สมาชิกล็อกอินที่นี่
จันทร์ 24 กรกฎาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.chonniyom.co.th/
    ชนนิยม เราทำหนังสือมีชีวิต

  • รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๓ (ภาคอีสาน)
    โพสต์โดย : mataree
    2007-09-13 11:19:01

    รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค  ครั้งที่ ๓ (ภาคอีสาน)
    ในหัวข้อ "สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพ หรือ ปริมาณ"
    ณ ห้องประชุมพุทธรักษา ศูนย์วัฒนธรรมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์
    วันจันทร์ที่ ๖ สิงหาคม๒๕๕๐  เวลา ๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น.
    โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม และคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์
    -----------------------------------------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ โดยการสนับสนุนของสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม  จัดการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่๓ (ภาคอีสาน)  มีรายละเอียดดังนี้

    ๑.รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท เชื่อมกลางอธิการบดีกล่าวต้อนรับ


     ศาสตราจารย์ดร. โกวิท เชื่อมกลาง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ยินดีที่ได้จัดสัมมนาร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

    ๒.คุณชมัยภร แสงกระจ่างนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกว่างชี้แจงความเป็นมาของโครงการ


     คุณชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกล่าวชี้แจงเหตุผลที่มาของการจัดการสัมมนาครั้งนี้  จากนั้นกล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ที่ให้ความร่วมมือจัดสถานที่ให้สำหรับการสัมมนาครั้งนี้  และขอบคุณศิลปินแห่งชาติและวิทยากร ตลอดจนนักเขียน นักศึกษา ปัญยาชนและผู้สนใจที่ให้เกียรติมาร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในครั้งนี้  และแจ้งว่า สมาคมนักเขียนฯ จะได้นำผลจากการสัมมนาไปดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในอนาคต


     คุณชมัยภรกล่าวว่า ความคิดเห็นของท่านนักเขียนทั้งหลายทั้งปาฐกถา ต่อการอภิปรายและต่อการสัมมนากลุ่มย่อยสมาคมฯยินดีรับฟัง  และในอนาคตสมาคมนักเขียนจะจัดให้มีการรวมตัวกันระหว่างนักเขียนส่วนภูมิภาคกับสมาคมนักเขียนกันบ่อยขึ้น  เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงดำเนินการเพื่อความก้าวหน้าของวงการนักเขียนของเราสืบไป

    ๓.ปาฐกถานำ “เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของนักเขียนไทยวันนี้” โดยคุณคำสิงห์ ศรีนอก หรือ “ลาว คำหอม”


     คุณคำสิงห์ ศรีนอก กล่าวว่า ที่ต้องการจะแสดงปาฐกถาเป็นเรื่องที่ไม่ไกลจากแวดวงวรรณกรรม และจะพูดในในเชิงวิเคราะห์สุขภาพจิตของสังคมอันต่อเนื่องการงานวรรณกรรมในยุคสมัยปัจจุบัน


     ท่านกล่าวว่า ว่ากันว่าการเป็นนักเขียนนั้น เราต้องหมกมุ่นอยู่กับการคิดการเขียนและการอ่าน ส่วนในแวดวงหนังสือนั้น ถ้าแยกออกมาแล้ว หนังสือในโลกนี้มีอยู่เพียงสองประเภทเท่านั้น คือ หนึ่ง หนังสือที่เขียนเป็นเรื่องจริง สอง หนังสือที่เขียนเป็นเรื่องแต่ง   เรื่องจริง คือสารคดี หรือประวัติบุคคลที่เขียนถึงแก่นของความจริงเป็นหลัก  ส่วนประเภทเรื่องแต่ง คือที่เราเรียกกันว่า “งานวรรณกรรม”


     หนังสือที่เป็นเรื่องแต่งหรืองานวรรณกรรม งานวรรณกรรมนั้นว่ากันว่า เพิ่งจะเข้ามาสู่ประเทศของเราในสมัยรัชกาลที่ห้า โดยยกตัวอย่างว่า คือบทประพันธ์ที่เป็นเรื่องแต่งชื่อ “สนุกนึกนิ์” เนื้อหาก็เป็นเรื่องของพระภิกษุสององค์มาสนทนากันที่เชิงบันไดวัด พระสองรูปคุยกันว่าจะสึกไปมีลูกมีเมีย แต่ก็เขียนไปได้ไม่ทันจบ ข่าวลูกวัดเขียนหนังสือก็ทราบไปถึงหูเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสท่านก็เตือนว่าเป็นพระไม่ควรเขียนเรื่องอย่างนี้ เรื่องสนุกนึกนิ์จึงเป็นปรากฏการณ์ของเรื่องแต่งสมัยใหม่  ทั้ง ๆที่ความจริงแล้ว คนไทยเรารู้จักเรื่องแต่งกันมายาวนาน และเรื่องแต่งเหล่านั้นก็มีอิทธิพลต่อความคิด มีอิทธิพลต่อสังคม เป็นรากฐานอันสำคัญ ที่จริงมาจากสองกระแส หนึ่งมาจากตะวันตกใกล้ ๆ ที่มีกับพระพุทธศาสนานั่นคือประเทศอินเดีย


