สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 24 กันยายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม

  • รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้)
    โพสต์โดย : mataree
    2007-09-11 20:19:35

    รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้)
    ในหัวข้อ “สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพหรือปริมาณ”
    ณ ห้องพรหมโยธี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
    มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
    วันเสาร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เวลา ๘.๓๐-๑๗.๐๐ น.
    โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
    และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
    ………………………………………………………………

     สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช  โดยการสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม  จัดการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ ๒ (ภาคใต้) มีรายละเอียดดังนี้

    ๑. รองศาสตราจารย์วิมล ดำศรี รองอธิการบดีกล่าวต้อนรับ


    รองศาสตราจารย์วิมล ดำศรี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับคณะนักเขียน ด้วยความภาคภูมิใจที่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนานักเขียนระดับประเทศในส่วนภาคใต้ครั้งนี้  โดยกล่าวเปรียบเทียบว่า โดยปกติช้างเหยียบนาพญาเหยียบเมืองถือว่าเป็นสิริมงคลสูงสุดแล้ว แต่วันนี้มีนักเขียนมาเหยียบสถาบันแห่งนี้ นับเป็นสิริมงคลสูงสุดเช่นกัน
    งานครั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏจัดเป็น “เทศกาล เปิดขุมกำลังนักเขียนใต้”  จัดรวมทั้งหมด ๓ วัน คือวันที่ ๒๗–๒๙  กรกฎาคม ๒๕๕๐ โดยมีรายละเอียดคือ
    ๒๗ กรกฎาคม  หัวข้อ การเขียนชนบทในวรรณกรรมภาคใต้  เนื่องในวาระ ๒๕ ปี กลุ่มนาคร
    ๒๘ กรกฎาคม  หัวข้อ  สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพหรือปริมาณ
    ๒๙ กรกฎาคม  หัวข้อ  ประชุมความร่วมมือนานาชาติ ระหว่างนักเขียนไทย-มาเลเซีย

    ๒. นายกสมาคมนักเขียน (ชมัยภร แสงกระจ่าง) ชี้แจงความเป็นมาของการจัดงาน


    ชมัยภร แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า เกิดขึ้นได้เพราะสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้สนับสนุน โดยคาดหวังถึงการพบปะแลกเปลี่ยนประเด็นความรู้ ปัญหา ของนักเขียนแต่ละภาคร่วมกัน ซึ่งแต่ละแห่งจะมีลักษณะการจัดงานที่แตกต่างกันไป แต่ไม่ทิ้งแกนหลัก คือสถานการณ์นักเขียนไทยในปัจจุบัน


    นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้กล่าวชื่นชมความพร้อมในการจัดงานของภาคใต้ ที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชเป็นหน่วยงานกลาง  ซึ่งให้ความสำคัญต่อวรรณกรรม และนักเขียน  เพราะงานในครั้งนี้จัดเป็น “เทศกาล เปิดขุมกำลังนักเขียนใต้” นับเป็นการระดมความคิดเป็นครั้งใหญ่ ทำให้คาดหวังว่างานสัมมนาครั้งนี้จะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการแสดงพลังความคิดอย่างเข้มข้นดังชื่องาน และนายกสมาคมนักเขียนได้มอบบทกวี  “ถนนนักเขียน” แทนการกล่าวเปิดงานในครั้งนี้
     
    ๓. ปาฐกถานำ “พลังอำนาจและสิ่งสร้างสรรค์วรรณกรรม สู่ทศวรรษใหม่” โดย สถาพร ศรีสัจจัง ผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ และศิลปินแห่งชาติ


    สถาพร ศรีสัจจัง กล่าวว่าหากถูกถามว่า ‘พลังอำนาจและสิ่งที่มากำหนดให้การสร้างสรรค์วรรณกรรมที่จะก้าวสู่ทศวรรษหน้าเป็นอย่างไร?’ นั้น คิดว่านักเขียนทั้งหลายคงประจักษ์รับรู้กันอยู่ว่า มีเงื่อนเหตุอะไรบ้าง โดยทัศนะส่วนตัวเห็นว่างานวรรณกรรมเป็นเหมือนเสียงกลอง เสียงกลองจะดังได้ต้องมีคนตี แล้วเบื้องหลังของคนต้องมีสังคมรองรับอยู่ เสนีย์ เสาวพงศ์ เห็นว่าการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมก็เช่นเดียวกับการตีกลอง ไม่ว่าเงื่อนไขจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตัวกระบวนการก็จะยังดำรงอยู่ ซึ่งประกอบปัจจัยด้วย ๒ ส่วน
    หนึ่ง ปัจจัยที่เป็นเงื่อนเหตุภายนอก ที่จะมากำหนดให้นักเขียนสร้างสรรค์งานอย่างไร
    สอง ปัจจัยชี้ขาด คือ ปัจจัยทางอัตวิสัยของนักเขียนหรือวงการนักเขียนเอง


    เงื่อนไขกระแสหลักของระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต กระแสหลักของโลก คือกระแสเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริโภค เมื่อกระแสความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นตัวกำหนดว่า นักเขียนต้องสร้าง ต้องเป็นอะไร ซึ่งไปความสัมพันธ์ทางการผลิตทุนนิยม วรรณกรรมซึ่งเป็นผลิตผลหนึ่งของมนุษย์ก็จะต้องถูกโปรแกรมเหมือนระบบทุนนิยมโปรแกรมให้สรรพสิ่งในจักรวาลหรือเอกภพนี้กลายเป็นสินค้าหรือสิ่งที่มีมูลค่า งานวรรณกรรมในกระแสทุนนิยม จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ออกสู่ตลาด เพื่อเก็งกำไรสูงสุด โดยระบบไม่ว่าผู้สร้างจะคิดอย่างไร โปรแกรมเมอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการกำหนดนี้คือทุนนิยม อันเป็นกระแสหลักของโลก สามารถใช้เครื่องมือทุกประการโปรแกรมมายังนักเขียนซึ่งเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนคนในสังคมทั่วไปที่จะต้องสร้างผลิตผลของตนเองขึ้นมา


    ภาพปรากฏของงานที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่จะถึงนี้ จึงไม่น่าจะแตกต่างจากภาพปรากฏที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันมากนัก คือจะมีงานใน ๒ ลักษณะ ตามเจตนาการผลิต
    ลักษณะแรก เป็นงานproductionแท้ๆ ที่ต้องการผลิตเป็นสินค้าออกมารับความต้องการของท้องตลาด เป็นวรรณกรรมกระแสหลัก เหมือนกับที่เคยเป็นมาทุกยุคสมัย แต่มีลักษณะหลากหลายมากขึ้น เช่นในอดีตเราไม่มีวรรณกรรมที่นำเสนอแบบแฟนตาซีมากนัก ก็จะมีวรรณกรรมแฟนตาซีมากขึ้น ในอดีตเรายังขาดตัวเงื่อนเหตุปัจจัยของสังคมแบบดิจิตอล ยังเป็นสังคมอะนาลอกอยู่เกือบทั้งหมด ถึงห้วงเวลาทศวรรษหน้าวรรณกรรมดิจิตอลที่มีการประมวลผลแบบสำเร็จรูปน่าจะเกิดมากขึ้น เป็นวรรณกรรมสำเร็จรูปที่ไม่มีความต่าง ถ้าเป็นสีก็เป็นสีที่มีเกรนเรียบสนิท


    ลักษณะที่สอง พลังอำนาจอัตวิสัย ยังมีพลังอีกตัวหนึ่งเป็นพลังอำนาจที่ภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า ครูหมอ คือน่าจะยังมีครูหมอของศิลปินอยู่ พลังอำนาจทางอัตวิสัยของความเป็นศิลปินที่มีเจตนามุ่งในการสร้างงานศิลปะ เป็นกระแสทางเลือกที่อาจจะหลุดพ้นจากด้านหลักในการถูกโปรแกรมจากกระแสเศรษฐกิจทุนนิยม คิดว่าพลังอัตวิสัยตรงนี้ก็จะเป็นอีกกระแสหนึ่ง ที่เข้ามาทัดทานกัน ถ้าลองหวนกลับพิจารณาในกระแสวรรณกรรมของโลกเท่าที่เคยมีมา พบว่าในขณะที่มีกระแสหลักซึ่งถูกกำหนดโดยเงื่อนไขของภาวะวิสัยห้วงเวลานั้น ๆ มันก็จะมีกระแสทางเลือก ที่เรียกว่า ออลเทอร์เนตีฟ เกิดขึ้นคู่กัน งานวรรณกรรมในลักษณะนี้จะเป็นวรรณกรรมที่ทวนกระแส เป็นงานศิลปะที่มีดุลยภาพทางอัตวิสัยของตนเอง


    ขนบของวรรณคดีไทยทุกครั้งที่มีการเขียนเรื่องขึ้นมาจะมีการไหว้ครู การไหว้ครูของขนบในวรรณคดีทุกครั้งที่อ่านรู้สึกไม่มีความสุข ไม่สนุก ไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่เมื่อได้อ่านการไหว้ครูของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ในกวีนิพนธ์ขนาดยาวอย่าง ลำนำภูกระดึง ตอนไหว้พระพิฆเนศจากศรัทธาความเชื่อ รับรู้นี่คือนวัตกรรมของการไหว้ครู เพราะมันได้ส่งผ่านพลังทางอัตวิสัยของกวีที่มีลักษณะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสร้างงานแบบขนบที่เคยอ่านมา ทั้งที่เป็นการไหว้ครูด้วยกลอน และเป็นกลอนที่มีจังหวะที่เราไม่คุ้นชิน คือมีจังหวะ ท่วงทำนองหรือเสียง ...กราบพิฆเนศวิเศษกายสิทธิ์ นิรมิตสิงกาพย์แก้ว วรพักตรกุญชรประเสริฐเพริศแพร้ว แววรุ้งรัศมีศรีอาทิตย์... ทำให้รู้สึกถึงพลังบางอย่าง สิ่งอย่างนี้มันอาจจะเกิดขึ้นในเงื่อนไขกระแสหลัก


    วรรณกรรมในช่วงทศวรรษหน้าจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันนี้มีความซับซ้อน แน่นอนมันส่งผลถึงการกำหนดและแสวงหารูปแบบของการสร้างสรรค์งานศิลปะมากขึ้น ต้องแสวงหาเนื้อหาที่ใหม่ขึ้น พลังวิริยภาพของนักเขียนที่เป็นพลังอัตวิสัย ก็คือการที่สามารถจะประมวลข้อมูล แล้วมองนำเพื่อก่อให้เกิดรสนิยมใหม่ เพราะมีแต่รสนิยมใหม่เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดจินตนาการใหม่ๆ ได้ ความรู้ที่ถูกประมวลขึ้นมาเพื่อก่อรสนิยมสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ให้กับสังคม จึงเป็นการประสานที่ต้องแนบแน่น ต้องมีการแมทชิ่ง(Matching)กันอย่างแท้จริง ระหว่างพลังข้อมูลการรับรู้ทางภาวะวิสัยอันหมายถึงเรื่องทางสังคม กับพลังทางอัตวิสัยอันหมายถึงเรื่องราวเฉพาะตัว ตัววรรณกรรมเป็นชิ้นงานหลักที่ผู้รับสารจะรับนั้นนักเขียนจะต้องประมวลหลอม ๒ เงื่อนไขนี้เข้าด้วยกันจึงจะสามารถที่จะไปบรรลุความสำเร็จของงานวรรณกรรมในช่วงทศวรรษนี้หรือทศวรรษหน้าได้


    ภายใต้เงื่อนเหตุภาวะวิสัยเช่นนี้ เกียรติภูมิของนักเขียนจะเป็นอย่างไร จะยังมีอยู่หรือไม่ ถ้างานเขียนเป็นโพรดักชั่นเป็นผลิตภัณฑ์จากอะไรก็แล้วแต่  ถ้ามันจะมีคุณค่า มันจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความรัก เหมือนที่คาลิล ยิบราน เคยกล่าวไว้ว่า การงานมิใช่อะไรอื่น คือความรักที่สำแดงตัวเป็นรูปร่าง ถ้างานเขียนคือการงานของนักเขียน งานเขียนคือนักเขียนที่มีเกียรติภูมิ นักเขียนซึ่งสามารถจะสำแดงความรักที่ตนเองมีอยู่ ต่อชีวิต ต่อมหาชน หรือต่อจักรวาลอะไรก็แล้วแต่ออกมาเป็นรูปร่าง อย่างที่ตนเองเชื่อ คิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันจะมีพลัง จะมีอำนาจ


