที่แสดงทัศนะของตนต่อธรรมชาติ  และปริมาณงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนี้ก็มีปริมาณมากขึ้น  และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือในครั้งนี้นั้น   ก่อให้เกิดกวีนิพนธ์  งานสารคดีดีๆ และก่อให้เกิดความหลากหลายในงานวรรณกรรมขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ส่วนการเกิดงานวรรณกรรมในปริมาณที่มากขึ้น จึงทำให้เกิดปัญหาว่าเราอาจจะต้องดูแลและพิจารณาถึงเนื้อหาและวิธีการเขียนงานในยุคนี้มากขึ้น  เนื่องจากเมื่อเกิด blog ขึ้น  คนทั่วไปก็สามารถเขียนงานของตนเองได้ และสิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสังคมๆหนึ่งเมื่อมีเสียงตอบรับงานของพวกเขา  นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นในสังคม  และคงต้องต้องตามดูการสร้างงานและลักษณะงานต่างๆในโลกไซเบอร์กันต่อไป


    คุณลักขณาเห็นว่าเมื่อมีการจัดกลุ่ม "นักเขียนเชิงอนุรักษ์" จึงทำให้ขอบเขตของงานนั้นแคบมาก  และขาดความรุ่มรวยของงานวรรณกรรม  และเมื่อพิจารณางานวรรณกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางครั้งจะพบว่า เนื้อหาในตัวงานนำเสนอประเด็นในทางสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอก็เป็นได้ เช่น งานของปกาเกอะญอหรืองานของชาวอินเดียแดงที่นำเสนอวิถีชีวิตของตน  แต่ผู้อ่านทั่วไปกลับมองว่ามีประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน  โดยที่ผู้เขียนอาจจะไม่เข้าใจคำว่า "สิ่งแวดล้อม" หรือ "ธรรมชาติ" ว่าเป็นอย่างไรก็เป็นได้  นอกจากนี้ยังเสนอให้ทลายความคิดในเรื่อง "ชาตินิยม" ในการแบ่งงานวรรณกรรมเป็นของเขาและของเรา  เพราะเมื่อจำกัดเช่นนั้นอาจทำให้แคบและขาดความหลากหลายในการเรียนรู้รูปแบบและเนื้อหาของงานวรรณกรรมด้วย  อีกทั้งยังเสนอให้เปิดพรมแดนในเรื่องของความดีและเลวให้ลดลง  ก็จะได้สัมผัสกับผลงานที่น่าสนใจอีกเป็นจำนวนมาก   หากเราเปิดใจกว้างที่จะอ่านงานก่อนที่จะตัดสินว่าดีหรือด้อยอย่างไร

    5. การอภิปรายทั่วไป


    ผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาเรื่องหมอกควันของเชียงใหม่นั้น  แต่เดิมลักษณะเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นเป็นขนาดเล็กๆในช่วงปลายฤดูหนาว  ปัญหาในครั้งนี้อาจเกิดเนื่องจากฤดูหนาวที่มาล่าออกไป  ประกอบกับมีการเผาป่าจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น  นอกจากนี้ยังเสนอ ให้นักเขียนขยายโลกทัศน์ของตนออกไปสู่สากลให้มากขึ้น โดยควรจะมองให้ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งควรจะต้อง "look local, think global" และเสนอให้สมาคมนักเขียนฯทำเช่นนี้ด้วย  เพื่อที่จะช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นในวงการ


    นักศึกษาผู้หนึ่งเห็นว่าการตั้งประเด็นในการสัมมนาครั้งนี้ที่ว่า "สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ - คุณภาพหรือปริมาณ" เป็นการชี้นำเกินไป  เนื่องจากการอ่านงานวรรณกรรมเป็นเรื่องของรสนิยม  การที่จะมากำหนดว่าต้องอ่านงานเล่มนั้นเล่มนี้ถึงจะดีนั้นมีลักษณะของ "ภัยซ่อนเร้น"  และเมื่อมีคนจำนวนหนึ่งอ่านหนังสือเหล่านั้นเพราะต้องการที่จะเป็นผู้ที่ไม่ตกกระแส หรือเพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีการศึกษา  มากกว่าที่จะเลือกอ่านเพราะความชอบก็เป็นได้  และถามต่อไปว่าผู้ที่ชอบอ่านวรรณกรรมต่างประเทศมากกว่างานของไทยนั้นนับว่าเป็นความผิดด้วยหรือไม่