     คุณคำสิงห์กล่าวว่า ท่านเองก็เพิ่งรู้ว่าในภายหลังว่า ชาดกทั้งหลายก็เป็นเรื่องแต่งหรือที่เรียกว่าวรรณกรรม ท่านนั้นเป็นเด็กบ้านนอก โตมากับวัด อยู่ในวัดก็เห็นพระสวดกันทุก ๆ วัน จนสามารถจำบทสวดนั้นได้ สามารถสวดตามได้ แต่ก็ไม่รู้เรื่อง จนมาอยู่มาวันหนึ่ง ได้ย้ายไปอยู่ตามวัดต่าง ๆ ได้เรียนภาษาบาลีเพิ่มขึ้น  ก็เริ่มเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วบทสวดที่ว่าตาม ๆ กันมานั้น แท้จริงแล้วคือเรื่องสั้น ที่มักจะขึ้นต้นว่า “เอวะเมสุดตัง เอวังสัมมยัง”  ครั้งแรกก็ไม่เข้าใจว่าเอวะเมสุดตังนั้นคืออะไร  จากนั้นก็เริ่มแกะภาษาบาลีไปเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ยากนัก ในที่สุดก็เข้าใจว่า บทสวดในเจ็ดตำนานนั้นคืออะไรบ้าง


    ท่านว่าประเทศไทยเราก็รับเอาเรื่องราวเหล่านี้มานานแล้วในนิทานชาดกนั้น ตัวละครที่ไปพบหาพระพุทธเจ้านั้น นอกจากคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีสิงห์สาราสัตว์ มียักษ์มาร มีเทวดาอีกหลายองค์รวมอยู่ด้วย พวกที่เป็นนักประพันธ์ก็ย่อมรู้ว่า ถ้าจะยกย่องความยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์นั้น ตัวละครที่ไปพบก็จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแต่เพียงอย่างเดียว  ที่เขาเขียนกันอย่างนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์  เป็นการยกย่อง เป็นการให้เกียรติ


    ผู้ที่มาเฝ้าพระพุทธองค์นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเทวดา ซึ่งมีทั้งเทวดาที่ดีและเทวดาที่ไม่ดี เทวดาองค์ไหนมีฤทธิ์มากก็มักจะมีอำนาจมาก แต่ไม่ว่าเทวดาองค์ใดได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าเมื่อกลับไปก็มักจะสำนึกดีชั่วได้ ต่อมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าตายแล้ว เพื่อจะที่สืบทอดพระพุทธศาสนาเอาไว้ เราก็นำเอาสิ่งที่เป็นมงคลทั้งหลายทั้งปวงมาเผยแพร่ โดยเฉพาะการสร้างเจดีย์วิหาร เพื่อแสดงถึงความเติบโตอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเราอ่านถึงตำนานของสถานที่สำคัญ ๆ ทางพุทธศาสนาก็มักจะได้เห็นตัวละครแปลก ๆ เพิ่มขึ้น ทางเหนือนั้นก็มีชีปะขาวเป็นผู้ชี้แนะ  และก็ให้มีเทวดาทั้งหลายเป็นผู้ดูแลรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เป็นอย่างนี้เสมอมาไม่จะเป็นพม่า อินเดีย เนปาล หรือไทย


    ที่นครศรีธรรมราชของเราก็มีเจดีย์วัดพระมหาธาตุ ซึ่งมีตำนานคล้าย ๆ กัน พอสร้างเสร็จก็ได้อัญเชิญเทวาดามาสองตนชื่อจตุคามกับรามเทพให้มาเป็นเทพผู้ปกปักษา  เป็นธรรมดาของเทพพิทักษ์ทั้งหลายที่นักเขียนแต่งขึ้นมา ก็มักจะมีฤทธิ์มีเดช หากไม่มีฤทธิ์มีเดชก็รักษาปูชนียสถานไม่ได้ ที่นครศรีธรรมราชนั้น เทวดาทั้งสององค์ออกจะมีลายทางนักเลงสักหน่อย ดูจะต้องโฉลกกับคนในท้องถิ่น


    ต่อมาเกิดมีชาวนครศีธรรมราชท่านหนึ่ง ชื่อขุนพันธารักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นหัวหน้าตำรวจมีหน้าที่ต้องออกไปปราบโจรผู้ร้าย ท่านขุนพันธ์ก็เป็นแบบเดียวกับพวกตำรวจทั้งหลาย ยามเมื่อต้องออกไปจับผู้ร้ายก็มักจะระแวงภัย จึงมักจะต้องหาผู้ชายที่ไว้ใจได้ไปเป็นผู้คุ้มกัน  ท่านก็เลยคิดถึง หน่วย รปภ.ขององค์พระธาตุที่ชื่อว่าจตุคามกับรามเทพขึ้นมาว่าเทวดาทั้งสองคงจะมีฤทธิ์มีเดชอยู่บ้าง จึงไปอัญเชิญองค์จตุคามรามเทพมาหล่อเป็นเหรียญจัดทำพิธีปลุกเสกเอามาห้อยคอไว้ คุณคำสิงห์ว่า เทวดาทั้งสองก็คงมีอภินิหารอยู่บ้างหรอก ท่านขุนพันธ์จึงให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก


     กิตติศัพท์อันนี้ก็คงอยู่มายาวนาน จนนายตำรวจรุ่นหลัง  ๆก็พลอยเชื่อตามไปด้วย ทุกครั้งที่จะต้องออกไปปราบผู้ร้ายก็มักจะนึกถึงองค์จตุคามรามเทพอัญเชิญทำพิธีมาให้เป็นผู้พิทักษ์ ทุกคนก็ทำพิธีอย่างเดียวกันมาตลอด   แต่สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศดูเหมือนว่าจะมีภัยอย่างใหญ่หลวง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้เองทำให้เราต้องแสวงหาที่พึ่ง หรือหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครอง เพราะเหลียวหาไปทางไหนก็พึ่งใครไม่ได้  คนไทยก็ได้หวนคิดถึงรปภ.ของศาสนสถาน แล้วก็ทำพิธีปลุกเสกอัญเชิญท่านมาห้อยคอ  เราก็พลอยนึกได้ว่า เหตุการณ์ทุกอย่างในสังคมนั้นเกิดขึ้นอย่างมีที่มาที่ไป จากรากฐานทางวรรณกรรมที่ซึมซับกันมายาวนาน ในที่สุด ก็มาถึงยุคขององค์จตุคามรามเทพ


    คุณคำสิงห์ว่า ท่านเองมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศหลายคน เขาเขียนจดหมายมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ทำคนจึงหวนหาเครื่องรางของขลัง คำตอบของท่านก็คือว่า ประเทศไทยขณะนี้เกิดภาวะวิกฤติ ผู้คนรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เมื่อมีคนจุดกระแสว่าเรามีรปภ. ที่น่าจะคุ้มครองใครได้ ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเกิดขบวนการสร้างองค์จตุคามกันขนานใหญ่
     สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการวิเคราะห์สังคมปัจจุบัน เราจะได้เห็นว่างานวรรณกรรมนั่นคือสิ่งที่ถ่ายทอดติดตามมากับความเชื่อทางศาสนาที่ปรากฎชัดปรากฎผลเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในปัจจุบัน


    แต่สังคมไทยเรานั้น อิทธิพลที่ติดตามมาทางวรรณกรรมจากต่างประเทศไม่ได้มาจากตะวันตกหรือประเทศอินเดียแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่น่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง เพราะผ่านมาทางวรรณกรรมเหมือนกัน  แต่มาจากตะวันออกคือประเทศจีน   คุณคำสิงห์กล่วว่า กระแสตะวันออกที่เข้ามาสู่จิตใจของคนไทยเป็นอย่างมากก็คือผ่านมาทางหนังสือชื่อ “สามก๊ก” ก่อนหน้านี้ ท่านเองก็ไม่รู้ว่า สามก๊กเป็นหนังสืออะไรกันแน่ เป็นประวัติศาสตร์หรือตำราพิชัยสงคราม  ท่านก็เหมือนคนไทยทั้งหลาย คือเมื่อมีโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ได้ท่องไปในโลกตะวันตกคืออเมริกา ท่านก็ได้ไปเยี่ยมห้องสมุด ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ท่านเห็นหนังสือสามก๊ก อยู่ในตู้ พิมพ์สวยงาม เล่มโต ให้ชื่อว่า “The Story of the three Kingdom” เขายังเขียนบอกอีกว่าเป็น “the great novel from Asia”  คือเป็นนวนิยายยิ่งใหญ่จากเอเชีย ท่านก็เลยเข้าใจว่า ที่คนไทยบอกว่าไม่เคยได้อ่านนวนิยาย หรือไม่รู้ว่านิยายเข้ามาตั้งแต่รัชกาลไหน และก็มาพูดว่า นวนิยายเพิ่งเกิดขึ้นในรัชกาลที่ห้า ท่านขอบอกว่า ไม่ใช่ สามก๊กเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่รัชกาลที่หนึ่งแล้ว แต่เราก็ไม่เคยรู้เลยว่าสามก๊กนั่นคือนวนิยาย


    เนื้อหาในสามก๊กนั้นหลักใหญ่ ๆ ก็เป็นเรื่องร้อยเล่ห์พันอุบาย ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากที่มาจากอินเดีย ซึ่งเป็นกระแสทางคุณธรรม คงจะเป็นเพราะ ปัญหาของชาวอินเดียที่ขาดคุณธรรม เขาจึงสร้างเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมขึ้นมา คุณธรรมจึงเป็นรากฐานสำคัญของวรรณกรรมอินเดีย


    ส่วนจีนนั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ มีอาณาจักรที่กว้างขวาง มีการรวบรวมผู้คนสร้างบ้านสร้างเมือง มีการต่อสู้กันโดยตลอด เพราะฉะนั้นผู้คนจึงเต็มไปด้วยเพอุบายหลากหลาย  วรรณกรรมเรื่องสามก๊กก็เลยเกิดขึ้นและไทยก็รับเข้ามาตั้งแต่รัชกาลที่หนึ่ง