    ถามว่าถ้านักเขียนทำได้แค่นี้เกียรติภูมินักเขียนจะยังดำรงอยู่หรือไม่ คิดว่าสิ่งที่ เสนีย์ เสาวพงศ์ เคยกล่าวไว้ว่า นักเขียนเปรียบเสมือนวิศวกรทางจิตวิญญาณ เพราะนักเขียนคือวิศวกรผู้สร้างจิตวิญญาณของมนุษย์ ถ้าสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เลว เป็นวิศวกรซึ่งออกแบบเรื่องราวที่จะไปหล่อหลอมจิตวิญญาณให้มนุษย์หมกมุ่นกับสิ่งที่ชั่วร้ายสามานย์ เขาก็ไม่มีคุณค่าใดๆ เสนีย์ เสาวพงศ์  กล่าวว่า วิศวกรที่เขาออกแบบบ้านสร้างตึกทั้งหลายถ้าออกแบบผิด อย่างมากตึกก็พังลง แต่ถ้าวิศวกรทางจิตวิญญาณออกแบบไปหล่อหลอมจิตวิญญาณ มอมเมาจิตวิญญาณของมนุษย์ให้ลงต่ำ เร่ลงไปหามิจฉาทิฐิ ก็แน่นอนว่า เขาจะเป็นอาชญากร


    ฉะนั้น เกียรติของคนสร้างสรรค์งานศิลปะ แท้จริงดำรงอยู่แล้ว โดยปรากฏการณ์ที่เป็นจริงของศิลปินคนนั้น เกียรติเหล่านี้ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยหรือองค์กรทางวัฒนธรรม อาจจะช่วยเชิดชูเกียรติได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องทางอัตวิสัย ไม่ว่าคุณจะถูกแต่งตั้งให้เป็นศิลปินแห่งชาติ หรือว่าคุณถูกแต่งตั้งให้เป็นนักเขียนมือหนึ่งของประเทศไทย หรืออะไรก็แล้วแต่  การตระหนักรู้ของความมีเกียรติของคนสร้างสรรค์งานศิลปะดำรงอยู่แล้วโดยตัวเอง


    อย่างไรก็ตามงานศิลปะนั้น  เป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์โดยพลังวิริยภาพอัตวิสัย นักเขียนจึงจะโดดเดี่ยวต่อไป!!! นักเขียนจึงจะยังต้องอยู่กับตัวเอง ถึงแม้เขาจะเป็นนักเขียนของมหาชน ถึงแม้เขาจะเป็นนักเขียนเบสเซลเลอร์หรืออะไรก็แล้วแต่


    ในความมีเกียรติเหมือนกับคนทั่วไปในสังคมนี้ ถ้ายกย่องเงิน นักเขียนที่จะมีเกียรติก็คือนักเขียนที่ขายได้มาก ไม่ว่าเบื้องหลังของนักเขียนคนนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเบื้องหลังของนักเขียนคนนั้นจะสามานย์ขนาดไหน ก็เหมือนกับคนรวยในสังคมถ้ามีเงินมากแล้วก็คล้ายจะถูกยกย่องเชิดชู มโนธรรมและความตระหนักรู้ในความเป็นตัวของตนเองต่างหาก ที่ท้ายที่สุดจะยังคงดำรงอยู่      นักเขียนจะประสบความสำเร็จมีเงินแค่ไหน เป้าหมายนั้นน่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้านักเขียนคนนั้นยังอยู่ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์งานเพื่อมหาชนอย่างแท้จริง


    การเตรียมตัวเพื่อสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในทศวรรษหน้า คือการเตรียมจิตวิญญาณ การเตรียมทางมโนธรรม การเตรียมเพื่อที่จะไปตอบคำถามสังคมที่ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มบ่อนเซาะทำลายโลกจักรวาลและเอกภพนี้มากขึ้น ในวันเวลาเช่นนั้น วรรณกรรมที่มีนัยคล้ายๆ กับวรรณกรรมของแจ็ค ลอนดอน ไม่ว่าจะเรื่อง เสียงเพรียกจากพงไพร น่าจะเป็นทางเลือก เป็นตัวแทนเพื่อตอบคำถามว่าการที่คุณจะคืนกลับไปสู่ธรรมชาติเดิมแท้น่าจะย้อนกลับมา นี่เป็นข้อสังเกต


    ส่วนคำถามที่ว่า วรรณกรรมหรือเรื่องแต่ง  ไม่ว่าจะเป็นนิยายเรื่องสั้น/กวีนิพนธ์/สารคดี มันจะอยู่ในรูปของเนื้อหาและรูปแบบอย่างไร  คงไม่มีสูตรสำเร็จที่ใครจะมอบให้ใครได้ ทั้งหมดคงเป็นเพียงแค่การตั้งข้อสังเกตของคนๆ หนึ่งที่อาจจะมีประสบการณ์มาจำกัดตัวเองได้ร่วมกัดกิน ร่วมสร้างงานเหล่านี้อยู่บ้าง


    ในวันเวลาที่สังคมจะยิ่งซับซ้อนขึ้น ในวันเวลาที่มนุษย์ต้องการคำอธิบายให้ตัวเอง แล้วเดินทางห่างไกลไปจากตัวเองมากยิ่งขึ้นเช่นนี้ ภารกิจที่สำคัญของนักเขียน น่าจะต้องตอบคำถามร่วมกันกับเพื่อนมนุษย์อื่นว่า เราจะมีนโนธรรมที่งดงามเพื่อดำรงอยู่ในโลกนี้ จักรวาลนี้ ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขได้อย่างไร คำถามนี้จะยังคงอยู่แล้ว คงจะต้องหาคำตอบร่วมกัน

    ๔. บรรยายเรื่อง “วิธีการสร้างสรรค์ท้องถิ่นสู่วรรณกรรมโลก” โดย สรณัฐ ไตรลังคะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


    วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ เป็นการสำนึกหรือแสดงความจงรักภักดีและความรักในมาตุภูมิ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ภาษา ผู้คน วัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  แม้ความรู้ในเรื่องภาคใต้จะมีน้อย แต่ก็ยังรู้สึกว่าการที่ภาคใต้มีความซับซ้อนหรือหลากหลาย ทำให้วรรณกรรมของภาคใต้จะถูกเหมารวมด้วย เมื่อมองจากสายตาของคนที่มาจากถิ่นอื่น


    ในความเป็นจริงที่หลากหลาย ยังมีงานประเภทวรรณกรรมรอบทะเลสาบสงขลาที่  สามารถแสดงออกถึงความหลากหลายได้มากขนาดนั้น สามารถมีพื้นที่ที่แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ แต่ความรู้ตรงนี้หายไปไหน คนที่มาจากภาคอื่นอาจจะไม่รู้ถึงความซับซ้อน ความหลากหลายของพื้นที่ด้วยซ้ำ คนใต้จะนำเสนอสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างไร  ยกตัวอย่างจากรวมเรื่องสั้น “แขกในบ้านตัวเอง” ซึ่งบอกว่าเป็นภาคต่อเนื่องจากรวมเรื่องสั้นชุด “คลื่นทะเลใต้” บรรณาธิการชี้แจงว่าในเล่มคลื่นทะเลใต้นั้น ส่วนที่ขาดหายไปคือความเป็นพื้นถิ่นมุสลิม ซึ่งอันนี้แหละคือสิ่งที่เราต้องการ คือ ความหลากหลาย มีงานเหล่านี้เพื่อให้คนเหล่านี้อ่าน
    สำหรับงานภูมิภาคนิยม เล่มแรกที่นึกถึงคือ ลูกอีสาน เป็นงานชิ้นเยี่ยมซึ่งแนวทางชัดเจนมาก ในลักษณะการแสดงภาพทางคติชนวิทยา เป็นความบริสุทธิ์ แสดงการหวนไห้ถึงอดีต เมื่อครั้งยังเด็ก เป็นงานแนวอัตชีวประวัติ เพียงแต่ว่าเขียนในนามผู้เล่าเรื่องเท่านั้นเอง เป็นงานที่มีความละเมียดละไมละเอียดลึกซึ้ง และเป็นงานซึ่งจะคงอยู่ในบรรณพิภพต่อไปเพราะว่าความลึกซึ้ง การแสดงอัตลักษณ์ของเขา ทำให้เห็นว่างานที่เขียนใน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นงานที่บริสุทธิ์มากเลย ไม่ได้เจือบริบททางประวัติศาสตร์ในขณะซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ ซึ่งน่าสนใจว่า งานนั้นออกมาในลักษณะนั้นได้อย่างไรหรือมีจุดมุ่งหมายอย่างไร


    ปัจจุบันการแสดงงานภูมิภาคนิยมมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะสังคมเปลี่ยนไป เกิดความขัดแย้งในบริบทของสังคม เราจะเห็นว่าเรื่องของเขตพื้นที่ ลักษณะภูมิภาค ลักษณะของชาติ และโลกาภิวัตน์ มันเป็นวงที่ขยายออกไปเรื่อยๆ ในความเป็นท้องถิ่นมันมีความขัดแย้งกับความเป็นชาติ เป็นรัฐ ซึ่งต้องอาจให้ความสำคัญกับท้องถิ่นน้อยลง ในโลกาภิวัตน์ทุกอย่างทุกพื้นที่ถูกกลืนเข้าไป ฉะนั้นตรงนี้มันเกิดความซับซ้อนของการสร้างงานขึ้นมาตามสมควร


    แต่ในโลกนี้เมื่อมีการกดขี่ก็จะมีการต่อต้าน ฉะนั้น  ในโลกปัจจุบันจะมีแนวคิดของงาน แนวโพสต์โคโลเนียล ซึ่งอาจจะเรียกว่ายุคหลังอาณานิคม เป็นแนวคิดของกลุ่มงานต่อต้านการครอบงำของจักรวรรดินิยม งานกลุ่มนี้จะเกิดประมาณ ๑๙๖๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กลุ่มผู้ทำงานที่รักอิสรภาพนี้ต้องการแสดงพลังอำนาจหรืออัตลักษณ์ของตัวเองเพื่อต่อต้านการครอบงำซึ่งไม่เฉพาะการเมืองอย่างเดียว แต่รวมถึงสังคม-ประวัติศาสตร์และอื่น ๆ มันจึงเกิดงานที่สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมา ทั่วโลกจึงมีงานที่แสดงความหลากหลายทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นเกิดขึ้นมา เหมือนแรงต้านที่เกิดขึ้น ในเมืองไทยซึ่งไม่มีการกดขี่ครอบงำจากต่างชาติในทางการเมือง แต่มีเรื่องของการครอบงำทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องการชิงพื้นที่ทางกายภาพ แต่เป็นการชิงพื้นที่ทางนามธรรม เพราะฉะนั้นแนวคิดอัตลักษณ์จึงเกิดขึ้นมา


    แต่ขณะที่มีการกลืนวัฒนธรรมนั้น ยุคนี้กลับมีงานโพสต์โคโลเนียล ที่เป็นอัตลักษณ์ออกมามากที่สุดในประวัติศาสตร์ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เราน่าจะให้ความสำคัญ
    ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่เห็นในภาคใต้ อย่างวันนี้เห็นป้ายโฆษณาเนสกาแฟ ว่า คนใต้เข้มข้น ทั่วทั้งประเทศไทยไม่มีการโฆษณาอัตลักษณ์แบบนี้ นี่คือความเป็นอัตลักษณ์ของคนใต้อย่างชัดเจน  ชัดเจนขนาดเนสกาแฟขึ้นป้ายเฉพาะถิ่นได้ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก และบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับพื้นที่ที่น่าสนใจทีเดียว


    งานวรรณกรรมภูมิภาคที่สามารถทำได้น้ำเนื้ออย่างสำคัญมากคือ การทำประชุมนิพนธ์ ไม่ใช่เป็นการผลิตงานอย่างเดียว งานประเภทประชุมนิพนธ์ขอชื่นชม สำนักพิมพ์นาคร ที่ผลิตงานอย่าง “คลื่นทะเลใต้” และ“แขกในบ้านตัวเอง” ขึ้นมา เป็นประชุมนิพนธ์ที่สมบูรณ์ ในแง่การเขียนบทวิเคราะห์ที่ดี เขียนได้ดีในแง่ทำให้เราเห็นความเป็นมาของประวัติวรรณกรรม ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราขาด ต้องการคนเขียนอีกจำนวนมาก ไม่อย่างนั้นงานเก่าๆ จะสูญหายไป


    นักเขียนภาคใต้เขียนเรื่องสั้นได้ดี ส่วนนวนิยายยังต้องพัฒนาอีก อย่างงานที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ไปอยู่ในประชุมนิพนธ์หลายเล่ม ที่เป็นเรื่องสั้นก็คือเรื่อง โลกใบเล็กของซัลมาน ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เรื่องนี้ยอดเยี่ยมมากในแง่ที่กนกพงศ์เป็นคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสามารถนำเสนอออกมาในงานวรรณกรรมอย่างดีมาก