    นักศึกษาอีกคนหนึ่งเสนอว่าน่าจะมีการสร้างมาตรการที่ชัดเจนในการกำหนดระหว่างคำว่า "ศิลปะ" กับ"อนาจาร"    คุณนิรันศักดิ์เห็นด้วยกับประเด็นนี้  เนื่องจากขณะนี้รัฐจะสร้างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้  หากพระราชบัญญัตินี้มีมีผลบังคับใช้จริงคงจะส่งผลต่อวงการหนังสือไทยอย่างมาก  เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่มักจะขาดความเข้าใจในเรื่องนี้  และจะตัดสินโดยการเหมารวมไปทั้งหมด  โดยไม่พิจารณาตัวงานบทพื้นฐานทางวัฒนธรรมหรือบริบทแวดล้อม  คุณลักขณาเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่าการศึกษาเรื่องลามกหรือไม่นั้น  คงต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่าว่าอะไรลามก  อะไรไม่ลามาก และลามกสำหรับใครด้วย

    6. การเสนอรายงานการประชุมกลุ่มย่อย ในหัวข้อ "สถานการณ์นักเขียนไทย - คุณภาพหรือปริมาณ


    6.1 กลุ่มกวีนิพนธ์


    ตัวแทนกลุ่มกวีนิพนธ์เสนอความเห็นที่ได้การประชุมกลุ่มว่ามีสมาชิกประมาณ 7 คน ซึ่งมีประเด็นในการประชุมดังนี้


    6.1.1 การสร้างคุณภาพของนักเขียนและการเขียน


    นักเขียนจะมีคุณภาพได้  ก็ต้องเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพก่อน  การสร้างศักยภาพของนักอ่านที่ดี  หรือเกณฑ์ใดที่จะตัดสินว่างานที่สร้างขึ้นนั้นมีคุณภาพแล้วหรือยัง  กลุ่มกวีนิพนธ์เห็นว่าคุณภาพของงานเขียนนั้น  สามารถที่จะตรวจสอบได้จากการอ่านด้วยตัวเอง  โดยพิจารณาว่าเราเข้าใจเรื่องที่เขียนแล้วหรือยัง เราทัดเทียมกับเรื่องที่เราอ่านแล้วหรือยัง เช่น ขณะที่อ่าน คีตาญชลี แล้วรู้สึกว่าไม่เข้าใจ   นั่นแสดงว่าตัวเรายังไม่ทัดเทียมกับตัวงาน  ทั้งนี้  กลุ่มกวีนิพนธ์เห็นว่าการสั่งสมคุณภาพของนักเขียนและการเขียนก็เปรียบได้กับการปีนภูเขา  เพราะยิ่งเราปีนภูเขาสูงเพียงใด  มุมมองในการเห็นของเราก็กว้างมากขึ้นเพียงนั้น  นักเขียนก็เช่นกัน  ต้องเป็นผู้ที่อ่านมาก  ในขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งที่จะสั่งสมคุณภาพของตนทั้งในเรื่องของการอ่านและประสบการณ์ชีวิตด้วย

    6.1.2 บทบาทของนักวิจารณ์


    บทบาทของนักวิจารณ์มีหน้าที่กระตุ้นให้เกิดงานที่มีคุณภาพ  และในสังคมก็ขาดนักวิจารณ์ที่ดี  ผู้วิจารณ์ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่ในแวดวงวรรณกรรมเท่านั้น  แต่รวมไปถึงในแวดวงศิลปะแขนงอื่นๆด้วย  อีกทั้งนักวิจารณ์ยังเกื้อหนุนในประชาคมการเขียนด้วย  เพราะนักวิจารณ์เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้สร้างกับผู้เสพงาน  เพราะนักวิจารณ์มักจะแสดงให้เห็นข้อดีและข้อด้อยของงานนั้นๆ   นอกจากนี้  นักวิจารณ์ที่ดีต้องมี "ดวงตาที่สาม" คือต้องมองและวิจารณ์อย่างไม่มีอคติ  แต่จะวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์  หากกล่าวว่างานชิ้นนี้มีจุดด้อย ก็ต้องสามรถชี้ให้เห็นว่าจุดด้อยคืออะไร และหากสามารถเสนอแนะว่าจะปรับให้ดีได้อย่างไร  ก็จะช่วยสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เสพงานได้ด้วย  แต่สังคมไทยยังขาดนักวิจารณ์ในลักษณะนี้อยู่มาก 
     
    6.1.3 ความเป็นสากลในการเขียน


    ความเป็นสากลในงานเขียนนับเป็นคุณภาพอย่างหนึ่งของงานเขียน เพื่อวัดว่างานชิ้นนั้นดีอย่างไร   โดยอาจจะพิจารณาว่าเรื่องที่นำเสนอนั้นอาจเป็นเรื่องของท้องถิ่น (local)  แต่สามารถนำเสนอให้ผู้คนในสังคมอื่นหรือในประชาคมโลก (global) สามารถรับรู้ได้อย่างเป็นสากล (international)  เพื่อที่จะช่วยผลักดันให้งานเขียนของไทยเข้าร่วมในคุณภาพหรือมาตรฐานงานวรรณกรรมในระดับสากลได้