     คุณคำสิงห์กล่าวว่า  ครั้งแรกที่เห็นเขาเขียนว่า เป็นวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของเอเชีย ก็รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย ท่านคิดว่าสามก๊กเป็นวรรณกรรมของประเทศจีน ทำไมมาอ้างคำว่าเอเชีย แต่ต่อมาก็พบว่าสามก๊กนั้นได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทุกภาษาในประเทศแถบเอเชีย ฝรั่งมาศึกษาโลกตะวันออกก็พบว่าสามก๊กนั้นอยู่ทุกประเทศ จึงถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นการก่อกำเนิดวรรณกรรมในประเทศของเราเรานั้นประกอบด้วยสองส่วนคือสายที่มาจากอินเดียและสายที่มาจากจีน


    มีคนถามท่านว่า แล้ววรรณกรรมไทยที่จะสร้างสรรค์ที่เป็นรูปแบบของไทยจริง ๆ นั้นไม่มีอยู่หรือ  ท่านก็เอามาคิดอยู่นาน ในที่สุดก็พบว่าจริง ๆ แล้วเราก็มีภูมิปัญญา เรามีเรื่องแต่งที่เป็นพื้นฐานทางวรรณกรรมของเราเหมือนกัน


    สองสามปีมาแล้ว หลังจากที่ประเทศใกล้ ๆ ละแวกบ้านเรานั้นมีความสุขสงบ ท่านชอบเที่ยว จึงออกไปตามประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย พม่า ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งเวียดนามนั้นเป็นประเทศที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ ท่านได้ไปเยี่ยมสิบสองจุไท ท่านพบผู้คนที่อยู่ในนั้น พอกลับมาฮานอยท่านก็สนใจใคร่รู้ในหลายสิ่งหลายอย่างในฐานะที่เป็นคนชอบฟังนิทาน ชอบอ่านนิทานหรือชอบเขียนนิทาน ท่านก็คิดถึงร้านหนังสือ ก็พยายามค้นหาหนังสือเกี่ยวกับนิทานมาเล่มหนึ่ง เขาอ้างว่าเป็นนิทานของเวียดนาม เพราะเวียดนามเป็นผู้พิมพ์ แต่พอท่านอ่านแล้ว ท่านเข้าใจว่าเวียดนามก็คงเอามาจากพวกไทยดำที่สิบสองจุไทย เพราะเรื่องที่อ่านนั้นเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกับวรรณกรรมพื้นบ้านานของประเทศไทยเรา เรื่องนั้นเขาเขียนเป็นภาษาฝรั่งไว้ว่า “Uncle  of  the Heaven” หรือ “คุณลุงของสรวงสวรรค์” แต่คุณลุงในเรื่องนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นคางคก  บ้านเราก็เป็น เรื่องพญาคันคาก


    เรื่องของเรื่องก็คือว่า วันดีคืนดี โลกนี้ก็เกิดภัยภิบัติแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดเป็นภาวะโลกร้อน อะไรทำนองนี้ พวกพืชผักต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายก็พากันล้มตาย พวกอึ่งอ่างคางคกก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ในที่สุดก็ประชุมหารือกันว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เทพเจ้าที่อยู่บนสรวงสวรรค์ที่เราส่งเครื่องสังเวยไปบูชากันแทบไม่ขาดนั้นทำอะไรอยู่ ท่านลืมแล้วหรือว่า ท่านต้องให้น้ำฝนแก่เรา  ตอนนี้ท่านหายไปไหน ในที่สุดพวกคางคกก็ประชุมตกลงกันว่า ให้คุณลุงซึ่งเป็นหัวโจกขึ้น ไปดู ไปทวงสัญญา เขาพรรณนาไว้ดีมากว่า พญาคางคกขึ้นสวรรค์ด้วยวิธีใด จากทุ่งนา เขาก็ปลิวไปกับพายุจนถึงดวงดาว จากดวงดาวก็กระโดดไปยังดาวอีกดวงหนึ่ง และก็ไต่บันไดเข้าไป ในที่สุดพญาคางคกก็ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์  เขาได้ยินเสียงดนตรีมโหรีปี่พาทย์ ได้กลิ่นธูปควันเทียน ทั่วทั้งบริเวณหอมกรุ่นด้วยดอกไม้ เขาเมียงมองไปรอบ ๆ สวรรค์ก็เห็นพวกนางฟ้าสาว ๆ ฟ้อนรำกันอยู่เต็มไปหมด พญาคางคกก็เกิดความรู้สึกว่า ที่พวกเทวดาปล่อยให้ฝนแล้งมายาวนานก็เพราะอย่างนี้นี่เอง พญาคางคกก็โกรธ เขาก็คงนึกถึงกาพย์ของพระไชยสุริยะซึ่งบรรยายความเอาไว้ตอนหนึ่งว่า


    “อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี ที่หน้าตาดีดี ทำมโหรีที่เคหา ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา”