    โลกใบเล็กของซัลมาน เป็นการพูดถึงคนซึ่งรักแผ่นดิน ยอมที่จะตายดีกว่าที่จะขายพื้นที่ตัวเองซึ่งถูกรุกรานโดยบริโภคนิยมโลกาภิวัตน์หรืออะไรก็ตาม ถ้าเป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบเก่า เราจะมีความรู้สึกของความเป็นขาวเป็นดำชัดเจน แต่วิธีเขียนของกนกพงศ์สามารถทำให้เราเกิดปัญหาในการตัดสินว่า เรื่องนี้บอกอะไรเรา หรือว่าแนวคิดที่เรานำเสนอบอกอะไร หรือท้าทายให้เราคิด การเล่าเรื่องแบบเมตาฟิกชั่น คือมีนักเขียนมาเล่าอีกทีแล้วก็เป็นการสนทนาระหว่างคนที่ขายที่ดินของตัวเองแล้วบอกว่าซัลมานนั้นโง่ เหมือนกับเป็นวิธีการเล่าเรื่องอีกชั้นหนึ่งของซัลมาน คือนอกจากจะมีซัลมานแล้วยังมีผู้เล่าเรื่องครอบไปอีกชั้นหนึ่ง มันเป็นอันเดอร์ไมด์ มันบ่อนทำลาย เรื่องเล่าของซัลมาน ทำให้รู้สึกว่าที่สุดแล้วซัลมานเป็นคนมีศักดิ์ศรีหรือคนโง่กันแน่ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องเอาไปคิด มันเป็นปัญหาซึ่งเราต้องนำไปขบคิดว่าซัลมานควรขายหรือไม่ขายที่ดินของตน ในระบบทุนนิยมที่สู้ไม่ได้ ควรจะยอมแพ้หรือควรจะรักถิ่นแล้วยืนยันความคิดเดิม เป็นความขัดแย้งที่ยากจะตัดสิน เรื่องนี้อ่านเมื่อไหร่ก็ยังสะเทือน


    อีกเรื่องหนึ่งของกนกพงศ์คือ “สะพานขาด” ที่เขียนมานานแล้ว แม้ว่าบริบทเปลี่ยนไป เรารู้สึกว่ายังสร้างพลังอยู่ นั่นเป็นเพราะว่าเขาทิ้งปัญหาให้เราขบคิดไว้มากมาย ความผิดถูก ควรทำหรือไม่ทำ มันคือความกำกวมไม่แน่นอนของสัญญะความคิด มันผลักดันให้เราสะเทือนใจ ทิ้งอะไรให้เราคิดมากมาย


    มาเรียนรู้จากเพื่อนนักเขียนไทยก่อนถึงงานที่ดีมีวิธีการทำงานที่ดี ก็คืองานของวินทร์  เลียววาริณ เช่น ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และปีกแดง หรืองานของอาจารย์ประทีป ชุมพล เรื่อง เคโกะ หรือจากเสียงเพรียกจากท้องน้ำ พวกนี้เป็นงานซึ่งทำงานวิจัยอย่างหนักกว่าจะออกมาเป็นงาน งานทั้งสองนั้นต่างกันมาก ซึ่งวินทร์อาจจะประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย แต่อาจารย์ประทีปไม่ประสบความสำเร็จ อันนี้เป็นตัวอย่างของการทำงานวิจัย
    จุดเด่นของปีกแดงคืองานวิจัยในการวิจัย สิ่งที่ทำให้ปีกแดงประสบความสำเร็จคือการผสมผสานประเภทวรรณกรรม ต้องคำนึงถึงประเภทวรรณกรรมว่ามีหลายประเภท แล้ววรรณกรรมในยุคปัจจุบันมีการผสมผสานต่างๆ ประเภทเข้ามาในเรื่องเดียวกันมาก ปีกแดงเป็นลักษณะเช่นนั้น ทั้งลักษณะสืบสวนสอบสวน(detective story) และพล็อตเรื่องจากกำลังภายในประเภทพระเอกไม่ตายง่ายๆ หรือตายไปแล้วโผล่มาอีกเป็นต้น เป็นการพลิกผันเหตุการณ์อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ การสร้างความประหลาดใจ(surprise)หรือฉงนใจ ผสมเข้ากับงานโรแมนติก เพราะว่ามีเรื่องรัก (love story)เข้ามาพ่วงด้วย จะไม่พบลักษณะนี้ใน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน แต่จะพบในปีกแดง ทำให้เรื่องนั้นมีความสนใจดึงดูดให้อ่านต่อไป แต่จะไม่ประสบความสำเร็จถ้าไม่มีบริบทของความเป็นประวัติศาสตร์ที่เขาค้นมา เพราะว่าประวัติศาสตร์จะมีส่วนเหมือนช่วยในการพลิกโครงเรื่องนั้นด้วย


    ในประเด็นของ เคโกะฯ เป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องที่นำเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เล็กๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันมีโสเภณีญี่ปุ่นซึ่งมาขายตัวในไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้จากงานวิจัย เป็นประเด็นสังคมซึ่งหลุดหายไปจากประวัติศาสตร์ของไทย แล้วเมื่อมีการค้นพบและพยายามสร้างเรื่องขึ้นมา แล้วพยายามสร้างความซับซ้อนของประวัติศาสตร์ขึ้นมา จนกระทั่งเกิดความงงงวยระหว่างความเป็นจริงระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง เรื่องนี้แต่งโดยการให้แม่ชีมะลิ เป็นคนฟังเรื่องราวจากเคโกะแล้วมาเล่าให้ฟังอีกต่อหนึ่ง แล้วมีคนมาพบบันทึกของแม่ชีมะลิ


    ความสำเร็จของเรื่องนี้คือ มีคนถามอาจารย์ประทีปว่าอยากขออ่านบันทึกของแม่ชีมะลิ เพราะว่าตอนท้ายม้วนจบตรงที่ว่าเหตุการณ์บันทึกของแม่ชีมะลิจะต้องไปทบทวนกับเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่น ทีนี้พอมาจบตรงนี้คนอ่านก็งงว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง
    นี่คือสิ่งที่เป็นตัวอย่างของงานที่ดี ในแง่มันช่วยให้เราเห็นว่างานที่จะน่าสนใจหรือดึงดูดน่าจะเป็นงานลักษณะแบบไหน


    ลักษณะแนวทางของงานวรรณกรรมร่วมสมัย


    อิตาโร คาวิโน เขียนเรื่องเกี่ยวกับนักอ่านไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ปรากฏว่าไปอ่านบทที่หนึ่ง แต่บทที่สองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้อยากไปตามหาบทต่อของนวนิยายเรื่องแรก เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นคือหนังสือเล่มนั้นมีการเข้าเล่มผิด เอานวนิยายเล่มอื่นมาเข้าเล่มต่อ นักอ่านคนนี้ก็พยายามไปตามหา ตามหาทีไรก็ได้อ่านบทที่หนึ่งของเล่มถัดๆไป ทุกที ปรากฏว่าทั้งเรื่องนั้นเราไม่ได้อ่านเรื่องเล่าซึ่งจบเรื่องสักที เพราะว่ามันจะเป็น ๑๒ เรื่องที่ต่อไปเรื่อยๆ ตอนจบ เกิดคำพูดขึ้นมาว่า ทำไมเราถึงอ่าน ทำไมเราถึงพยายามหาจุดจบของเรื่องเล่า ในเมื่อเรื่องเล่าเรื่องนี้ มันไม่มีเรื่องที่จบสักเรื่องหนึ่ง ทำไมเราถึงอ่านต่อ คือมันเป็นการตั้งคำถามอะไรบางอย่างว่า ทำไมล่ะ ทำไมมันถึงเกิดลักษณะอย่างนี้ขึ้นมาแล้วเราอยากอ่านต่อไป


    ลักษณะของวรรณกรรมร่วมสมัยที่ดี ในสายตาของ อิตาโร มี ๕ ประการ คือ


    ๑. Liveliness คืออ่านสนุก ก่อนหน้านี้จะเกิดความคิดว่าวรรณกรรมที่ดีต้องเป็นวรรณกรรมเคร่งเครียด เป็นวรรณกรรมซึ่งอ่านด้วยความทุกข์ทรมาน ยิ่งทรมานมากเท่าไหร่ยิ่งแสดงความสำเร็จ มันจะมียุคสมัยหนึ่งที่มันแบ่งงานออกมาเป็นสองแบบ high literature วรรณกรรมชั้นสูง อ่านยาก อ่านแล้วทุกข์ทรมาน เศร้า หรืออ่านแล้วโยนทิ้ง ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันมันจะเกิดความกลืนกันระหว่างวรรณกรรมชั้นสูงที่อ่านยาก กับวรรณกรรมประชานิยม ที่เราเรียกว่า pop culture งานอย่าง สมัญญาแห่งกุหลาบ หรือดาวินชีโค้ด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตามหาประวัติศาสตร์ที่หายไปในสมัยศตวรรษที่ 19 นวนิยายพวกนี้มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ การทำวิจัยอย่างหนัก และการหาประเด็นซึ่งไม่เคยมีใครให้ความสำคัญมาก่อน งานพวกนี้จริงๆแล้วเป็นงานที่ซีเรียส เป็นการหาข้อมูล ขุดค้นข้อมูลในประวัติศาสตร์ แต่วิธีการสร้างโครงเรื่องใช้เทคนิคบูรณาการ แล้วก็ประสบความสำเร็จ


    ๒. Quickness ต้องเดินเรื่องเร็ว เพราะคนในยุคปัจจุบันไม่มีเวลามาย่อยความงดงาม คงมีความงดงาม แต่การบรรยายภาพยาวๆเยอะๆ อาจจะทนทุกข์ทรมานไปสำหรับคนยุคปัจจุบัน


    ๓.Exactitude การเขียนอย่างละเอียด คือการหาข้อมูล การสร้างพล็อตเรื่องอย่างถูกที่ถูกทาง การหาข้อมูลเสริมอย่างละเอียดรอบคอบ


    ๔. Visibility แปลว่ามองเห็นได้ชัด มีความหมายทั้งทางตรงทางอ้อม คือสร้างภาพและสร้างจินตภาพให้ชัดเจน อย่างดาวินชีโค้ด พูดถึงภาพเขียน ต้องเอาภาพเขียนมาให้เราดู อย่างนี้เป็นต้น หรือการทำแผนผัง(diagram) บางทีมีเรื่องหลายเรื่องซ้อนกันอยู่ เพราะคนสมัยนี้ต้องการสิ่งที่มองเห็นได้


    ๕. Multiplicity  คือความหลากหลาย จะต้องมีความหลากหลายของประเภทวรรณกรรม ความหลากหลายของข้อมูล ความหลากหลายของวิธีการนำเสนอเรื่อง เป็นต้น เพราะว่าคนอ่านยุคนี้เปลี่ยนไป เขาอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร ในยุคที่ความรู้คืออำนาจ เขาต้องการเขากระหายที่จะรู้ ฉะนั้นเราต้องให้สิ่งที่เขาไม่รู้ หรือสิ่งที่เขาไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันนี้คือจุดที่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการสร้างงานเขียนวรรณกรรมแบบไม่หาข้อมูล การเขียนวรรณกรรมแบบไม่ขุดค้นข้อมูลจะดึงความสนใจคนได้ไม่มาก และต้องคิดค้นไปถึงกลวิธีในการเล่าเรื่องด้วย


    ที่คนสมัยนี้อ่านหนังสือน้อย  ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมเปลี่ยน สื่อมีมากมาย เขาสามารถไปอ่านในอินเทอร์เน็ต เขาดูหนัง ดูภาพยนตร์ หนังสือไม่ใช่กระแสหลักในการสื่อสารแล้ว ทำอย่างไรจะดึงคนกลับมาอ่านหนังสือ  คงไม่ใช่การเขียนไปเรื่อยๆ อาจต้องเขียนงานประเภทประชานิยม ต้องเป็นงานที่ให้ข้อมูล เขียนด้วยพล็อตเรื่องที่อ่านแล้วสนุก ต้องใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องอย่างมาก แล้วศิลปะเล่าเรื่องต้องมีความหลากหลายซับซ้อนมากถึงจะดึงดูดคนได้
    อีกสิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือนักอ่านเขาก้าวไปไกลกว่าเราหรือเปล่า?
     