    6.1.4 บทบาทของสมาคมนักเขียนฯ


    กลุ่มกวีนิพนธ์เห็นว่า  สมาคมนักเขียนฯในยุคก่อตั้งเป็นยุคของผู้นำที่มีปัญญา ที่ทำงานต่อสู้และงานสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน  จึงนับได้ว่าเป็นทั้งนักเขียน นักต่อสู้ และนักคิดทางสังคม  แต่สมาคมนักเขียนฯในยุคหลังนั้น  บทบาทค่อนข้างอ่อนลง  บางครั้งก็ไม่ดูแลสมาชิกที่เป็นนักเขียน เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนนักเขียนหรือช่วยเกื้อหนุนให้เกิดผลประโยชน์แก่นักเขียน  หรือแม้กระทั่งบทบาทในระดับสากล  ก็ไม่สามารถผลักดันให้นักเขียนของไทยสามารถที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่นักเขียนต่างประเทศได้  อีกทั้ง สมาคมฯก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวในสถานการณ์ระดับโลก เพื่อช่วยสร้างให้เกิดการเปิดโลกทางปัญญา   ด้วยเหตุนี้  จึงอยากให้สมาคมนักเขียนฯเป็นตัวแทนที่แท้จริงของนักเขียน และลักษณะสมาคมนักเขียนฯในอุดมคติที่ปรารถนา คือ สมาคมฯที่ให้นักเขียนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง   เป็นองค์กรที่ทำให้นักเขียนรู้สึกว่าเป็นของเขาและรักษาประโยชน์ของเขาได้  รวมไปถึงต้องดูแลประโยชน์ของสังคมและประชาชนไปพร้อมกันด้วย

    6.1.5 นักเขียนควรมีส่วนร่วมทางสังคม


    กลุ่มกวีนิพนธ์เห็นว่าประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับนักเขียนอย่างหนึ่งคือ การเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคม   นักเขียนสามารถมีส่วนร่วมกับสังคมใน 2 ลักษณะ คือ 1) เป็นผู้สังเกตการณ์  2) เป็นผู้ที่เข้าร่วมกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง  เพื่อที่จะมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น

    6.1.6 การส่งเสริมบรรยากาศการเขียนโดยการให้รางวัล


    กลุ่มกวีนิพนธ์เห็นว่าการส่งเสริมบรรยากาศการเขียนโดยการให้รางวัลยังมีน้อย  และการส่งเสริมที่มีอยู่ก็ยังไม่ดีพอ

    6.2 กลุ่มสารคดี


    ตัวแทนกลุ่มสารคดีกล่าวว่าสมาชิกในกลุ่มมีประมาณ 15 คน และความเห็นที่ได้การประชุมกลุ่มคือ งานสารคดีได้เปลี่ยนไปจากสารคดีที่นำเสนอการท่องเที่ยว หรือสารคดีที่นำเสนอแต่ภาพถ่ายเท่านั้น  แต่เป็นงานสารคดีที่รับใช้สังคมด้วย เช่น เดินสู่เสรีภาพ    แต่เดิมอาจสามารถแบ่งงานสารคดีออกไปเป็น 3 แบบ คือ 1) งานแบบ NGO  2) งานวิจัย  และ 3)  งานวิชาการ ซึ่งนำเสนอข้อมูลที่หนักแน่น  แต่ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบและเนื้อหาให้น่าอ่านมากขึ้น กลายเป็นงานที่ให้ทั้งความสนุกและความรู้

    นอกจากนี้   กลุ่มสารคดีได้อภิปรายในประเด็นอื่นๆด้วย คือ


    6.2.1 ปัญหา  สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ
    6.2.1.1 ปัญหาภายนอก  คือต้นทุนในการทำงานและค่าตอบแทนที่ได้รับ  จะพบว่าการเขียนสารคตีมีต้นทุนที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง  การหาข้อมูล  หรือชีวิตส่วนตัว เพราะบางครั้งต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่เพื่อหาข้อมูลในการเขียน  ในขณะที่ค่าตอบแทนก็ได้รับน้อยมาก  จนไม่เพียงพอกับต้นทุนที่เสียไป  ทางกลุ่มสารคดีเห็นว่าทางออกของปัญหานี้คือ ควรมีการสนับสนุนการทำงานสารคดีเพิ่มขึ้น เช่น  อาจมีการช่วยเหลือ หรือสนับสนุนจากสำนักพิมพ์  และอยากเสนอให้สมาคมนักเขียนฯประสานกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อหาวิธีการช่วยเหลือ เหมือนกับในต่างประเทศที่อาจารย์เจตนากล่าวว่ามีการให้ทุนสนับสนุนในการเขียนสารคดี

    6.2.1.2 ปัญหาภายใน  คือความรู้และสติปัญญาของผู้เขียน ซึ่งอาจแก้ด้วยการอ่านและหาความรู้เพิ่มเติม  และยังรวมไปถึงปัญหาคุณภาพชีวิตของนักเขียนสารคดีด้วย  เนื่องจากเชื่อว่างานเขียนที่ดีมาจากคุณภาพชีวิตที่ดีของนักเขียนด้วย