    ด้วยความโกรธ คางคกก็อาละวาดส่งเสียงเอะอะ เข้าไปพังทะลายสรวงสวรรค์จนพังพินาศ เทวดาก็กลัวการอาละวาดของคางคก ท่านเรียกเข้าไปพบและเจรจาตกลงกัน เทวดาบอกว่า คุณลุงเบา ๆ หน่อย เรารู้ปัญหาแล้ว หยุดอาละวาดได้แล้ว ในที่สุดเทวดาก็ยอมปล่อยน้ำฝน พญาคางคกก็เกาะกระแสฝนห่าแรกลงมายังพื้นดิน


    คุณคำสิงห์ว่า วรรณกรรมพื้นถิ่นที่แสดงถึงวัฒนธรรมของบ้านเมือง วรรณกรรมก็เก็บเอาจากสิ่งเหล่านี้มาประมวลเข้าเป็นพื้นฐานของความคิด เป็นรากฐานทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นในฐานะที่อยู่ในโลกของหนังสือมายาวนาน เมื่อเห็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น   ก็ต้องพยายามอ่าน พยายามเข้าใจ  เหมือนที่ท่านวิเคราะห์ภาวการณ์ในปัจจุบันที่คนในสังคมรู้สึกขาดความปลอดภัย ขาดความมั่นทางจิตใจ  เราจึงต้องแสวงหาที่พึ่ง ในที่สุดที่พึ่งของเรามาจากไหน ก็มาจากคติความเชื่อ ที่แทรกซึมผ่านมาทางงานวรรณกรรม ซึ่งเป็นรากฐานของความคิดนี่เอง


    คุณคำสิงห์เห็นว่า วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างจะสำคัญ สำหรับพวกเราที่สนใจงานวรรณกรรมที่ได้มาพบปะมาพูดคุยร่วมกัน ส่วนเรื่องเกียรติภูมิของนักเขียนก็จงเอาไปสนทนากันต่อ และเรื่องที่ท่านเกริ่นนำนี้ คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของสังคมที่หล่อหลอมมาจากนวนิยาย ซึ่งเกิดมาจากเรื่องแต่งของบรรดาคณาจารย์ผู้มีความรู้ทั้งหลาย  ท่านหวังมากว่า  มหาวิทยาลัยราชภัฎทั้งหลายนี้ ถ้าจะเสาะแสวงหาภูมิปัญญาของท้องถิ่นจริง ๆ ก็โปรดสดับรวบรวม สิ่งที่เป็นเรื่องสั้นหรือนิทานพื้นบ้าน  หรือคติธรรมทั้งหลาย ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านมารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน จากนั้นก็ ลองเอามาวิเคราะห์  มองอย่างเข้าอกเข้าใจ ในที่สุดเราอาจจะพบว่า ต้นปัญญาที่แท้จริงของเราคืออะไร เราจะได้สร้างสรรค์สังคมให้เจริญงอกงามอย่างเป็นตัวของตัวเอง


    ในโอกาสที่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาพบกับพวกเรา นำปัญหาของสังคมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ขึ้นชื่อว่านักเขียนนั้น เราต้องอ่านสังคมรู้ ดูสังคมเป็น จึงจะเป็นนักเขียนที่ดีได้

    ๔.การอภิปรายในหัวข้อ “สถานการณ์นักเขียนอีสานวันนี้จะก้าวไปทางไหน อย่างไร”
    ผู้ดำเนินการอภิปรายคือผศ.ธัญญา สังขพันธานนท์(ไพฑูรย์ ธัญญา) ส่วนผู้อภิปรายคือคุณชาติ กอบจิตติ,คุณไพวรินทร์ ขาวงามและคุณสุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร(ทัศนาวดี)


    ผศ.ธัญญา สังขพันธานนท์กล่าวเกริ่นนำว่า นักเขียนคนหนึ่งมีอยู่สามสถานะในตัวเอง สถานะที่หนึ่งคือ สิ่งมีชีวิตในสังคม คือเป็นสมาชิกของสังคมมีพื้นถิ่นเป็นของตัวเอง สอง ความเป็นมนุษย์ที่มีประสบการณ์เหมือนกันคือมีความทุกข์ ความสุข ความโกรธ ความโลภ และความหลง สาม คือนักคิด นักเขียนมองทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเพื่อครุ่นคิดแล้วแปรออกมาเป็นงานเขียน จากนั้นจึงขอความเห็นจากผู้ร่วมอภิปรายทั้งสามคนว่า สถานการณ์นักเขียนอีสานในปัจจุบันเป็นอย่างไร


    คุณชาติ กอบจิตติ กล่าวว่า ในภาคอีสานมีนักเขียนชื่อดังอยู่หลายคน ดังนั้นนักเขียนควรจะเขียนถึงเรื่องในท้องถิ่นของตย มีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาในภาคอีสานหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเรื่องการมีโทรศัพท์มือถือ เราอาจจะตั้งข้อสังเกตว่าการมีมือถืออาจทำให้คนติดต่อกันง่ายขึ้น ปัญหาของการมีมือถือนั้นมีอยู่อย่างไรบ้าง งานเขียนเป็นงานบันทึกของสภาพบ้านเมืองในยุคนั้น ๆ นักเขียนไม่จำเป็นจะต้องไปเขียนถึงเรื่องที่อยู่ไกลตัว เรื่องใกล้ตัวเรื่องในท้องถิ่นของตัวเองก็เป็นสากลได้