    ๕. บรรยายเรื่อง  “ศึกษาต่อยอด สืบทอดฉันทลักษณ์ ของคนรุ่นใหม่” โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


    เมื่อพูดถึงฉันทลักษณ์ คนกลุ่มหนึ่งจะนึกถึงกลอนแบบสุนทรภู่ อย่างอื่นห้ามแตะต้อง ต้องเขียน ๓-๒-๓ ตลอด ต้องให้สัมผัสพราวพราย อีกกลุ่มหนึ่ง จะมองว่ากลอนเป็นแค่รูปแบบง่าย ๆที่เข้าถึงคนทั่วไปได้


    คนรุ่นใหม่สืบทอดกลอนสุนทรภู่มากที่สุดในยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่กลอนกลับรื่นรมย์ เพราะเป็นยุคของการสืบทอดกลอนรัก ต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องสบายๆ เพราะเขียนเรื่องการเมืองไม่ได้ เรื่องหนักก็ไม่ได้ ก็จะออกไปในลักษณะกลอนรัก อย่างที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นคนหนึ่งที่สืบทอดงานส่วนนี้ อย่างชุด คำหยาด ก็จะออกมาในลักษณะนี้หมด แม้ว่าน้ำเสียงจะเป็นน้ำเสียงสมัยใหม่ แต่ก็ยังเป็นกลอนสุนทรภู่


    ยุคต่อมาเป็นยุคสายลมแสงแดด เสถียร จันทิมาธร เรียกว่า “ยุคหาผัวหาเมีย” คือเป็นกลอนจีบกัน นักกลอนรุ่นนั้นก็สะเทือนใจกับคำนี้กันเยอะมาก อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นคนที่แหวกที่สุดในกลุ่มนั้น เมื่ออังคารจะเขียนกลอน อังคารก็จะไม่เดินตามกลอนสุนทรภู่ เขียนกาพย์ก็จะไม่เดินตาม คำเกินคำขาด เป็นครั้งแรกที่คนในสังคมที่เกี่ยวข้องกับงานกลอนเรียนรู้ว่า ฉันทลักษณ์มันเป็นเพียงกรอบข้างนอก ถ้าเนื้อมันแรง เนื้อมันถึง เนื้อมันได้อารมณ์จริง คนจะรับ คนรุ่นนั้นส่วนใหญ่ หรือส่วนหนึ่งที่เป็นนักอ่าน รับงานของอังคาร เพราะเนื้อหาสาระที่แตกต่าง ไม่ใช่รูปแบบที่แตกต่าง อย่าง..เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า..” จะเห็นว่าไม่มีเสียงคล้าย สุนทรภู่ เสียงมันเปลี่ยนไป เป็นแบบว่าอยากเขียนอะไรก็เขียนให้ได้อารมณ์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้


    พอผ่านอังคารมาแล้ว เป็นยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๙ มีการปรับท่วงทำนอง ยังใช้เสียงของครูสุนทรภู่อยู่แต่มีสุ้มเสียงเนื้อหาของการปลุกระดมชัดเจนมากขึ้น ใครศึกษางาน วิสา คัญทัพ คงนึกออก แสดงว่ากลอนสุนทรภู่ ไม่ได้รับใช้เนื้อหาเฉพาะเรื่องรักแต่ประการเดียว รับใช้ทุกเนื้อหาทุกแบบ


    คนรุ่นใหม่ก็ผสมเสียงท้องถิ่นเข้าไป พนม นันทพฤกษ์ ปรับระดับกลอนครูสุนทรภู่ไปอีกจังหวะหนึ่ง คือเอาเสียงท้องถิ่นพื้นถิ่นของภาคใต้เข้าไป คือแทนที่จะไปรับกลอนสุนทรภู่มาโดยตรงก็ปรับเปลี่ยนใหม่ อย่างขุนข้างขุนแผนมีกลอนหลายแบบในวรรณคดีเรื่องนี้ บางเรื่องอย่างกำเนิดพลายงามจะเป็นเสียงจังหวะคำสุนทรภู่ ๓-๒-๓ ชัดเจน แต่ในขุนช้างขุนแผน มีบทหนึ่งที่เป็นบทรัก ตอนที่เขาจีบกัน ระหว่างพลายแก้ว กับนางพิม...เงยหน้าขึ้นเถิดเจ้าพิมเพื่อน แก้มเปื้อนมาจะเช็ดน้ำตาให้... ไม่มีจังหวะคำแบบเดิม


    เทียบกับ ตำนานนกเขาไฟ ของ พนม นันทพฤกษ์  ...สาวหนุ่มกลุ่มนั้นนักเรียนน้อย เปล่าเปลี่ยวเงียบหงอยและหดหู่ แปลกหน้าโดดเดี่ยวจนเกินดู เพียงรู้เร้นหน้าหนีนาคร.. มีความโดดเด่นของจังหวะคำด้วยคำที่เลือกมาเป็นคำซ้ำๆ พยางค์เดียว และต้องเป็นคำไทยแท้ถึงจะเข้าจังหวะได้ ...เหนือคุ้งฟ้าคุ้งโค้งเป็นวงฟ้า ขาวเมฆฝอยจับฝ้าเป็นกลุ่มๆ เรี่ยๆ ไรๆ ระบายรุม แต่งแต้มสุมทุมขึ้นทาบทา หัวคลื่นนั้นเคลื่อนอยู่ครึกๆ แรงหวนลมดึกลมเดือนห้า กำหนดท่วงทีแห่งลีลา ให้น้ำให้ฟ้าให้ทะเล.... ไม่ใช่ ๓-๒-๓ แล้ว มันออกมาเป็น ๒-๒-๓ หรือ ๒-๓-๓ เหมือนของเก่าแต่ไม่ตามกระแสที่กำลังคลั่งสุนทรภู่ แล้วเล่นจังหวะสัมผัสที่เป็นสัมผัสพยัญชนะ แทนสัมผัสสระ พยายามเล่นลักษณะนี้มากกว่า


    บทที่คิดว่ามีเสียงตะคอก มีเสียงห้วน คือคนใต้จะพูดห้วนและดุของ พนม นันทพฤกษ์ เช่น ...เป็นฤดูเดือนแดด-กำลังดุ สาดทอปะทุลงถาโถม ร้อนร้ายลมร้อน-ก็รันโรม ตะโบมอาบหุบที่เคยงาม.... เป็นเสียงของกลอนสุนทรภู่อยู่ แต่จังหวะและถ้อยคำที่ใช้มันมีน้ำหนัก อาการแดดกำลังดุ มันเป็นเสียงที่มีภาษาที่หนักแน่น ภาษาคำที่หนัก ลักษณะแบ่งวรรคก็ไม่เหมือนของครู มีการใช้เครื่องหมาย ซึ่งปกติเครื่องหมายแบบนี้ไม่เคยใช้กัน สุนทรภู่ก็ไม่เคยใช้ เช่น ...ครั้งกระโน้น-นานแล้ว, ครั้งนั้น ใครขานคำกัน-“จะฝ่าข้าม ร้อยผาพันภู-จะก้าวตาม ทอดทางอันวามวะวับวาว”...


    หลังจากพนม นันทพฤกษ์ แล้ว มีคนสืบต่องานชุดนี้ด้วย เราข้าม แรคำ ประโดยคำ ไป เพราะแรคำ ประโดยคำ ใช้ลีลาของเจ้าพระยาพระคลังหน ซึ่งพนม นันทพฤกษ์ เอามาส่วนหนึ่งคือสองคำแรก แต่คนที่ต่อแล้วเชื่อมของพนมได้เป็นลักษณะเดียวกันได้คือ ประกาย ปรัชญา ...แย้มทุกมุกน้ำตา-ม่านหน้าต่าง หากฝันหาฟ้าห่างสว่างไสว รำไรริบพริบเพรียงอยู่เพียงไร หลั่นลมไพรไพเราะอย่างเพียงพอ...


    ประกาย ปรัชญา เล่นคำพราวพรายสลับเป็นกลบท แรคำ ประโดยคำ จะเล่นเป็นกลบท พนม นันทพฤกษ์ ก็เอามาเล่นเป็นกลบท การใช้จังหวะและเครื่องหมายของพนม นันทพฤกษ์ นั้นปรากฏก่อน พอประกายเอามาใช้ก็เหมือนเป็นกลบท เล่นเสียงสลับกัน อ่านยากขึ้น แรคำอ่านยากเป็นอันดับสอง พนมยังอ่านง่ายอยู่ ใช้คำแล้วพยายามไม่เล่นสัมผัสสระ พยายามเล่นสัมผัสพยัญชนะ แต่มาถึงแรคำเล่นสัมผัสที่เป็นลักษณะกลบทสลับคำไปสลับคำมา ประกายเล่นหมดเลย ทั้งสลับกลบท เสียง แบบที่คุณพนมเล่น งานของปรัชญาก็เลยมีศัพท์เฉพาะเยอะมาก


    ด้วยความอยากเล่นเสียงของประกาย ปรัชญา ก็เลยฉีกคำด้วยเหมือนฉันท์สมัยโบราณ ทำให้เห็นว่าการสืบทอดฉันทลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ เขายังอยากเล่นกับฉันทลักษณ์อยู่ เพราะฉันทลักษณ์มันยังสามารถสร้างเสียงอาณาจักรหรืออำนาจอะไรบางอย่างให้กับกวีนิพนธ์รุ่นใหม่ได้ หรือคนที่สร้างงานได้ เพียงแต่ว่าแต่ละกลุ่มจะมีการสร้างต่อ สืบสายต่างๆ กันไป
    พนม นัทพฤกษ์ ได้ทำให้รูปแบบกวีนิพนธ์สายภาคใต้สืบมาเป็นทางเดียวกัน มีหลายคนที่เขียนแล้ว จังหวะเดียวกันนี้เอง เป็น 2 เป็นคำดุๆ เป็นเครื่องหมายคำพูด


    ใครก็ตามที่สามารถเอางานฉันทลักษณ์เข้าไปปรับใช้กับงานท้องถิ่นได้ถือว่าได้กำไร อาจเป็นเพราะมีเรื่องของงานแสดงหรือจังหวะเสียงของการแสดงเข้าไปอยู่ด้วย

    ๖. การเสนอผลอภิปรายกลุ่มย่อย ในหัวข้อ “ปัญหาของนักเขียนภาคใต้วันนี้”


    ว่าด้วย 3 ประเด็นหลัก
    -สถาบันที่ส่งเสริมวรรณกรรม
    -การดำรงชีพของนักเขียน
    -งานวรรณกรรมที่ดี


    ๖.๑ กลุ่มนวนิยาย ส่งตัวแทนนำเสนอ คือ อุรุดา โควินท์


    - ประเด็นที่หนึ่ง สถาบันที่ส่งเสริมวรรณกรรม
    ๑. การตั้งรางวัล  แม้ทางหนึ่งจะเป็นการส่งเสริมวรรณกรรม แต่การหยิบรางวัลสถาบันมาใช้กลับกลายปัญหา
    การแก้ปัญหา ให้เน้นไปที่การส่งเสริมการอ่าน ให้รู้ว่านวนิยายมีหลากหลายประเภท ไม่ได้มีแต่เพื่อชีวิตและพาฝัน ยังมีนิยายสืบสวน รหัสคดี หลากหลายมาก ใช้ช่องทางของรางวัล ควรมีรางวัลที่แยกประเภทนิยายออกไป ให้นวนิยายแต่ละประเภทมีรางวัลของตัวเอง เพื่อที่ผู้อ่านจะได้รู้จักประเภทนิยายมากขึ้น
    ๒. จัดการอบรมให้ครูภาษาไทยได้รู้จักหนังสือมากขึ้น
    ๓. การจัดทำรายการหนังสือ เสนอให้สมาคมนักเขียนหรือองค์กรด้านวัฒนธรรม ทำรายการหนังสือขึ้นมาว่าหนังสือในดวงใจ 50 เล่มที่นักเขียนชอบอ่าน เพื่อเผยแพร่ออกไป เพื่อเป็นแนวทางให้กับครู นักเรียน นักศึกษา ได้อ่านหนังสือตามนักเขียนคนโปรดบ้าง ทำให้การอ่านหลากหลายยิ่งขึ้น
    ๔. ควรจัดทำประชุมบทนิพนธ์มากขึ้น เพื่องานดีๆ ที่อยู่ในประเด็นเดียวกันจะได้มาอยู่ในเล่มเดียวกัน คนอ่านจะหยิบไปอ่านอย่างคุ้มค่ามากขึ้น
    ๕. สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยยังให้งบประมาณส่วนวรรณกรรมน้อยไป ถ้ามากกว่านี้ก็จะทำอะไรได้มากขึ้น แต่โครงการนี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี

    ๖. อยากให้สื่อลงข่าวมากกว่านี้


    - ประเด็นที่สอง-การดำรงชีพของนักเขียน


    ๑. นักเขียนนิยายน่าจะเป็นนักเขียนที่รวยที่สุดในจำนวนนักเขียนสามแบบ เพราะนักเขียนนิยายมีตลาดรองรับมากกว่า แต่อิทธิพลของสายส่งก็ส่งผลต่อนวนิยายบางประเภท เช่นประเภทที่อ่านยาก แต่เป็นนิยายที่ดี
    การแก้ปัญหา นักเขียนน่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการเดินหานักอ่านของตัวเอง เช่น วิธีขายตรง หาแฟนคลับ เปิดบล็อกของตัวเอง
    ๒. ให้มีการแปลมากขึ้น
    ๓. เวทีนวนิยายมีมาก แต่เวทีของนวนิยายแนวสร้างสรรค์ยังไม่มาก
    ๔.  สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยจัดงบไม่เสมอภาค เน้นไปทางทัศนศิลป์ มากกว่าประเภทอื่น
    ๕. เรียกร้องสำนักพิมพ์อย่าพิมพ์หนังสือสอดใส้ คือหนังสือที่มีรูปแก้วกาแฟหวานๆ แต่ข้างในภาพหวือหวาฮือฮาไปหมด ทำให้เด็กอายุ ๑๕ ปี จับหนังสือเล่มนั้นมา เรื่องเซ็กส์เขียนได้แต่ต้องชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้เป็นอะไร