    6.2.2 ผู้อ่านงานสร้างสรรค์มีน้อย  เนื่องจากขาดการเผยแพร่  จึงเสนอว่าควรได้รับการส่งเสริมให้งานสารคดีเข้าสู่ระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น  และเห็นว่าสื่อน่าจะช่วยผลักดันในเรื่องการเผยแพร่งานสารคดีด้วย    
    6.2.3 สถานการณ์ของนักเขียนสารคดี  จะพบว่านักเขียนงานสารคดีส่วนใหญ่อยู่ด้วยความยากลำบาก ได้รับค่าตอบแทนต่อผลงานหนึ่งชิ้นประมาณ 2,500 บาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับค่าเดินทาง  และค่าใช้จ่ายต่างๆในการหาข้อมูลเพื่อเขียน
    6.2.4 การเปลี่ยนแปลงในงานสารคดี  มีหลายระดับ  จะพบว่าในปัจจุบันงานสารคดีมีลักษณะแสดงตัวตนของผู้เขียนมากขึ้น  ส่งผลให้งานน่าสนใจ
    6.2.5 การให้รางวัล  พบว่ามีการให้รางวัลกับงานประเภทนี้มากเกินไป  จนบางครั้งส่งผลให้นักเขียนสร้างงานเพื่อมุ่งที่จะได้รางวัล  และเมื่อหนังสือได้รางวัลแล้ว  หนังสือเล่มนั้นก็ได้กลายเป็น
    สินค้า  และจะได้รับความสนใจ  ในขณะที่หนังสือที่ไม่ได้รับรางวัล  กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้อ่าน 

    6.3 กลุ่มนวนิยาย


    ตัวแทนกลุ่มนวนิยายกล่าวว่ามีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 30-40 คน  ซึ่งในกลุ่มเสนอความเห็นหลากหลาย ดังนี้

    - สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่อภิปรายเกี่ยวกับนวนิยายไทยบทพื้นฐานของละครโทรทัศน์  จึงส่งผลให้มองเห็นว่านิยายไทยมีแก่นเรื่องที่ซ้ำ และยังคงรักษาขนบของการแต่งนิยายตามแบบจารีตไว้อย่างเหนียวแน่น  ความสัมพันธ์ของชายและหญิงยังคงเป็นแบบเดิม คือ นางเอกจะโง่  แต่สวย  พระเอกก็จะแข็งแกร่ง  จึงทำให้ตัวละครของนวนิยายไทยมีแต่ด้านเดียว คือ ขาว หรือ ดี และ ดำหรือเลว  โดยขาดความสมจริง  จึงส่งผลให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนหนึ่งหันไปอ่านนวนิยายของเกาหลี (ในที่นี้รวมไปถึงละครและ
    ภาพยนตร์ด้วย)   เพราะเห็นว่ามีแก่นเรื่องที่หลากหลาย น่าสนใจ ใช้ภาษาที่ง่ายและสามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้  และเรื่องราวและแง่คิดในเรื่องนั้นสามารถสนองตอบความต้องการหรือช่วยชี้ให้เห็นทางออกในชีวิตบางอย่างให้กับผู้อ่านชาวไทยได้


    - เห็นว่าไม่ควรที่จะวิตกเกี่ยวกับกระแสความนิยมอ่านงานวรรณกรรมเกาหลีของวัยรุ่นไทยในช่วงนี้มากนัก  เพราะเห็นว่าสิ่งที่เป็นแค่แฟชั่น  ไม่นานก็จะหายไป  และเชื่อว่าวัยรุ่นไทยจะพัฒนาการอ่านงานไปสู่รูปแบบอื่นเมื่อเวลาผ่านไปหรือเมื่อรสนิยมในการอ่านเปลี่ยนไป

    - ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นนักศึกษาบางคนปฏิเสธที่จะเลือกอ่านนวนิยายที่ได้รับรางวัล โดยเฉพาะรางวัลซีไรต์  เนื่องจากเห็นว่างานเหล่านั้นยากเกินไป  อ่านแล้วไม่เข้าใจ
    - ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่าร้านหนังสือในปัจุบันไม่ส่งเสริมให้เกิดการอ่านงานที่กว้างขวาง  เนื่องจากมักจะขายหนังสือตามความต้องการของตลาดหรือของกลุ่มทุน  ด้วยเหตุนี้  ในปัจจุบันในร้านหนังสือจึงเต็มไปด้วยงานวรรณกรรมเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก
    - งานสัปดาห์หนังสือที่จัดนั้นจัดเฉพาะในกรุงเทพฯ  ทำให้ผู้สนใจที่อยู่ในต่างจังหวัดขาดโอกาสที่จะได้สัมผัสและเลือกสรรงานวรรณกรรม  จึงเสนอว่าน่าจะมีการจัดงานสัปดาห์หนังสือกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆด้วย
    - ผู้เข้าร่วมสมัยที่เป็นนักศึกษากล่าวว่ามีความสนใจที่จะอ่านงานวรรณกรรมทรงคุณค่า  แต่เนื่องจากว่างานเหล่านี้มีหน้าปกและรูปแบบหนังสือที่ไม่สะดุดตาและชวนอ่าน  จึงเสนอให้มีการออกแบบปกและรูปเล่มให้น่าอ่าน  ก็จะช่วยจูงใจให้นักอ่านรุ่นใหม่สนใจงานทรงคุณค่าเหล่านี้ด้วย  นอกจากนี้ ยังเสนอว่าน่าจะมีการปรับภาษางานวรรณคดีแนวขนบที่อ่านยาก เช่น รามเกียรติ์ ให้มีระดับภาษาที่อ่านง่าย และเหมาะสมกับระดับอายุของผู้อ่านด้วย
    - เสนอว่าควรให้มีการวิจารณ์หนังสือเพิ่มขึ้น  หรือการจัดเวทีให้มีการประชุมเช่นนี้ให้มากขึ้น  ก็จะช่วยทำให้เกิดมุมมองที่น่าสนใจ และบางครั้งอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความสนใจจะอ่านนวนิยายบางเรื่องที่มีการกล่าวถึงในการเสนอความเห็นด้วย
    - ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลควรมีการสนับสนุนทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับนักเขียนและงานวรรณกรรมให้เพิ่มมากขึ้น หรือมีนโยบายในการสนับสนุนในเรื่องนี้อาจเป็นรูปธรรมและชัดเจนขึ้น  ดังในกรณีของรัฐบาลเกาหลีที่สนับสนุน  โดยเฉพาะการเผยแพร่งานเขียนไปยังประเทศต่างๆ
    - ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นนักเขียนคนหนึ่ง เสนอว่าสมาคมฯน่าจะมีนโยบายที่จะสนับสนุนนักเขียนที่มากกว่านี้  โดยเฉพาะอาจจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางหรือเป็นตัวแทนนักเขียนในการติดต่อไปยังสถาบันและองค์กรต่างๆ  โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นตัวอย่าง  เพราะขาดศักยภาพที่จะไปรับรางวัลที่ประเทศจีน  ที่ตัดสินคัดเลือกงานของตนให้ได้รับรางวัล  และได้โทรศัพท์ไปที่สมาคมนักเขียนฯเพื่อขอทราบข้อมูลว่าทางสมาคมฯสามารถที่จะช่วยเหลือในกรณีนี้อย่างไร  แต่ผู้ที่รับโทรศัพท์ในครั้งนั้นปฏิเสธว่าสมาคมฯไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้  และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถไปรับรางวัลนี้ที่ประเทศจีนได้
    - เสนอว่าน่าจะมีการปรับปรุงให้เว็บไซต์ของสมาคมนักเขียนฯให้เป็นเสมือน "ชุมชนในจินตนาการ" เพื่อก่อให้เกิดการปะทะสังสรรค์กันระหว่างผู้ที่ในแวดงวงวรรณกรรมได้จริง

    6.4 กลุ่มเรื่องสั้น


    ตัวแทนกลุ่มเรื่องสั้นเสนอความเห็นที่ได้การประชุมกลุ่มเป็นประเด็น  ดังนี้
    - ค่าเรื่องของนักเขียน เสนอว่านักเขียนควรที่จะมีสิทธิเสนอค่าเรื่องตามความต้องการได้หรือไม่ ซึ่งค่าเรื่องขั้นต่ำคือ 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังเสนอให้สำนักพิมพ์แจ้งผู้เขียนเกี่ยวกับการส่งค่าเรื่องให้ผู้เขียนด้วยว่าได้ส่งค่าหรือให้แล้วหรือยัง  และยังอภิปรายกันในประเด็นที่นักเขียนไม่ได้รับค่าเรื่อง หรือได้รับค่าเรื่องจากสำนักพิมพ์ล่าช้าด้วย
    - ควรมีการผลักดันให้นักเขียนรุ่นใหม่สร้างงานที่มีสาระเพิ่มขึ้น
    - เสนอให้สมาคมนักเขียนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของนักเขียน โดยทำหน้าที่เป็นผู้เสนองานเขียนต่อสำนักพิมพ์แทนนักเขียน
    - เสนอว่าผู้อ่านและนักเขียนควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เช่น สนทนาหรือวิจารณ์กันได้
    - เสนอให้มีการจัดสัมมนาเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้อ่านเกี่ยวกับงานเขียนให้มากขึ้น
    - เสนอว่าควรมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop) 1-2 ครั้ง โดยกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ
    - เสนอว่าสื่อควรที่จะนำเสนอให้ผู้อ่านรู้จักนักเขียนเพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยให้ผลงานของนักเขียนเป็นที่รู้จักและได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านมากขึ้น

