สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 21 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน

  • ซะการีย์ยา อมตยา.... บนเส้นทางแห่งกวีนิพนธ์
    โพสต์โดย : mataree
    2010-09-07 14:10:16

    ซะการีย์ยา อมตยา.... บนเส้นทางแห่งกวีนิพนธ์

     

    ทีมข่าวบันเทิง-วรรณกรรม หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน พาไปพูดคุยกับหนึ่งในกวี ผู้มีผลงานเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ครั้งล่าสุด


    "ฉันกำลังเดินทางในบทกวี
    บทกวีกำลังเดินทางในฉัน
    เราต่างมุ่งหน้าสู่ปลายทางเดียวกัน"


    สามบรรทัดข้างต้น ปรากฏอยู่ในหน้าแรกของ "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" บทกวีไร้ฉันทลักษณ์ เนื้อหาชวนครุ่นคิดที่ผสานหลากอารมณ์ ผ่านกลวิธีการเล่าซึ่งกล้าเล่นกับรูปแบบ หนึ่งใน 6 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้

     

     


    และเป็นเสมือนคำแนะนำตัวเล็กๆ จากชายหนุ่มเคราครึ้มเจ้าของรอยยิ้มละมุน ก่อนที่ผู้อ่านจะก้าวล่วงเข้าไปในเส้นทางที่เขาและ "บทกวี" ร่วมเดินด้วยกันมากว่า 10 ปี


    "ซะการีย์ยา อมตยา"


    จากเด็กน้อยแห่งเมืองนราธิวาส ที่พิสมัยการปีนเทือกเขาบูโด เขาตัดสินใจก้าวไปหาประสบการณ์ใหม่ หลังยุติการเรียนที่คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง เพราะสิ่งที่เรียนทำให้คิดว่า "กฎหมายบางข้อไม่ยุติธรรม"


    และ 5 ปีที่ศึกษาในคณะ "อิสลามศาสตร์ สาขาภาษาและวรรณคดีอาหรับ" (Islamic Sciences, Arabic Language and Literature) จาก Darul Uloom Nadwatul Ulama ประเทศอินเดีย ก็เป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมตัวตน


    "สมัยเรียนมัธยมรู้สึกว่ากวีนิพนธ์ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่พอไปอินเดียความรู้สึกเปลี่ยน จำได้ว่าเข้าเรียนวันแรกก็ไปซื้อกวีนิพนธ์มาเลย เป็นเล่มที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยเขียนถึง "มุฮัมมัด อิกบาล" รุ่นพี่บอกว่ายาก เลยท้าทายต้องอ่านให้ได้ ปรากฏว่ากว่าจะอ่านเข้าใจก็เรียนปีสุดท้ายแล้ว" ว่าแล้วก็หัวเราะนิดๆ
     

    ซะการีย์ยาใช้ชีวิตท่ามกลางภาษาและวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย บางครั้งความเหงาก็มาทักทายกันบ้าง ทว่าทุกความรู้สึกก็นำเขาไปสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายนี้ กับบทรำพันที่แอบเขียนในชั่วโมงเรียนและการอ่านบทกวีอาหรับในกิจกรรมนักศึกษา ถึงแม้จะยังไม่รู้ตัวก็ตาม


    เพราะตอนนั้นคิดว่าจะไปเป็น "สะพาน"


    "ปีสุดท้ายอาจารย์ถามว่าจบแล้วจะไปเป็นอะไร ผมตอบไปว่าจะเป็นสะพานที่ทอดผ่านระหว่างคนสองฝั่ง คือคิดว่าอยากจะแปลงาน เป็นสะพานทางความคิดและภาษา เชื่อมระหว่างวัฒนธรรม แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเขียนเต็มตัวแบบนี้"


    เมื่อกลับมาเมืองไทยนอกจากจะแปลหนังสือแล้ว "ปุถุชน" กลายเป็นนามแฝงที่เขาใช้โพสท์บทกวีตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ กว่าสองปี เสียงวิจารณ์ที่กลับมาทำให้คิดว่าน่าจะถึงเวลาส่งบทกวีไปให้สังคมสาธารณะได้พิจารณาบ้าง