    คุณชาติ กอบจิตติเสนอแนะว่า นักเขียนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเรื่องเขียน เรื่องต่าง ๆมันจะไหลวนเข้ามาให้เราได้คิดได้เขียนกันตามสภาพสังคมหรือสภาพทางเศรษฐกิจ ดังตัวเขาเองแม้จะจากมหาชัยมามาอยู่ที่ภาคอีสานเขาเองไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไหน เพียงแต่คิดว่าจะต้องทำงานให้ดีอย่างไรมากกว่า งานเขียนเป็นการบันทึกหรือการทำงานทางสังคม แต่เรื่องที่สำคัญก็คือวิธีคิดของนักเขียนมากกว่า ควรจะนำบทสรุปนั้นมานำเสนออย่างไรจึงจะให้น่าสนใจ  ยกตัวอย่างเรื่องจตุคาม นักเขียนอาจจะมองได้หลายมุม อาจจะสรุปว่าประเทศไทยกำลังป่วยอยู่ก็ได้ หรือจะมองว่าคนไทยขาดที่พึ่งแล้วไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร  ปัญหาที่สำคัญของนักเขียนก็คือเราจะนำเสนออย่างไร นักเขียนใหญ่จะเชือดเฉือนกันตรงนี้ เพราะเรื่องต่างๆ ไม่มีใครคิดเกินใคร เพราะเรื่องราวในโลกนี้มันก็คล้าย ๆ กัน นักเขียนไทยจะต้องนำเสนอให้น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้นักเขียนทุกคนต้องใส่ใจฝึกฝน แทนที่จะมาคิดว่าเราเป็นนักเขียนภาคไหน


    คุณสุทัศน์ วงศ์กระบากถาวรกล่าว นักเขียนภาคอีสานในยุคก่อนเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ของนักเขียนรุ่นใหม่ ถึงขนาดพูดกันว่ามีอยู่สาม “คำ” ที่ยิ่งใหญ่คือ คำสิงห์ ศรีนอก  คำพูน บุญทวี และคำหมาน คนไค  ทั้งสามถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณูปการของนักเขียนอีสานเป็นอย่างยิ่ง ต่อมามีนักเขียนรุ่นใหม่ที่สืบทอดแนวทางในการสะท้อนปัญหาของภาคอีสานออกมา และก็เป็นภาระหนักของนักเขียน เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเขียนเรื่องให้ยิ่งใหญ่ได้กับนักเขียนรุ่นเก่า นักเขียนภาคอีสานแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มแรก ยังติดยึดอยู่กับฉาก ตัวละคร และเรื่องราวในท้องถิ่น และกลุ่มสอง ได้ออกไปจากท้องถิ่นและไปเขียนเรื่องอื่นที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับภาคอีสาน ซึ่งในความเป็นสากลจริงๆ  ไม่ว่าจะใช้ฉากไหน เนื้อหาต่างๆ มันจะสะท้อนออกมาได้เอง


    คุณสุทัศน์กล่าวว่าในฐานะที่พวกเราเป็นนักเขียนภาคอีสาน ควรจะทำทุกอย่างด้วยความมีสติ ด้วยความรอบคอบ ไม่วู่วาม พยายามมองสังคมอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาเองกำลังให้ความสำคัญอยู่กับการล่มสลายทางจริยธรรมของคนในภาคอีสาน เพราะบรรดาครูบาอาจารย์ก็หมกมุ่นอยู่กับการหาตำแหน่ง หรือหมกมุ่นอยู่กับงานเอกสารจนหลงลืมเรื่องอื่น ๆไปหมด วงการพระก็มีปัญหา หากท่านได้ตำแหน่งก็มีการจัดเลี้ยงกันใหญ่โต คุณสุทัศน์ว่า การล่มสลายของหมู่บ้านหรือความเป็นชุมชนในภาคอีสานขณะนี้เกินเยียวยาแล้ว การปกครองท้องถิ่นทำให้บรรดาญาติพี่น้องทะเลาะบาดหมางกันเอง  ไม่มีการเอื้ออาทรกันอีกต่อไปแล้ว ถ้าเขาจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายในตอนนี้เขาจะเขียนถึงความล่มสลายทางวัฒนธรรมที่เกินเยียวยาของคนภาคอีสาน  ส่วนที่ว่านักเขียนภาคอีสานจะไปทางไหน คุณสุทัศน์กล่าวว่าจะไปทางไหนก็แล้วแต่ นักเขียนควรจะมีความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกต่อสังคม


    คุณไพวรินทร์ ขาวงามกล่าวว่า ขณะเขียนหนังสือเขาเขียนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการสื่อสารกับผู้คน ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนภาคไหน  แต่ไม่ว่าเราจะเขียนในฐานะอะไร แต่สิ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้คือต้นทุนของท้องถิ่นที่มีอยู่   หลังจากยุคของ “ลูกอีสาน” ยุคของ “ฟ้าบ่กั้น” หรือยุคของ “ครูบ้านนอก” ในภาคอีสานมีเรื่องราวใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย เพียงแต่ว่าเราได้หยิบยกมาใช้เป็นข้อมูลหรือวัตถุดิบได้แค่ไหน