    - ประเด็นที่สาม-งานวรรณกรรมที่ดี


    ๑. เนื้อหาในการสร้างงานที่ดี นักเขียนที่มีอัตลักษณ์คิดว่างานอย่างอื่นที่ขัดแย้งกับอัตลักษณ์ของตัวเองเป็นงานที่ไม่ดี ควรจะเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าเราสามารถพัฒนางานที่เรียกว่าสร้างสรรค์ให้อ่านง่ายขึ้นรื่นรมย์ขึ้น งานสร้างสรรค์ที่ดีก็สามารถเป็นงานที่ขายดีได้ด้วย วิธีที่จะทำให้งานร่วมสมัย/งานสร้างสรรค์นั้นติดตรึงใจก็คือ ต้องเน้นมุ่งไปที่ศิลปะการเล่าเรื่องโดยที่ไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ที่เรามีอยู่แล้ว
    ๒. นักวิชาการและนักวิจารณ์คือผู้ฟันธง(อาจตามรสนิยมส่วนตน) ควรมีบทบาทมากขึ้นเช่นเดียวกับนักวิจารณ์หนัง เพลง อยากให้นักวิจารณ์ออกมาชี้นำสังคมมากขึ้นว่าหนังสือที่ดีเป็นอย่างไง
    ๓.นักเขียนต้องเข้มแข็ง และเปิดหัวใจให้กว้าง อยากให้ยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วนักเขียนก็น่าจะปรับตัวไปตามโลก ไม่ควรมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าวรรณกรรมพาฝันไม่ดีนะ วรรณกรรมสร้างสรรค์ต้องเขียนให้เข้มข้นจึงจะดี แต่เราควรดูว่าจะใช้ทุกๆ อย่างที่มีบนโลกใบนี้มาทำงานดีๆ สักชิ้นหนึ่งได้อย่างไร
    ๔. นักเขียนสร้างสรรค์ติดกับเพื่อชีวิต  ผีเพื่อชีวิตเข้าสิงจนหาทางออกไปสู่รูปแบบอื่นไม่เจอ


    ๖.๒ กลุ่มเรื่องสั้น ส่งตัวแทนนำเสนอ คือ ไพฑูรย์ ธัญญา


    - ประเด็นที่หนึ่ง สถาบันที่ส่งเสริมวรรณกรรม
    มีการสำรวจว่ามีองค์กรใดบ้างที่ส่งเสริมวรรณกรรม ก็พบว่ามีทั้งรัฐและเอกชน และที่เป็นเฉพาะ เช่นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ฯ  แต่ความรับรู้ของคนทั่วไป แม้แต่นักเรียนนักศึกษายังไม่ทราบว่าสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มีภารกิจใด


    ในเรื่องของการส่งเสริมมีข้อเสนอว่า


    ๑. สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ควรจะคุ้มครองสิทธิหรือผลประโยชน์ของนักเขียน ข้อขัดแย้งเรื่องค่าลิขสิทธิ์ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยน่าจะมีบทบาทเข้ามาเจรจาช่วยเหลือ ฯลฯ
    ๒. ในเรื่องของการหาพื้นที่ให้กับงานเขียน โดยเฉพาะเรื่องสั้น อาจใช้เครือข่ายสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กับวารสาร หน่วยงานต่างๆ เปิดพื้นที่ของวรรณกรรมโดยเฉพาะเรื่องสั้น ให้นักเขียนได้มีโอกาสนำเสนอผลงานมากกว่าที่เป็นอยู่
    ๓. สมาคมนักเขียนแห่งประเทศ และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ น่าจะมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับวรรณกรรม อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อขยายความคิดทั้งในส่วนของนักเขียนและสังคมโดยรวม
    ๔. สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ควรมีส่วนร่วมในการเป็นตัวแทนคัดเลือกวรรณกรรมในทุกประเภท การนำเสนอกรรมการที่เป็นตัวแทนของสองสมาคม น่าจะมาจากการสรรหาหรือเสนอชื่อของบรรดาประชาคมนักเขียน
    ๕. กิจกรรมของสมาคมนักเขียนต้องโปร่งใส ได้ประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่นการจัดนักเขียนไปต่างประเทศ น่าจะมีวิธีการที่โปร่งใส สามารถอธิบายได้ ไม่ให้มีข้อสังเกตว่าเลือกที่รักมักที่ชัง หรือเล่นพรรคเล่นพวก
    ๖. เสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรนักเขียน น่าจะมีระบบตัวแทนนักเขียนภูมิภาค เป็นกรรมการที่คัดเลือกจากภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของนักเขียนในภูมิภาคที่อยากมีส่วนร่วมในองค์กรหลักของนักเขียน แล้วสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้
    ข้อสรุปของกลุ่มเรื่องสั้น ต่อสถาบันที่เกี่ยวข้อง เน้นไปที่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือ เป็นหลัก รวมทั้งหน่วยงานที่ถูกเรียกร้องพอสมควรคือ สำนักงานวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม


    ประเด็นที่สอง การดำรงชีพนักเขียน


           ๑.การดำรงชีพ ไม่ใช่แค่สวัสดิการ/รายได้อย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาศักยภาพของนักเขียนด้วย เช่น ประเด็นที่ถ้านักอ่านหนีนักเขียน เพราะนักเขียนล้าสมัย ตามไม่ทันคนอ่าน วันหนึ่งนักเขียนก็ต้องเลิกเขียนหนังสือไปเลย อาจเป็นไปในยุคสมัยใหม่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศควรมีการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของนักเขียน อย่างในทางภาคใต้ อาจแลกเปลี่ยนกับนักเขียนทางมาเลย์/อินโด/สิงคโปร์ หรือทางอีสานก็น่าจะเป็นนักเขียนกลุ่มอินโดจีน อันนี้ก็จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของนักเขียนด้วย หรือมีการอบรมสัมมนาใหม่ๆ ที่มีนักวิชาการเข้ามาชี้แนะในเชิงทฤษฎี  ด้วยว่านักเขียนความมีความรู้ในเชิงทฤษฎีเหมือนกันในเรื่องทิศทางวรรณกรรมและในเรื่องกระแสโลกกระแสสังคมไม่เช่นนั้นจะเป็นนักเขียนตกสมัย
      ๒.น่าจะจัดให้มีกองทุนช่วยเหลือสนับสนุนงานเขียน คล้ายๆ นักวิชาการในมหาลัยเสนอโครงการต่อหน่วยงานสภาวิจัยฯ เหมือนทางรัฐให้เงินมาสนับสนุนงานวิจัยในมหาวิทยาลัย สิ่งที่ตามมาอาจได้งานที่ดี เพราะนักเขียนต้องมีเกียรติและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ
    ๓.น่าจะมีการผลักดันให้มีการประกาศรับรองสถานภาพนักเขียนอย่างชัดเจนโดยเฉพาะคนที่ทำงานเขียนอย่างเดียว ให้มีผลทางกฎหมาย บางคนเสนอให้เป็น ร่างพ.ร.บ. อย่าง ขวัญยืน ลูกจันทร์ได้รับเชิญจากญี่ปุ่นให้ไปพูดเรื่องวรรณกรรมสึนามิ ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องทำวีซ่าเพราะคำว่าอาชีพนักเขียนไม่มีเอกสารรองรับทางกฎหมายจึงมีขั้นตอนวุ่นวายมากมาย จะทำอย่างไรที่จะเป็นผลในทางกฎหมายหรือทางเอกสาร


    ส่วนประเด็นที่สาม งานวรรณกรรมที่ดี


    ๑.ความหมายของงานเขียนที่ดี คอนเสปต์งานเขียนที่ดีกับคนอ่าน อาจจะต่างกันคนละขั้ว
    ๒.สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย หรือสมาคมภาษาและหนังสือ ควรทำลิสต์รายการหนังสือที่ควรอ่านไปให้กับหน่วยงานของโรงเรียน/สถาบันการศึกษา เพื่อให้เป็นมาตรฐานว่า ไม่มีผลประโยชน์อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะในความเป็นจริงสำนักพิมพ์เขารุกไปถึงโรงเรียนแล้ว เขานำเสนอของเขามีคอนเนกชั่นมากกว่าที่เรารู้ด้วยซ้ำไป ทั้งยังเป็นการยื่นผลประโยชน์แก่กันในทางหนึ่งด้วย


      ๖.๓ ความเห็นจากตัวแทนสภาเยาวชน จังหวัดนครศรีธรรมราช
    ตัวแทนสภาเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อ หนูแหวน นำเสนอความเห็นของเยาวชน ต่อการสัมมนาในครั้งนี้


      วันนี้มาในนามนักศึกษานิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ เมื่อมีเวทีให้แสดงความเห็น ก็อยากมีส่วนร่วมนำเสนอ ตอนนี้หนูแหวนดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.นครศรีธรรมราช เป็นหนึ่งในคณะกรรมสภาเยาวชนแห่งประเทศไทยด้วย เป็นเยาวชนจากพื้นที่โดยตรง คือบ้านเกิดอยู่ที่อำเภอพรหมคีรี ถ้ามีโอกาสมากกว่านี้จะได้นำอนุกรรมการฝ่ายศิลปวัฒนธรรมมาศึกษาด้วยเพื่อจะได้จัดกิจกรรมต่อไปเป็นการปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน ให้รักการอ่าน
    นอกจากนั้นแล้วสภาเยาวชนแห่งประเทศไทย ยังมีกิจกรรมสร้างเครือข่ายทำความดี วันนี้ถือได้ว่าเป็นอีกมิติหนึ่งที่เยาวชนใน จ.นครศรีธรรมราช ควรนำกิจกรรมนี้ไปปรับปรุงและพัฒนาการอ่านต่อไป


    ๖.๔ กลุ่มกวี  ส่งตัวแทนนำเสนอ คือ เสน่ห์ วงษ์กำแหง


    ประเด็นที่หนึ่ง เกี่ยวกับสถาบันที่ส่งเสริมรางวัลเกี่ยวกับวรรณกรรม


    ๑.มีสถาบันที่ส่งเสริมวรรณกรรมในเชิงปริมาณจำนวนมาก  เช่น สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ สมาคมนักอ่านแห่งประเทศไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายแห่งประเทศไทย สถาบันสุนทรภู่ รัฐสภา สำนักพิมพ์ต่างๆ มูลนิธิ รวมถึง กิจกรรมที่ประกวดรางวัลซีไรต์ หออัครศิลปิน สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ มากที่สุดคือสถาบันการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยม อุดมศึกษา
    ๒.สถาบันการศึกษาประถม-อุดมศึกษา ควรทำหน้าที่อย่างจริงจัง การส่งเสริมการศึกษาเป็นหน้าที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกวีนิพนธ์ดูเหมือนว่าปัจจุบันไม่เห็นความสำคัญ ทั้งๆ ที่มีเสียงออกมาเรียกร้องอย่างเช่น เรียกร้องให้มีการท่องอาขยานคืนสู่ห้องเรียน ที่จัดกันหลายระดับ โดยรวมที่เห็นตามโรงเรียนก็ยึดแนวคิดคือ ไม่ชอบให้เด็กท่องจำ จะให้เด็กคิดมีเหตุผลเรียนอย่างใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นสำคัญตามหลักสูตร ๒๕๔๒ ความด้อยความตกต่ำลดฐานะของกวีนิพนธ์ลงจึงส่งผลสืบทอดมาถึงมัธยมด้วย ในข้อเสนอก็อยากเรียกร้องให้สถาบันเหล่านั้น ให้ครูรู้จักกวีก่อน สมัยนี้รู้จักกวีคนเดียว คือ สุนทรภู่ รู้ว่ามีวันเดียวด้วยคือ 26 มิถุนายน เดี๋ยวมีวันสำคัญมากมาย  และนายกรัฐมนตรีก็ไม่สนใจงานเขียนงานอ่าน  ไปงานวันอื่นมากกว่า
    ๓.เรียกร้องให้องค์กร/สมาคมรวบรวมผลงานกวี วิเคราะห์วิจารณ์ ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้พิมพ์อย่างเคยมีอยู่ยุคหนึ่งทำแบบ กลุ่มวรรณกรรมพินิจ
    ๔.ให้อ่านบทกวีในวันสำคัญ โดยฐานะของกวีนิพนธ์ บอกว่ากวีมีค่า มาอ่านในวันสำคัญ มีค่าเหมือนกัน แต่ไม่มีราคา แต่ความจริงแล้วโดยอุดมคติอันสูงส่ง กวีเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์ ของยุคสมัย ของชาติด้วย ด้วยสถานภาพอย่างนี้ควรจัดให้มีวาระแห่งชาติ สองระดับ ระดับเบื้องบนลงมาและจากข้างล่างขึ้นไปก็คือส่งเสริมการเรียนการสอนที่ว่านี้ แล้วกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานวัฒนธรรม ที่มีกิจกรรมส่งเสริมด้านกวี บางทีเป็นๆ หายๆ ก็ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ
    ๕.ขอให้มีพื้นที่หนังสือพิมพ์ส่วนกลาง ตอนนี้หน้าบทกวีมีแต่ไม่มาก จะลงบ้าง กะปริบกะปรอย ให้พิมพ์ผลงานนักเรียน กวี รวมทั้งของครูด้วยก็ได้ให้พิมพ์ออกมาเผยแพร่ อาจมีค่าตอบแทนตามสมควร
    ๖.เสนอให้ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นสมาคมนักเขียนอาชีพ จัดตั้งองค์กรระดับส่วนกลางแล้วเสนอให้มีส่วนภูมิภาคด้วย ซึ่งอาจจะไปเป็นกรรมการในสมาคมภูมิภาค เช่นภาคเหนือ อีสาน ตะวันออกให้มีด้วย ครบทุกภาค
    ๗.จัดให้มีกองทุนของสมาคมฯ รับงานไปพิมพ์โดยหักรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุน แล้วให้สมาคม และให้นักเขียน
    ๘.ให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สำรวจรวบรวมข้อมูลนักเขียนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ส่งเสริมความก้าวหน้า ภายใต้หัวข้อที่ว่าส่งเสริมความก้าวหน้าสร้างปัญญาสู่สังคม
     