    เมื่อจบการรายงานผลการประชุมกลุ่มมีผู้เข้าร่วมสัมมนาผู้หนึ่งเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกระแสของวัฒนธรรมต่างประเทศว่า  การส่งเสริมทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ นับเป็น "soft power"  หากพิจารณากระแสวัฒนธรรมเฉพาะของเอเชียนั้นมีมานับตั้งแต่แนวคิดเรื่องศาสนาและวรรณกรรมที่มาจากอินเดีย  ต่อมาก็คือวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ผ่านมาทางการ์ตูน และอื่นๆ จากนั้นก็เป็นฮ่องกง ผ่านภาพยนตร์และละคร  และปัจจุบันเป็นกระแสเกาหลีผ่านทางวรรณกรรม ภาพยนตร์ ละครและเพลง ต่อจากเกาหลีนั้นก็จะเป็นจีนแผ่ดินใหญ่  เพราะจีนมีเป้าหมายที่จะสร้างศูนย์ทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับ Goethe โดยให้ชื่อว่า "สถาบันขงจื้อ" เพื่อเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งขณะนี้จีนมีผู้ทำงานทางด้านวัฒนธรรมนี้รวมกว่า 10 ล้านคน  จึงเสนอว่าเมื่อใดที่รัฐบาลของไทยหรือกระทรวงวัฒนธรรมจะตระหนักในเรื่องนี้ด้วย  เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะตั้งรับและถูกครอบงำทางวัฒนธรรมอยู่เรื่อยไป

    7 การสรุปการสัมมนาฯ โดยนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


    คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯได้กล่าวสรุปภาพรวมของการสัมมนาฯเป็นประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้


    7.1 การสัมมนาในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นนักเขียนน้อย  แต่มีนักศึกษาเข้าร่วมในปริมาณมาก  กรณีที่นักเขียนมาเข้าร่วมน้อยเช่นนี้อาจเป็นความผิดพลาดของสมาคมฯในการเข้าถึงนักเขียน  จึงเห็นว่าอาจจะมีการเชิญนักเขียนภาคเหนือมาประชุมระดมสมองเฉพาะเรื่องอีกครั้ง


    7.2 เนื้อหาและสาระในการสัมมนา  ในช่วงเช้าจากการแสดงปาฐกถานำของอาจารย์เจตนานั้น  นับว่าได้รับเนื้อหาและสาระที่เต็มเปลี่ยน  สำหรับช่วงอภิปรายนั้นก็สามารถแบ่งประเด็นการอภิปรายเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) สิ่งแวดล้อม  และ 2) สถานการณ์ของนักเขียนโดยทั่วไป   และในช่วงการสัมมนากลุ่มย่อยนั้นมีข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ  เมื่อมีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมในการประชุมกลุ่มก็จะช่วยให้มองเห้นรากบางอย่างทีช่วยเชื่อมโยงให้เห็นว่าแต่เดิมเรามีอะไร  และสามารถเชื่อมกับปัจจุบันนี้ได้อย่างไร เช่นในกรณีของกลุ่มสารคดี  ที่อาจารย์เจตนาเข้าร่วมด้วยนั้น  อาจารย์ก็ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยมีสารคดีมานานแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นนิราศต่างๆ หรือเรื่อง ไกลบ้าน นับว่าเป็นงานสารคดีชิ้นสำคัญของไทย  แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืมคำนึงถึง  ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่างานสารคดีของไทยได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว  และในกรณีเรื่องสั้นนั้น  คุณสุชาติ  สวัสดิ์ศรีกล่าวว่า  เรื่องสั้น นับเป็นประเภทของงานวรรณกรรมที่ก้าวหน้าที่สุดของไทย  สำหรับเรื่องค่าเรื่องที่กลุ่มเรื่องสั้นเสนอนั้น  นายกสมาคมฯเห็นว่าเป็นค่าเรื่องขั้นต่ำมาก  เพราะนักเขียนเรื่องสั้นชั้นนำได้ค่าเรื่องที่ราคาสูงกว่านี้มากแล้ว  ส่วนในกลุ่มกวีนิพนธ์นั้น  จะเห็นได้ว่ากวีนิพันธ์ภาคเหนือมีความลึกซึ้งมาเพราะมีความคิดทางวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน


    7.3 ข้อเรียกร้องต่อสมาคมนักเขียนฯนั้น  ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งในแง่ของสมาคมฯที่ผ่านมา  สมาคมที่เปลี่ยนไป  และสมาคมฯที่กำลังจะเป็นไป  สำหรับข้อเสนอที่จะให้สมาคมฯมีส่วนร่วมทางสังคมนั้น  นายกสมาคมฯชี้แจงว่าข้อบังคับของทุกสมาคมที่จะสามารถจดเป็นสมาคมได้นั้น  ต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งกับการเมือง  ดังนั้นทุกครั้งที่สมาคมฯจะจัดงานที่เกี่ยวกับการเมืองก็ต้องนำเสนอในรูปของงานวิชาการ  อีกทั้ง  สมาคมฯเพิ่งจะมีที่ทำการของสมาคมฯอย่างถาวรเมื่อไม่นานมานี้ จึงอาจจะนับว่าช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงเริ่มต้นของสมาคมฯ  ในช่วงนี้จึงพยายามที่จะสื่อให้คนรู้จักสมาคมฯและเข้ามาร่วมงานหรือมาขอใช้สถานที่สมาคมฯเพิ่มขึ้น     และหากผู้ใดประสงค์จะจัดอบรมหรือจัดสนทนาที่มีผู้ร่วมประชุมประมาณ 10-20 คนก็สามารถของจัดที่สมาคมฯได้  นอกจากนี้ สมาคมฯในขณะนี้ยังคงประสบปัญหาใน 3 ด้านใหญ่ คือ

    1)  งบประมาณที่น้อย 

    2) บุคลากรเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด 

    3) การจัดการ 

    ในช่วงนี้จึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาและขยับขยายอย่างค่อยเป็นค่อยไป   สำหรับปัญหาในเรื่องการช่วยเหลือสมาชิกในเรื่องของการไปรับรางวัลนั้น  ขอชี้แจงว่าสมาคมฯไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน  หากทราบสมาคมฯก็ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการติดต่อประสานงานให้  ยิ่งไปกว่านั้น  ประเด็นเรื่องเว็บไซต์นั้น  สมาคมฯมีเว็บไซต์ใหม่แล้วคือ www.thaiwriterassociatio.org


    7.4 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล  ในเรื่องของการส่งเสริมทางวัฒนธรรมและการขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากกกระทรวงวัฒนธรรมและรับบาลนั้น  นายกสมาคมฯกล่าวว่าขณะนี้กำลังดำเนินงานในเรื่องเกี่ยวกับงานวรรณกรรมร่วมสมัยผ่านทางสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย   และเกี่ยวกับนักเขียนรุ่นเก่าผ่านทางสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)  และอีกเรื่องที่ทางสมาคมฯกำลังดำเนินการจัดทำคือฐานข้อมูลของนักเขียนทั้งหมด  เนื่องจากสำนักงานศิลปะร่วมสมัยไม่มีฐานข้อมูลดังกล่าว  ในการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลในครั้งนี้ สมาคมฯเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นผู้ออกทุนให้


    7.5 การนำสมาคมนักเขียนฯไปสู่สากลนั้น  ก็เป็นเรื่องที่กำลังพยายามดำเนินการอยู่  ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ในสมัยที่คุณประภัสสร  เสวิกุล เป็นนายากสมาคมฯที่มีการนำนักเขียนไปพบปะกับนักเขียนของประเทศเพื่อนบ้าน  และในการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ 2 ที่ภาคใต้ที่มีการพบปะกับนักเขียนมาเลเซีย  อีกทั้งยังได้เสนอต่อสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยว่าทางสมาคมนักเขียนฯจะสานต่อในโครงการเรื่องนักเขียนประเทศเพื่อนบัานต่อไป   สำหรับในส่วนของแปลผลงานวรรณกรรมของไทยไปสู่สากล  หรือแปลวรรณกรรมสากลมาเป็นไทยนั้น  ทางสมาคมนักเขียนฯอยากขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ว่าขอให้ช่วยในส่วนนี้ หากมีบุคลากรที่จะดำเนินการได้  อย่างไรก็ดี  นายกสมาคมฯกล่าวว่าอยากให้การพบปะกันในครั้งนี้ก่อให้เกิดการรวมตัวและช่วยกันทำสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นในวงวรรณกรรมในประเทศไทย  และอยากขอความร่วมมือให้ทุกคนมาช่วยกันเพื่อให้งานต่างๆดำเนินต่อไปได้  และขอบคุณในความร่วมมือจากทุกคนล่วงหน้าด้วย
     
    8 ข้อสังเกตที่ได้จากการสัมมนาฯ


    8.1 การสัมมนาในครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก  ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมาจากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นนักเขียน  นักวิชาการ ตัวแทนสำนักพิมพ์  สื่อมวลชน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป  โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษานับว่าเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด


    8.2 การอภิปรายในหัวข้อ “สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : หัวใจสีเขียวในตัวอักษร”  ผู้อภิปรายส่วนใหญ่จะกล่าวถึงประเด็นของสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงใหม่  โดยอภิปรายแยกส่วนออกจากงานวรรณกรรม  และมีผู้อภิปรายกล่าวถึงงานวรรณกรรมที่สื่อในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมน้อยมาก


    8.3 การรายงานผลการประชุมกลุ่มย่อยของตัวแทนกลุ่มพบว่า  ตัวแทนกลุ่มส่วนใหญ่นำเสนอประเด็นการประชุมไม่ชัดเจน จนทำให้ผู้ฟังไม่มั่นใจว่าเกิดจากการเก็บประเด็นจากที่ประชุมขาดไป หรือเป็นเพราะว่าที่ประชุมนำเสนอความคิดดังที่ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุม


    8.4 จากการที่ผู้รายงานได้เข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยในกลุ่มนวนิยายพบข้อน่าสังเกตที่น่าตกใจประการหนึ่งคือ  ผู้เข้าร่วมประชุมฯในกลุ่มส่วนใหญ่รับรู้นวนิยายผ่านละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่  และคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้กลับไปอ่านวรรณกรรมต้นฉบับ  จึงก่อให้เกิดความคิดที่ว่า “นวนิยายไทยกับละครโทรทัศน์เหมือนกัน”  ด้วยเหตุนี้  คนกลุ่มดังกล่าวจึงโจมตีว่านวนิยายของไทยไม่พัฒนา  เสนอแต่โครงเรื่องซ้ำๆ  นำเสนอแต่ในประเด็น “ตบ จูบ” เท่านั้น จนทำให้ปฏิเสธที่จะอ่านงานนวนิยายไทย  และหันไปอ่านและชมละครเกาหลีหรือผลงานแปลจากประเทศอื่นแทน  เนื่องจากเห็นว่ามีความหลากหลายมากกว่านวนิยายของไทย  สื่อความกับผู้อ่านร่วมสมัยได้ทั้งในเรื่องของภาษาที่เข้าใจง่าย และสะท้อนสังคมในมุมมองที่หลากหลายมากกว่า


    8.5 สืบเนื่องจากข้อ 7.4 ผู้รายงานพบว่านักอ่านที่เป็นนักศึกษาส่วนหนึ่งมักจะตัดสินรูปแบบ เนื้อหา การนำเสนอ และการเขียนนวนิยายทั้งหมดของไทย  จากการอ่านนวนิยายเพียงบางเรื่องของนักเขียนบางคน  หรือตัดสินผลงานทั้งหมดของนักเขียนคนหนึ่ง จากการอ่านผลงานของเขาหรือเธอเพียงหนึ่งหรือสองเรื่อง  ซึ่งวิธีการเช่นนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและนับเป็นการด่วนสรุปเกินไป  เพราะประสบการณ์ในการอ่านนวนิยายไทยยังมีน้อย จนทำให้ขาดข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณา ประกอบกับขาดความรอบด้านในการพิจารณาข้อมูลด้วย  นอกจากนี้  นักอ่านที่เป็นนักศึกษาบางคนยังเสนอความคิดที่แสดงให้เห็นว่าการตีความหรือประเมินคุณค่าของเขาต่อนวนิยายเรื่องหนึ่งๆนั้น  ไม่ได้พิจารณาจากบริบทสังคม ณ  จุดกำเนิดของตัวงาน  แต่นำความคิดของยุคปัจุบันได้ตัดสินงานที่สร้างในบริบทสังคมที่ล่วงผ่านมากกว่า 50 ปี  จนตัดสินว่างานนวนิยายไทยย่ำอยู่กับที่  ไม่พัฒนา  และล้าหลังงานเขียนของประเทศอื่นๆอย่างมาก


    8.6 นักอ่านที่เป็นนักศึกษาส่วนใหญ่ขาดความพยายามที่อ่านและทำความเข้าใจงานวรรณกรรมยุคเก่าที่ทรงคุณค่า  หรืองานวรรณกรรมที่ต้องอาศัยความพยายามในการอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจสื่อที่ผู้เขียนต้องการเสนอผ่านผลงานวรรณกรรม  เนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่มักจะชอบอ่านงานเฉพาะที่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้โดยง่าย  จะเห็นได้ว่าพวกเขาบางคนปฏิเสธที่จะอ่านงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล
    ซีไรต์  โดยให้เหตุผลว่ายากเกินไป  อ่านไม่รู้เรื่อง  หรือบางคนเสนอให้ปรับภาษาใน รามเกียรติ์  เพื่อให้เหมาะสมกับวัยของเขา  จะได้อ่านและเข้าใจได้โดยง่าย 


    8.7 สังคมไทยขาดการสนับสนุนทั้งการสร้างและการเสพงานวรรณกรรมในทุกระดับ  นับตั้งแต่ระดับนโยบายของรัฐบาลเป็นต้นมา  นอกจากนี้ยังรวมถึงสื่อและร้านขายหนังสือด้วย  ที่ถูกครอบงำด้วยระบบทุนทั้งในด้านการเผยแพร่และการวางจำหน่าย  โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการให้ความสำคัญหรือเน้นหนังสือบางประเภทเป็นพิเศษ  และละเลยผลงานที่มีเงินทุนสนับสนุนต่ำ  แม้ว่าผลงานดังกล่าวจะเป็นงานที่ทรงคุณค่าก็ตาม

    นางสาวอรพินท์  คำสอน
    ผู้บันทึกรายงานการสัมมนาฯ

    ----------------------------------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design