    คุณไพวรินทร์บอกว่านักเขียนบางคนมีความรู้ มีความสามารถ แต่ไม่อาจเขียนหนังสือออกมาให้น่าสนใจได้ เพราะเขาไม่ได้ใช้พลังของความเป็นศิลปินนำเอางานวิชาการต่าง ๆ ออกมาเป็นงานศิลปะอย่างน่าสนใจ แต่บางคนเขียนหนังสือได้น่าอ่าน แต่ข้อมูลที่เอามาใช้นั้นน้อยเกินไปอีก เขาสรุปว่าถึงแม้โลกนี้จะแตกลงและเขาได้อพยพไปอยู่บนดวงจันทร์ ถ้าจะเขียนบทกวีขึ้นสักชิ้นหนึ่งเขาก็ยังจะเขียนถึงเรื่องราวในบ้านเกิดของตัวเอง

    ๕.การเสนอผลอภิปรายกลุ่มย่อย ในหัวข้อ "ปัญหาของนักเขียนภาคอีกสานในวันนี้”


    ๕.๑  กลุ่มเรื่องสั้น


     วิทยากรท้องถิ่นประจำกลุ่มคือ คุณปราโมทย์  ในจิต
     วิทยากรจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคือ คุณจตุพล บุญพรัด
     ประธานกลุ่มรายงานว่า  กลุ่มเรื่องสั้น  มีนักศึกษาเป็นจำนวนมาก  ได้สัมมนากันแล้วพบว่า มีปัญหามาก สรุปได้เป็นประเด็น ๆดังนี้


     -ผู้คนในแวดวงวรรณกรรมยังขาดความเข้าใจในเรื่องความหมายของเรื่องสั้น  หนังสือหรือตำราเกี่ยวกับเรื่องสั้นก็น้อยเกินไป


     -เวทีสำหรับนักเขียนเรื่องสั้นในนิตยสารต่าง ๆและหนังสือพิมพ์ยังมีน้อยมาก  และบรรณาธิการที่คัดเรื่องก็ยังมีประสบการณ์ภูมิรู้ไม่เพียงพอ  

     -ค่าเรื่องสำหรับนักเขียนเรื่องสั้นยังน้อยเกินไป   ต้องมีการปรับปรุงเพื่อความเหมาะสม
     -คุณภาพของนักอ่านยังไม่เพียงพอ -ราคาหนังสือในท้องตลาดปัจจุบันแพงเกินไป  ราคากระดาษก็แพงเกินไป
     -โทรศัพท์มือถือหรือโทรทัศน์ แย่งตลาดนักอ่านไป
     แนวทางการแก้ปัญหา
    หนึ่ง- ควรจัดให้มีห้องสมุดที่เข้มแข็ง
    สอง- ควรจัดให้มีกิจกรรมเพื่อการกระตุ้นการอ่าน  และจัดให้มีหิ้งหนังสือแม่บ้านทุกครัวเรือน


    ๕.๒กลุ่มบทกวี


     วิทยากรท้องถิ่นประจำกลุ่มคือ คุณประยูร  ลาแสง หรือ “พระไม้”
     วิทยากรจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคือ คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  คุณพินิจ  นิลรัตน์
     ผู้แทนกลุ่มรายงานว่า  สถานการณ์ของกวีในภาคอีสานแบ่งออกเป็น ๓  ประเด็นคือ


    หนึ่ง- สถานการณ์ของกวี


    -ปัจจุบันกวีอยู่ในสถานะที่ลำบาก  คุณภาพชีวิตไม่สมบูรณ์  มีปัญหาปากท้อง  ไม่มีพื้นที่เสนอผลงาน ค่าเรื่องน้อย ไม่สามารถเขียนบทกวีเป็นอาชีพได้
    -กวีไม่พัฒนาตนเอง  และบางครั้งกวีสร้างงานยากเกินไป 
    ข้อเสนอแนะ
    -ให้มีการรวมกลุ่มปะทะความคิดกัน  เพื่อต่อยอดแนวความคิดให้แก่กัน  เป็นการแตกใบ  แตกช่อ ต่อดอก

    สอง- สถานการณ์ของผู้อ่าน


    -คนอีสาน  เด็กและเยาวชนมีปัญหาเรื่องการอ่าน   ระบบการศึกษามีปัญหา  การอ่านอ่อนแอ  บางครั้งกวีเขียนงานอ่านยากเกินไป  ผู้อ่านเข้าไม่ถึง  ยิ่งรู้สึกว่างานกวีอ่านยาก  ยิ่งไม่สนใจอ่าน  การยกเลิกการท่องอาขยานทำให้บทกวียิ่งไม่ได้รับความสนใจ
    -ร้านหนังสือ  การอ่านไม่เข้มแข็ง  ร้านขายหนังสือไม่ได้