    และกลายจุดเริ่มต้นของสะพานที่เขากำลังทำหน้าที่ถึงตอนนี้


    "แรกๆ ที่โพสท์เพราะอยากเขียนให้คนอื่นอ่าน แต่นั่นคือสนามหนึ่งเท่านั้น ที่สุดแล้วก็ให้ค่ากับพื้นที่ในกระดาษ เพราะอยากได้อะไรที่จริงจังมากกว่าชอบไม่ชอบ ถึงการพิจารณาจะเป็นรสนิยมส่วนตัวของบรรณาธิการ แต่ถ้าไม่ผ่านอย่างน้อยก็ทำให้เราต้องมาพิจารณางานตัวเองด้วยว่าเพราะอะไร คนเขียนส่วนใหญ่มองตัวเองไม่ขาดหรอก เหมือนเล่มนี้ก็ทั้งคัดทั้งกรองกันสองรอบ" เขาอธิบาย


    นอกจากระบบบรรณาธิการแล้ว ซะการีย์ยายังให้ความสำคัญกับการวิจารณ์ เพราะเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเติบโต ทว่านั่นกลับเป็นสิ่งที่สังคมการอ่านเขียนในบ้านเมืองนี้กำลังขาดแคลน โดยเฉพาะในงานประเภทกวี


    ขนาดปีนี้พิมพ์บทกวีเยอะ (ตามฤดูกาลของซีไรต์) และมีงานหลายเล่มที่น่าสนใจแม้จะไม่เข้ารอบรางวัลใหญ่ ก็ยังแทบไม่มีเสียงสะท้อนกลับมา นอกจากบทวิจารณ์ของ "อ.สกุล บุณยทัต"


    "อาจเพราะกวีนิพนธ์เป็นศาสตร์ที่ยากจะวิจารณ์ เรื่องสั้นนิยายดีไม่ดีจะบอกได้ง่ายกว่า คือจะมองฉันทลักษณ์นั่นก็เป็นเชิงโครงสร้าง เชิงช่างในการสร้างงานศิลปะเท่านั้น ทั้งที่จำเป็นมาก"


    จะให้อ่าน ให้เข้าใจ ให้รู้จักความลึกซึ้งที่มากกว่าโครงสร้าง ต้องไปแก้กันที่จุดเริ่มต้นอย่าง "ตำราเรียน"


    "ตอนนี้กวีนิพนธ์ร่วมสมัยเกิดขึ้นเยอะมาก แต่ไม่ถูกหยิบยกมาอยู่ในกระแสหลักของการศึกษา บางคนอ่านแล้วก็ถามว่า เฮ้ย นี่คือบทกวีด้วยเหรอ.." เขาว่าพลางหัวเราะ


    และการเรียนทั้งประเทศในหลักสูตรเดียวกันนี้ นอกจากส่งผลถึงรสนิยมรวมหมู่แล้ว ยังส่งผลถึงการพัฒนางานกวีด้วย


    "นิยายกับเรื่องสั้นไปไกลแล้ว แต่กวีนิพนธ์ยังไม่ไกลเท่า อาจเพราะนิยาย,เรื่องสั้นไม่ใช่ศาสตร์ของเรา เลยรับสิ่งใหม่ได้ไม่ยาก แต่กวีเป็นศาสตร์ดั้งเดิมเลยยากที่จะปล่อยวางและเปิดกว้าง เพราะรู้สึกว่าที่เรามีนั้นสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เรายังกอดตัวเอง หวงแหนในสิ่งที่ตัวมีมากไป"


    "บทกวีขนบคือศิลปศาสตร์ที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ก็ควรเปิดให้เด็กๆ ได้เห็นถึงสิ่งอื่นที่ต่างไปด้วย เรียนรู้ควบคู่กันไปในกระแสหลัก เป็นอีกแขนงของบทกวี"


    เพราะใจที่เปิดกว้าง จะทำให้ได้สิ่งที่กว้างกว่ากลับมา


    (จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2553)

    วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

    เวลา 15:00:00 น.  มติชนออนไลน์

    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282376546&grpid=no&catid=08

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design