     ประเด็นที่สอง-การดำรงชีวิต


    ในประเทศไทยเราไม่มีกวีอาชีพ ยกเว้นบางท่านที่มีชื่อเสียงไปแล้ว ก็อาจจะอาศัยผลงานทางบทกวีเป็นอาชีพแล้วไปทำผลงานอื่นด้วยความเป็นกวีอยู่ รายได้ส่วนหนึ่งก็ต้องไปทำอาชีพอื่นๆ แล้วมาเขียนกวี


     ประเด็นที่สาม-วรรณกรรมที่ดีเด่น


       กวีคือปัญญาที่แสดงออกด้วยถ้อยคำที่งดงาม และมีอนุภาพจับใจคน อาจเป็นในเชิงจิตวิญญาณและอุดมคติ เรื่องตัดสินว่ากวีดีหรือไม่ดีนี่ ไม่ใช่หน้าที่ของกวี หรือผู้เขียนกวี แต่เป็นหน้าที่ของคนส่วนอื่นๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ

     ๗. วงเสวนาโต๊ะกลม


    หลังจากสรุปกลุ่มย่อยแล้ว  นักเขียนได้ตั้งวงเสวนาโต๊ะกลม แลกเปลี่ยน กันอย่างกว้างขวาง  มีกลุ่มวรรณกรรมนาคร ก๊วนปาร์ตี้ วรรณกรรมภูเก็ต และนักเขียนอิสระ ร่วมเสวนา ถกเถียง กันอย่างเคร่งเครียด


    จรูญ หยูทอง หรือ รูญ ระโนด  กวีนักวิชาการจาก สถาบันทักษิณคดีศึกษา


       เรียกร้องว่า จากสถานภาพและบทบาทของสมาคมฯ ซึ่งชื่ออาจจะเป็นปัญหาว่า เป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย แต่เป็นสมาคมที่ค่อนข้างจะแปลก เพราะสมาชิกที่เป็นนักเขียนที่ไม่ได้สมัครและเสียค่าบำรุง ไม่มีความรู้สึกผูกพัน แล้วมีความคิดค่อนข้างเป็นปฏิปักษ์ในบางคน บางส่วน เพราะว่าสถานภาพและบทบาทไม่สอดคล้อง คิดว่าพันธกิจของสมาคมนักเขียนฯ เฉพาะหน้าตรงนี้ น่าจะเป็นสมาคมวิชาชีพหรือกึ่งวิชาชีพของคนวรรณกรรม แล้ววัตถุประสงค์ ๕ ข้อตั้งมา ๓๖ ปี ดีมากๆ และสมบูรณ์ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ซึ่งแตกประเด็นได้ว่าในวัตถุประสงค์ ๕ ข้อนี้ บทบาทของสมาคมฯ บรรดาผู้อาวุโสได้ตั้งครอบคลุมหมดแล้ว ตั้งแต่บทบาทต่อนักเขียนในข้อ ๑-๒-๓-๔ บทบาทต่อแวดวงวรรณกรรม ข้อ ๒ โดยตรง ที่ยังไม่ตั้งไว้โดยตรงคือ ต่อสังคม มันอยู่ใน ๑-๕ แล้ว และต่อประเทศชาติและนานาชาติ ก็ ๔-๕ ภารกิจอันนี้ ถ้าจะเรียกร้อง ว่าถ้าสมาคมนักเขียนฯ จะคงอยู่อย่างมีเกียรติภูมิจะต้องทำบทบาทนี้ แต่จะทำโดยใครอย่างไร ก็ไปออกแบบกันอีกที


      โครงสร้างขององค์กรที่จะมารองรับพันธกิจ อย่างน้อยก็มี ๓-๔ ส่วน หนึ่ง) ส่วนกลาง จะ ๒๕ หรือ ๒๗ คนอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที สอง) ส่วนภูมิภาค ที่อยากให้มีอย่างยิ่ง ไม่ใช่เป็นตรายางของส่วนกลาง คือส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนศักยภาพ คิดว่ามันจะขับเคลื่อนโดยองค์กรส่วนท้องถิ่น เชื่อมกับองค์กรส่วนกลาง ดูแลนโยบายและกำกับให้เป็นไปในทิศทางนี้ สาม) กองทุน จะต้องมาจากเงินบริจาค จะมาจากค่าต้นฉบับ หรืออะไรว่าผ่านองค์กรนี้ได้มั้ยเป็นผู้แล เป็นผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของแวดวงนี้ด้วย และอาจจะมาจากงบประมาณแผ่นดินบ้าง ถ้าเรามีอำนาจในการต่อรอง รายได้จากการจัดหา หรือมาจากกองทุน/มูลนิธิที่เขามีเงิน แต่เขาไม่มีคนทำงาน จะมาสนับสนุนตรงนี้ก็น่าจะเป็นช่องทางหนึ่ง สุดท้าย) เครือข่าย คิดว่าถ้าไม่มีเครือข่าย เราจะไปหวังเครือข่ายนอกแวดวงไม่ได้ อย่างน้อยนักเขียนครอบครัวมิตรสหายที่ไปจากท้องถิ่นมีตัวตนอยู่จริงๆ และมีความเป็นจริง ไม่ใช่อุดมคติ/ความหวังลอย แต่มีตัวตน


    อย่างกลุ่มนาครไม่มีทางยุบไปได้ นอกจากจะเลิกคบกัน กลุ่มจะยุบเมื่อเราเลิกคบกัน แต่เมื่อไหร่เรายังคบกันอยู่กลุ่มก็ยังอยู่ มันลาออกไม่ได้ มันไม่มีใบสมัคร ไม่รู้ลาออกกับใคร เครือข่ายจึงสำคัญ


    ถ้าทำได้อานิสงส์จะเกิดขึ้นคือ หนึ่ง) สมาคมฯมีเกียรติภูมิและเป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงนักเขียนและแวดวงภายนอก สอง) เราจะมีอำนาจการต่อรองทั้งต่อราชการและเอกชน สาม) เป็นองค์กรวิชาชีพหรือกึ่งวิชาชีพ ที่มันเทียบเคียงกันสมาคมอื่นๆ เช่น สมาคมหนังสือพิมพ์/ผู้สื่อข่าว


     จิระ อุ่นเรืองศรี  กวี จากกลุ่มก๊วนปาร์ตี้


    วัตถุประสงค์ 4 ข้อที่ทำประสบความสำเร็จที่สุดคือ เปิดโอกาสให้นักเขียนได้กินเหล้ากันในวันที่ ๕ พค. ของทุกปี  นี่คือภาพที่สังคมนักเขียนในภูมิภาครับรู้ มีอีกข้อคือ ต่อข้อ ๔-๕ คือ อยากผลักดันองค์กรไปสู่สากล


    เกษม จันทร์ดำ กวี นักเขียน กลุ่มนาคร


    ๑. ผมถูกผีซีไรต์หลอกทั้งคืน รางวัลนี้ทำให้เกิดเหตุมากมาย รวมไปถึงการล่าชื่อประท้วง
    ๒. เรื่องรางวัลของ สมาคมนักเขียนฯ และการนิยามศัพท์ของคำว่า สมาคมนักเขียนฯ ซึ่งหมายรวมถึงบทกวี ผู้ทำงานเขียนบทกวี เรื่องสั้น บทวิจารณ์ สารคดีและอื่นๆ
    ๓. ปัญหารางวัลซีไรต์ปีนี้
    ๔. การเสนอสำนักพิมพ์โดยให้ สมาคมนักเขียนฯ เป็นคนจัดสรรงบประมาณ
    ๕. การทำเวบบอร์ดของคนวรรณกรรมทั่วประเทศต้องทำ
    ๖. การออก พ.ร.บ.นักเขียน นักเขียนที่เป็นนักกฎหมายมีอยู่หลายคน อาชีพกวีไม่ต่างจากอาชีพโสเภณี เพราะเป็นอาชีพไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายไม่รองรับ ถ้า สว.มาจากการลากตั้ง คนหนึ่งที่จะไปนั่งก็คือนายกสมาคมนักเขียนฯ รัฐสภาต้องพาไป เพราะคนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมต่างๆ
    ๗. รายการโทรทัศน์ ต้องมีพูดกันมากว่า พูดแต่ว่าสื่อร้อนมาแรง แต่ไม่เคยขับเคลื่อนอะไร วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง เราก็น่าจะมีสโลแกนว่า วันนี้คุณอ่านหนังสือหรือยัง รายละเอียดค่อยว่ากัน
    ๘. การเป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนฯ ต้องชัดเจนว่าสมาชิกมีกี่ประเภท เวลาเราอ้างในการติดต่อนักเขียนสากล เราอ้างความเป็นนักเขียนของประเทศไทย มันมีอะไรเป็นสมบัติพื้นฐาน แล้วนักเขียนที่ไม่จ่าย ๑,๒๕๐ บาท เป็นนักเขียนที่สมาคมนักเขียนฯ ต้องดูแลหรือไม่
    ๑๐. การส่งเสริมการตีพิมพ์ เราโวยวายกันตลอดว่า บทกวี/เรื่องสั้นตายแล้ว วิจารณ์วรรณกรรมตายแล้ว และบุคคลที่ไปกุมเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ก็ไปจากพี่น้องนักเขียนกวีทั้งนั้น แต่เราไม่เคยไปทำอะไรเลย วันนี้เราต้องทำ
    ๑๑. เรื่องพ.ร.บ.นักเขียนแห่งประเทศ ต้องทำ
    ถ้าหากสามารถผลักดันตัวเองให้เป็นมืออาชีพได้ จะไปต่างประเทศที่เขาถือว่า ไรเตอร์ เป็นคนที่มีเกียรติมากไม่แพ้คนเป็น สว./สส.แต่บ้านเราไม่มี ลำบากมาก ยุคโลกาวิวัตน์จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ การผลักดันกฎหมายไม่ยากในเมื่อเราเป็นสมาคมจดทะเบียนโดยผ่านกระทรวงมหาดไทย
    เรื่องรางวัลของสมาคมฯ มันต้องมีทั้งโล่ ทั้งรางวัล ไม่ใช่มีแต่กล่องแต่เงินไม่มี มันอิหลักอิเหลื่อ เวลาจัดงานนักเขียน คนที่เป็นกวีเขาไม่อยากไปร่วม รู้สึกไม่กลมกลืน ถ้าเรานิยามกวี/เรื่องสั้น/นักวิจารณ์มีรางวัลทุกปี เรื่องคณะกรรมการท่านไปว่าเอา ไม่ใช่ท่านเป็นคณะกรรมการสมาคมฯ แล้วใส่เสื้อตราขนห่านเกร่ไปเกร่มา แต่คิดอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่เป็น ต้องทำหน้าที่ หรือไม่ใช่ใส่เสื้อแล้วทำตัวเป็นคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้ แต่ไม่กล้าพูด/ตบโต๊ะเอางานดีๆนำเสนอ งานที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่านของเยาวชนทั้งประเทศ ที่ไม่กล้าตบโต๊ะเพราะกลัวเขาจะไม่เชิญเป็นคณะกรรมการ หรือกลัวว่าครั้งต่อไปเขาจะไม่ให้เป็นกรรมการอีก ถ้าคิดอย่างนี้จะไปเรียกร้องอะไรกับคนในชาติล่ะ มันก็แย่อย่างที่เราแย่กันอยู่ ที่สำคัญจิตสำนึกของคนที่เป็นคณะกรรมการ ไม่ใช่มีตราโลโก้เอาไว้เบ่ง


    ปริทรรศ หุตางกูร นักเขียน อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช


      พูดถึงสถาบันที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมที่สุดในตอนนี้ นับว่าซีไรต์เป็นรางวัลที่มีอำนาจจริงๆ ในตอนนี้ แต่ข้อดีของรางวัลนี้ก็คือมันดีกว่ารางวัลตุ๊กตาทอง หรือรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติที่ค่อยๆ ลดความเชื่อถือจากสมาชิกลงไปเรื่อย แต่ซีไรต์กลับมีเพาเวอร์เรื่อยๆ กับเยาวชน อาจารย์ นักศึกษา นายทุน และนักเขียนเอง
    ซีไรต์เป็นของชิ้นเอก แต่ที่พูดเพราะอยากให้กรรมการหรือผู้ที่อยู่ในวงการนี้ได้ทราบจงตระหนักว่า ซีไรต์ของคุณมีอำนาจจริงๆ เพราะฉะนั้นอยากให้มีคุณภาพต่อไป กรรมการควรได้รับการยอมรับกว่านี้ มีความโปร่งใสในตอนที่ประกาศรายชื่อออกมา สมมตินักเขียนส่งหนังสือไปร่วมซีไรต์ พอมารู้ตัวกรรมการทีหลัง ก็กล้ำกลืนฝืนทน คิดว่ากรรมการน่าจะดีกว่านี้
    มีทางแก้ ๓ ข้อ
    หนึ่ง-ประกาศให้กรรมการเป็นที่ยอมรับ ให้โปร่งใส แล้วอยากให้กรรมการเอาบทบาทนักวิจารณ์นักวิชาการนักเขียน ไม่ใช่เอาผู้ที่มีประโยชน์ซ้อนทับ หรือว่าเจ้าของสำนักพิมพ์เป็นกรรมการ แต่เอาคนที่ได้รับการยอมรับจริงๆ จะมาจากโหวตหรืออะไรก็ได้ที่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักเขียน
    สอง-ซีไรต์ควรมีหลายรูปแบบ มีหลายแนว ควรเพิ่มความหลากหลายในแต่ละอย่าง เพราะนวนิยายมีหลายอย่างไม่ว่าจะป๊อบ เพื่อชีวิต และอื่นต่างๆ
    สาม-รางวัลนี้สามารถทำให้เป็นมาตรฐาน เช่นกระทรวงอาจนำไปดูแล รัฐให้การช่วยเหลือด้วยการนำเงินมาช่วยเหลือ เพราะได้ข่าวว่ากรรมการซีไรต์ เจ้าหน้าที่หลายคนไม่ได้ค่าประชุม งบประมาณก็น้อย เกิดรัฐมาช่วยด้วยเงินก้อนใหญ่ก็อาจส่งผลให้มีพาวเวอร์มากๆ จนส่งให้เป็นรางวัลที่มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
    กร ศิริวัฒโน นักเขียนกลุ่มนาคร
    ประเด็นที่หนึ่ง อยากสนับสนุนประเด็นคุณจรูญ หยูทอง อยากปรับโครงสร้างของสมาคมนักเขียนฯ ให้เป็นสมาคมนักเขียนอาชีพ เผื่อว่าจะได้มีอาชีพในบัตรประชาชนว่า อาชีพนักเขียน เพื่อจะไปกู้เงินจากธนาคารได้ เพื่อมาทำอะไรได้ ส่วนที่ว่าต้องใช้สลิปก็ใช้จำนวนเล่มหนังสือแทนว่าพิมพ์มาแล้วกี่เล่ม
    ประเด็นที่สอง ที่บอกว่าสมาคมฯ ควรตั้งเป็นกองทุน สมาคมนักเขียนควรเข้าไปดูแลในเรื่องเงินลิขสิทธิ์ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารต่างๆ แล้วเอาเงินที่เสียภาษีมาเข้ากับกองทุนสมาคม ไม่ใช่เข้ารัฐ เพราะรัฐน่าจะเสียสละเงินมาเข้ากองทุนตรงนี้ เพราะนักเขียนอยู่ตรงนี้รัฐแทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย แล้วหักเงินส่วนนี้ไปมาเพื่อดำเนินกิจกรรมของสมาคมต่อไปก็ได้
    ประเด็นที่สาม อยากให้กระทรวงวัฒนธรรมมีส่วนในการพิมพ์หนังสือของนักเขียนต่างๆ อย่างน้อยเป็นการรวมพลังกับสำนักพิมพ์โดยจัดงบประมาณขึ้นมา สมมติผมจะพิมพ์สองพันเล่ม กระทรวงเข้ามาเสริมอีกพันเล่ม แล้วหนึ่งพันเล่มนี้ให้กระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบค่าเรื่องให้นักเขียน เพื่อจะนำหนังสือพันเล่มตรงนี้ไปให้ห้องสมุดโรงเรียนทั่วประเทศ


    วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน

     
    สนับสนุนความคิดของปริทรรศ อยากให้พวกเราทราบว่า หลังประกาศเล่มเข้ารอบซีไรต์ เกิดบรรยากาศที่ไม่ค่อยดี จึงนำมาสู่หัวข้อที่ไพฑูรย์ ธัญญาสรุปไป คือว่าต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ซีไรต์เป็นรางวัลที่มีความสำคัญในประเทศไทยหรือไม่ หากมีความสำคัญต้องไม่ละเลยรายละเอียด ฉะนั้นทำอย่างไรให้กรรมการเป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นไปได้มั้ยว่าให้คนในวงการวรณกรรมเสนอรายชื่อผ่านสมาคมฯ
    อยากให้สองสมาคมประกาศรายชื่อหนังสือที่ควรมีในห้องสมุด เป็นแค่รายชื่อหนังสือในนามสมาคม แล้วหนังสือที่ว่านี้ควรเป็นหนังสือวรรณกรรม จะใช้หลักเกณฑ์หลักการอะไร คิดว่าสองสมาคมนี้จะไปพิจารณาว่าหลักการหลักเกณฑ์ควรอยู่ตรงไหน


    วินัย อุกฤษณ์ กวี จากกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว


    งานกวีมีสถานการณ์พิเศษบางอย่างสัมพันธ์กับสังคมอยู่เฉพาะหน้า ในขณะที่กระบวนการงานสร้างสรรค์ดำเนินไปเรื่อยๆ ฟังสมาคมนักเขียนฯพูด ประเด็นที่เราถกเถียงกันทั้งหมดเป็นเรื่องของรูปแบบ เราไม่ค่อยได้พูดกันถึงเนื้อหาทิศทาง กระแสต่างๆ รวมถึงความคิดภูมิปัญญา คิดว่าต่อไปควรให้ความสนใจกับงานวรรณกรรมทุกประเภทในแง่ของภูมิปัญญาด้วย เพราะงานสร้างสรรค์เหล่านี้ มันเป็นภูมิปัญญาของชาติท้องถิ่น ชุมชนและสังคมทั้งหมด ฉะนั้นกิจกรรมอะไรต่างๆ ของสมาคมนักเขียนฯ แทนที่เราจะไปถกเถียงกันเรื่องเขียนผิดฉันทลักษณ์หรืออะไรพวกนี้ ควรมาดูแง่มุมทางภูมิปัญญาด้วย


    ที่อยากเน้นประการหนึ่ง คือ สถานการณ์ของกวีในปัจจุบันที่บอกว่าขายไม่ออก แล้วกวีก็ถูกถอนออกจากสถาบัน โรงเรียน ไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราดูว่ารัฐ/สังคม/ชุมชน เข้าใจหรือไม่ว่ากวีคือะไร กวีก็คือหัวใจของโลก ของมนุษย์ ลักษณะสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของโลกของชุมชน/สังคม เรารื้ออกไปหมดแล้วจากกรรมการ ฉะนั้นภารกิจเฉพาะหน้า ไม่ใช่สร้างงานอะไรเลย แค่รวบรวมเอาหัวใจที่แตกสลายของโลกเข้ามาประคองไว้ในมือแล้วชุบชีพให้มันคืนมาอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เราได้สูญเสียบทกวี สูญเสียหัวใจของสังคมไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้ภาระของกวี เรื่องสั้น นิยายแต่หัวใจอยู่ที่กวี ทำยังไงจะให้กวีได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกที เรื่องนี้ต้องเป็นความเข้าใจของสมาคมนักเขียนฯ และองค์กรอย่างเช่นกระทรวงวัฒนธรรมความแตกแยกในสังคมทุกวันนี้เพราะว่า หัวใจมันแตกสลาย
    อัตถากร บำรุง นักเขียน กลุ่มนาคร


    มองในแง่ตลาดนักเขียน เราน่าจะมีสมาคมนักอ่านในตลาดด้วย ผมคิดว่าการสร้างสมาคมนักอ่านขึ้นมา น่าจะเป็นแนวคิดที่เป็นไปได้ และมีวิธีการที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้ เรามักคุยกันว่า ปัญหาสังคมของเราที่วิกฤติอยู่เป็นเพราะเราเป็นสังคมที่ขาดปัญญา ในประเทศที่มีคนอ่านหนังสือต่อปีเพียง ๘ บรรทัด มันก็เป็นปัญหาที่น่าจะยอมรับได้ และน่าจะเป็นจริงๆ ไม่เข้าใจว่าการไม่อ่านเป็นความทุกข์ของรัฐ/นักเขียน/หน่วยงานไหน ถ้าเป็นทุกข์ของรัฐมันเกิดปัญหา คิดว่ารัฐไม่สนใจด้วยซ้ำต่อการอ่านของคนในรัฐ


    ขอเสนอให้มีสมาคมนักอ่านในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ถ้าเรามีชุมชนการอ่านระดับจังหวัด อาจจะมีการรณรงค์ให้มีสมาชิกการอ่านระดับจังหวัด มีกิจกรรมในช่วงเวลาเกี่ยวกับการอ่าน มีแหล่งแลกเปลี่ยนหนังสือในสมาชิกของการอ่าน ในจังหวัดหนึ่งควรมีอย่างน้อย 1%ของจังหวัดที่เป็นสมาชิกชุมชนการอ่านของจังหวัด


    จเรวัฒน์ เจริญรูป กวี จากกลุ่มคลื่นใหม่


    ตอนเกิดสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นความหวังมากที่จะส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม เมื่อปลายปีที่แล้วสำนักงานนี้ได้ประสานมาทางกวีทางสงขลาให้จัดตั้งเครือข่ายกวี ๕ จังหวัดภาคใต้ ให้ประชุมทั้งกวีนักเขียน พวกเราก็ไปกัน ทั้ง สงขลา สตูล ควักกระเป๋ากันเอง ทำงานเคร่งเครียด ประชุมกันสองครั้งที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา ตั้งให้วรภ วราภา ที่อยู่สตูลเป็นตัวแทนประสานงานเครือข่าย ผู้ประสานงานสำนักงานแห่งนี้ก็บอกว่าสตูลสถานการณ์ไม่รุนแรงก็เลยให้ผมเจรวัฒน์ ประสานนงานแทน ให้เขียนโครงการเรื่องส๋งเสริมวรรณศิลป์ ประชุมกันหลายครั้งหลายสถานที่


    ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ก็มา วรรณศิลป์ผมนำเสนอเอง โครงการต่อเนื่อง ๕ ปี ปีละ ๓-๔  โครงการส่งเสริมวรรณศิลป์ในภาคใต้ นำเสนอบนเวที งบปีหนึ่งไม่ถึง ๕ แสนบาท เขาก็รับไป หลังจากนั้นหนึ่งเดือนผ่านไป พอสอบถาม เขาบอก ก็ได้ข่าวว่าทางปัตตานีเขาห้ามกิจกรรม เอาข่าวมาจากไหน แต่คนที่ลงชื่อกับผมกล้าจะทำแน่นอน เขาบอกได้ๆ กระทั่งสองอาทิตย์หลัง ติดต่อไปเขาก็บอกว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของดกิจกรรมทุกอย่างในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้


    อุรุดา โควินท์ นักเขียนอิสระ


    ในฐานะนักเขียนใต้และคนนอกที่มาอยู่ใต้ ปัญหานักเขียนท้องถิ่นนักเขียนใต้ บางทีเราเรียกร้องกับองค์กรอื่นมากๆ เราไม่ค่อยหันกลับมามองว่าเราควรเรียกร้องกันเองบ้าง ในฐานะเป็นน้องอยากอ้อนวอน รู้สึกเราทำงานน้อยเกินไป ตั้งแต่ตัวเองเริ่มเขียนหนังสือ ตั้งแต่ทำงานที่ธนาคาร รู้จักพี่ ๆ  อัตถากร บำรุง ก็มีหนังสือออกมาอีกหนึ่งเล่ม รู้สึกว่ามันไม่เพียงพอต่อการที่เราจะบอกตัวเองว่า เราเป็นนักเขียนอาชีพ ในที่นี้รวมตัวเองด้วย บางทีเราต้องกลับมามองตัวเองด้วยว่า หนึ่ง) เราทำงานน้อยไปไหม  สอง) ความเป็นอัตลักษณ์ของเรามันเป็นทั้งข้อจำกัดและข้อดีหรือเปล่า อาจจะพูดในประเด็นแตกต่าง มองจากคนนอกรู้สึกว่าสังคมภาคใต้เป็นสังคมวัฒนธรรมที่เข้มข้น วิธีคิดของพี่ ๆ ทุกคนก็มองเรื่องโครงสร้างสังคมได้โดยธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่ตัวนักเขียนจากถิ่นอื่นไม่มี แต่สิ่งที่ตั้งคำถามเสมอคือ ทำไมเขาคิดได้มากเป็นระบบแต่ทำงานน้อย บางทีถ้าเราอยากได้พลัง อยากให้เชื่อในพลังของชิ้นงาน แล้วส่งมันออกไป คนจะได้รับพลังของเรา

    ๘. นายกสมาคมนักเขียนตอบคำถาม


    เนื่องจากบรรยากาศของการเสวนานักเขียนในภาคใต้ ตั้งแต่วันแรกที่มีการเสวนามานั้น  มีการแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง นับว่าหาได้ยาก  หากไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยคนอื่นอาจมองเห็นว่าตนเองกำลังถูกซักฟอกก็ได้ แต่นี่คือบรรยากาศที่เป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ต้องขอขอบคุณ