    ข้อเสนอแนะ
    -ต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
    -ต้องแก้ปัญหาหลักสูตรการศึกษาจากส่วนกลาง
    -ครูต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการอ่าน  อาจารย์ประยูร ลาแสง เคยนำเอาบทกวีมาแต่งเป็นเพลงสอนเด็กเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการอ่าน
    -ต้องมีการบูรณาการ  ให้ใช้บทกวีเข้าไปในชีวิตให้มากขึ้น


    สาม- สถานการณ์ด้านเวทีการเขียน


    -ในหน้านิตยสารหรือหนังสือพิมพ์มีเวทีสำหรับการแสดงออกของกวีน้อยเกินไป 
      ข้อเสนอแนะ
      -ให้จัดหาเวทีสำหรับบทกวีในสื่ออื่น ๆเพิ่มขึ้น  เช่น สื่อวิทยุ(ท้องถิ่น)
      
    ๕.๓  กลุ่มนวนิยาย


     วิทยากรท้องถิ่นประจำกลุ่มคือ คุณสมคิด  สิงสง
     วิทยากรจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคือ คุณกนกวลี  พจนปกรณ์  คุณขจรฤทธิ์ รักษา 
     ผู้แทนกลุ่มรายงานว่า ปัญหาของกลุ่มนักเขียนนวนิยาย มีดังนี้


    หนึ่ง- ปัญหาด้านวัฒนธรรมการอ่าน


    -สังคมการอ่านนวนิยายไม่เข้มแข็ง  ไม่มีการอ่าน
    -หนังสือที่ผลิตขึ้นมา  ราคาแพงเกินไป
    -ขาดการส่งเสริมการอ่าน
    -ขาดโอกาสที่จะเข้าถึงหนังสือ
    ข้อเสนอแนะ
    -ควรมีการลดต้นทุนการผลิต  เพื่อให้หนังสือราคาถูกลง
    -ใช้เพลงเป็นสื่อ  ทำให้คนอยากอ่านหนังสือมากขึ้น
    -ครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงหนังสือ


     สอง-ปัญหาด้านการเขียน 


      -นักเขียนขาดข้อมูล  นักเขียนเขียนนวนิยายไม่เป็น
      -ไม่มีสำนักพิมพ์เพื่อเผยแพร่ผลงาน
      ข้อเสนอแนะ
      -นักเขียนต้องใฝ่หาความรู้และฝึกเขียนด้วยตนเอง
      -ควรมีกิจกรรมออกค่ายนักเขียน  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเองในการเขียน 


    ๕.๔  กลุ่มสารคดี


     วิทยากรท้องถิ่นประจำกลุ่มคือ คุณวีระ  สุดสังข์
     วิทยากรจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคือ คุณดล  ปิ่นเฉลียว
     ผู้แทนกลุ่มรายงานว่า  ในกลุ่มมีผู้เข้าร่วมสัมมนาสองแบบคือ  นักเขียนสารคดีที่มีสังกัดแล้ว กับนักเขียนสารคดีที่ไม่มีสังกัด


     ปัญหาของนักเขียนสารคดี
     -เขียนได้ยาก  ไม่รู้จะเขียนอย่างไร
     -เขียนแล้วจะผ่านหรือไม่ผ่าน
     -ไม่มีแหล่งข้อมูลจะเขียน  และหรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้
     -ไม่มีสนามตีพิมพ์/
     -รางวัลสำหรับนักเขียนสารคดีน้อยเกินไป  เช่น  รางวัลซีไรต์ไม่มีประเภทสารคดี
     ข้อเสนอแนะ
     -จัดหาเวทีให้นักเขียนสารคดีเพิ่มขึ้น
     -จัดให้มีรางวัลสำหรับนักเขียนสารคดีให้มากขึ้น

    ๖. ข้อสังเกตจากนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


    คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๓ (ภาคอีสาน)  ดังนี้


    หนึ่ง-นักเขียนอาวุโส และนักเขียนผู้มีชื่อเสียงต่างเสนอให้นักเขียนร่วมวิเคราะห์สังคมให้มากขึ้นเพื่อจะได้รู้เท่าทันโลกและชีวิต


    สอง-การสัมมนากลุ่มย่อย  แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมแต่ละประเภท  วึ่งมีพัฒนาการไม่เท่ากัน  และนักเขียนเข้าไปร่วมแสดงปัญหาในแต่ละกลุ่มน้อยไป


    สาม-มีการขอความช่วยเหลือจากรัฐชัดเจนในส่วนของการจัดหลักสูตรการศึกษา  เพื่อการส่งเสริมการอ่าน การเขียน  และขอให้รัฐกำหนดนโยบายทำให้กระดาษถูกลงเพื่อราคาหนังสือจะได้ถูกลงด้วย


    สมาคมนักเขียนรับข้อเสนอทั้งหมดไว้พิจารณา  และส่วนใดที่ดำเนินการได้  จัดเป็นกิจกรรมได้ ก็จะได้ดำเนินการต่อไป  ส่วนใดที่ไม่สามารถทำได้ก็จะได้พิจารณาหาทางแก้ไขต่อไป

       ----------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design