    ๘.๑ เรื่องรางวัลซีไรต์


    ทำไมรางวัลนี้จึงมีพลังอำนาจมากขนาดนั้น ทั้งที่เป็นรางวัลของเอกชน เป็นรางวัลของโรงแรม ครั้งแรกที่เกิดขึ้น อ.เจตนา นาควัชระ เคยเป็นกรรมการ และอาจารย์ก็พูดเสมอว่า เป็นรางวัลโรงแรม แล้วอาจารย์ก็ถอนตัวไป แต่บังเอิญว่ารางวัลซีไรต์ดวงดีครึ่งไม่ดีครึ่ง คือเกิดมาในยุคที่เราไม่มีรางวัลเลย เป็นรางวัลนานาชาติ ชดเชยรางวัลซีโต้หรือรางวัล ส.ป.อ.ที่เลิกราไป ก็ทำให้รางวัลซีไรต์ใหญ่ขึ้นมา ประกอบกับสื่อเสนอข่าว  เริ่มจากอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล นำตัวไปออกข่าว ให้นักเขียนไปปรากฏตัวทางโทรทัศน์ ตั้งแต่นั้นมารางวัลซีไรต์ก็โด่งดัง เรียกว่าผลมาจากสื่อมวลชน


    แม้รางวัลจะดังขนาดไหน กรรมการถูกด่าทุกปีไม่ว่าจะทำอย่างไร ถ้าเราให้ความสำคัญกับกรรมการมาก แล้วการเลือกกรรมการหลายคนก็อาจจะนึกว่าทำได้ง่าย ๆ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น เพราะมันมีปัจจัยเงื่อนไขมากมาย ที่มีผู้เสนอบอกว่า ขอให้มีการนำเสนอชื่อกรรมการ เข้าไปโดยวิธีเสนอไปมากๆ แล้วเลือก ก็น่าจะเป็นทางหนึ่งได้ แต่ก็ไม่ได้รับรองว่ากรรมการจะได้ตามนั้นหรือเปล่า แต่วิธีนี้ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดี คือ ให้มีกรรมการที่เสนอเข้าไป


    คำว่ากรรมการผลประโยชน์ทับซ้อน คิดว่าทุกคนพยายามที่จะไม่ให้มีส่วนนี้ ซีไรต์จะมีข่าวลือมาก ขอให้ใจเย็นๆ อย่าให้ความสำคัญมากนัก ที่ปีนี้ถูกกล่าวหามาก เหมือนกรรมการไม่ได้การยอมรับนับถือ ถ้าเราไม่ใจร้ายเกินไป จะเห็นว่ากรรมการไม่ได้น่าเกลียด การจัดส่วนของแต่ละองค์กรต่างๆ จะระบุไว้เลยว่า เป็นผู้แทนจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้แทนจากสมาคมภาษาและหนังสือ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรม


    ๘.๒ การประกาศชื่อกรรมการรางวัลซีไรต์หรืออื่น ๆ ก่อน


    คิดว่าประกาศก่อนหรือหลังก็เป็นปัญหาได้เหมือนกัน เป็นปัญหาได้ทุกระดับ ถ้าประกาศก่อน ก็จะมีการวิ่งล็อบบี้ อันนี้เป็นเรื่องกรรมการขอร้องเอง เนื่องจากกรรมการชุดแรกเคยประกาศชื่อ ดิฉันคิดว่าจะเปิดได้ แต่ปรากฏว่ามีนักเขียนของเราบางคนก็ไม่ค่อยน่ารักไปพูดโจมตีตลอดเวลา ฉะนั้นปิดหรือเปิดมันอยู่เกียรติของทั้งสองฝ่าย แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะยอมรับกันว่ารางวัลซีไรต์ก็เป็นรางวัลธรรมดารางวัลหนึ่ง


    ๘.๓ รางวัลของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


    ที่ท่านเรียกร้องกัน เรากำลังพยายามจัดทำ เช่นอยากให้มีกองทุน แต่คงต้องให้พอดี ๆ ใหญ่มากเกินไปก็คงไม่ได้  อย่างงานสัมมนานักเขียนสี่ภาค กว่าจะได้งบประมาณ ๓ แสนบาทมาก็ยังค่อนข้างลำบากมาก
    แม้ตอนนี้รางวัลของสมาคมฯยังไม่มี เพราะกรรมการของสมาคมฯชุดนี้อยากให้รางวัลเป็นที่ยอมรับและมีอนาคตมั่นคง จึงต้องระดมความคิดให้รอบด้าน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้มูลนิธิ “รพีพร” ได้นำเสนอรางวัลรพีพร ที่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ ก็เป็นส่วนหนึ่งของรางวัลเพื่อนักเขียน โดยดำริของนักเขียนตัวจริง ซึ่งน่าจะทำได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ๘.๔ คำถามต่อสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 16 ประเด็น


    ๘.๔.๑ หาเวทีให้กับนักเขียน
     ความจริงบางทีก็มีเวลา มีเวที แต่เวทีกับเราอาจไม่สัมพันธ์กัน ตัวอย่างเช่นหนังสือเล่มโปรดของบริษัทนานมี จำกัด เขาอยากได้ต้นฉบับจากนักเขียน กรรมการสมาคมฯก็ยังไม่ได้เขียน ตอนนี้ใครอยากเขียนก็ส่งไปได้เลย เล่มอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเล่ม ถ้าเขาไม่เสนอมาไม่เสนอไปขอเวทีให้กับนักเขียน บางทีก็เป็นเรื่องทีจัดการได้ยาก ต้องขออภัยว่าบางทีเราก็จัดให้ไม่ได้ ยกเว้นที่เรามีสัมพันธภาพกันอยู่แล้ว
    ๘.๔.๒ การคัดเลือกผู้ไปต่างประเทศ
    เรื่องนี้ถ้ามีจังหวะ มันก็คงจะมาถึง แต่จังหวะมันไม่ได้มาตลอดเวลา เรื่องไปต่างประเทศน้อยมากๆ ในสมัย ประภัสสร เสวิกุล เป็นนายกสมาคมฯ อาจไปหลายครั้งเพราะท่านติดต่อขอทุนกับหน่วยงานได้
    ๘.๔.๓. การมีตัวแทนสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในส่วนภูมิภาค
    เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด การจัดสัมมนาครั้งนี้ก็เพื่อเป้าประสงค์เรื่องนี้ เพียงแต่เรายังไม่ได้แก้ไขระเบียบว่าสมาชิกเป็นองค์กร/กลุ่มนักเขียนในภูมิภาคได้ เพราะไม่มีอยู่ในระเบียบ จะแก้ไขก็ต้องเข้าที่ประชุมก่อน แต่นี่คือการทำภาพรวมไว้ก่อน
    ๘.๔.๔ การจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้และยกย่องนักเขียน
    มีเรียกร้องว่าให้มีการสัมมนา เพื่อให้นักเขียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนนั้น เป็นความคิดที่ดี และคงเห็นแล้วว่าสมาคมนักเขียนแห่งประเทศในยุคนี้มีกิจกรรมมากจนคณะกรรมการที่ทำงานเริ่มบ่นว่างานมากเกินไป
    ๘.๔.๕ กองทุนสนับสนุนนักเขียนโดยไม่มีเงื่อนไข
    ต้องปรึกษาคณะกรรมการกองทุนก่อน แต่เรียนให้ทราบว่า เมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๕๐ ได้แถลงข่าวไปเรื่องรางวัลรพีพร แนวคิดของรพีพรคือให้รางวัลโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ไปทำงาน หมายความว่าต้องเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพพอสมควร และพิจารณาให้เลย ๑ แสนบาท โดยไม่ต้องเอามาคืนกองทุน เอาไปแล้วจะทำงานหรือไม่ทำก็แล้วแต่เกียรติของนักเขียน เราตั้งใจจะประกาศปีหน้าเป็นปีแรก โดยร่วมกับมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน(เป็นผู้ให้เงิน) มีทั้งโล่และรางวัล
    ๘.๔.๖ ให้มีการประกาศสถานภาพนักเขียน
    อย่างที่ ขวัญยืน ลูกจันทร์ ได้รับเชิญไปประเทศญี่ปุ่นประสบมา ที่หาองค์กรรับรองไม่ได้ กรณีนี้การเป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนสามารถใช้สิทธิ์ยืนยันได้ ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยสามารถออกหนังสือรับรองให้ได้ สมาคมของเราจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย
    ๘.๔.๗ ให้ส่งเสริมภูมิปัญญา
    คิดว่าเราไม่ได้พูดแต่เรื่องจะเขียน แต่ได้พูดเรื่องรูปแบบ เทคนิค การจัดการ นี่คือการให้ความรู้ และต้องทำให้เห็นชัดเจนมากขึ้น
    ๘.๔.๘ การจัดทำวรรณมาลัย ประชุมนิพนธ์งานประพันธ์ทั้งหลาย
    เคยทำมาแล้วเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว ออกหนังสือมา ๕ เล่มเป็นแอนโทโลยีล้วนๆ สมัยประยอม ซองทอง เป็นนายกสมาคมฯ ก็ทำ ๕๐ เรื่องสั้น ๕๐ นักเขียน  ผู้ช่วยสาราณียกร(ขจรฤทธิ์ รักษา)ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็อยู่ในที่สัมมนานี้ คงนำเอาเรื่องนี้ไปทำโครงงานและจัดหาทุนต่อไป
    ๘.๔.๙ การทำรายการหนังสือ เพื่อแนะนำหนังสือดี
    อยู่ในแผนงาน กำลังนำเสนอต่อคณะกรรมการ
    ๘.๔.๑๐ เวบไซต์ของสมาคม
    มีแล้ว ชื่อ Thaiwriterassociation.com
    ๘.๔.๑๑ รายการทีวีวันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง
    ได้ไปประชุมวาระการอ่านแห่งชาติ กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่ ทั้งหมด ๒๖ องค์กร เขาร่วมไปผลักดันทั้งวาระการอ่านและเรื่องโฆษณาวันนี้คุณอ่านหนังสือหรือยัง กำลังทำโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนจาก ส.ส.ส.
    ๘.๔.๑๒ ถ้ามีศักยภาพจริงรัฐบาลต้องฟัง
    เป็นเรื่องยากมากเลย  สมาคมนักเขียนเป็นงานอาสาสมัคร เข้ามาโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ข้อจำกัดบางด้านจึงทำให้พลังที่จะต่อรองยังไม่เพียงพอ  ต้องสร้างพลังเพิ่ม
    ๘.๔.๑๓ การปรับโครงสร้างของสมาคมให้เป็นสมาคมนักเขียนอาชีพ
    เป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยอย่างนี้ดีแล้ว ไม่ควรจะเป็นสมาคมนักเขียนอาชีพ เพราะว่านักเขียนอาชีพมีน้อยกว่านักเขียนทั่วๆ ไป
    ๘.๔.๑๔ อยากให้กระทรวงวัฒนธรรมมีส่วนในการจัดพิมพ์หนังสืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
    เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาเอาเงินมาให้เราครึ่งหนึ่งแล้วเขาจะเอาหนังสือครึ่งไปเข้าหลวงด้วย คือรัฐจะมีระบบอะไรที่ยุ่งมาก ถ้าไม่อยากยุ่งยาก ต้องขอแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นการพิมพ์ประชุมนิพนธ์ ถ้าหาเงินได้จากรัฐส่วนไหนได้ก็จะสนับสนุน
    ๘.๔.๑๕ ให้มีคนเข้าไปดูแลลิขสิทธิ์นักเขียน และให้รัฐยกเว้นเงินภาษีกับนักเขียน หรือนำเงินที่ต้องเสียภาษีมาให้สมาคมฯ
    อันนี้ยากยิ่งกว่าไปพิมพ์หนังสืออีก  เคยชวนสรรพากรมาประชุมด้วยว่าทำไมหักให้แค่ ๖ หมื่นบาท เพราะค่าใช้จ่ายนักเขียนมิใช่แค่ ๖ หมื่นบาทต่อปี สรรพากรมองหน้าแล้วบอกว่า นักเขียนไม่เห็นจะต้องทำอะไรเลย คิดและขายฝัน ไม่เห็นลงทุนตรงไหน เมื่อยังคิดแบบนี้จึงบอกว่ายังยาก


    ๘.๔.๑๖ เรื่องสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
    นักเขียนเราก็ต้องเข้าไปใกล้สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  ให้เขาเห็น และรับรู้ว่า นักเขียนจริงๆ เป็นอย่างไร ข้อเสนอในการสัมมนานักเขียนทั้งสี่ภาคจะขีดเส้นแดงไว้หมดทุกข้อเลยว่าโครงการอะไรที่ควรจะทำต่อ แล้วควรจะทำอะไรบ้าง และเขาควรจะช่วยเราเรื่องอะไรบ้าง


    เราเสนอมากๆ อย่างนี้เป็นประโยชน์ อย่างน้อย ๑-๒ ข้อก็คงจะได้ทำต่อเนื่อง แล้วเขาจะได้เข้าใจความเป็นนักเขียน ความเป็นคนในสายวรรณศิลป์ชัดเจนขึ้น
    การสัมมนาครั้งนี้ เป็นครั้งที่มีข้อมูลที่พุ่งตรงเข้าสู่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมากที่สุด การแสดงออกของนักเขียนภาคใต้แม้ท่าทีเอาจริง เคร่ง ขรึม แต่นี่คือธรรมชาติของคนในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  ขอขอบคุณ

        ------------------------------


     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design