สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 24 กันยายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.thaingo.org/
    สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค ครั้งที่ 1 (ภาคกลาง)
    โพสต์โดย : mataree
    2007-09-11 20:13:15

    รายงานการสัมมนานักเขียนสี่ภูมิภาค  ครั้งที่ 1 (ภาคกลาง)


    ในหัวข้อ "สถานการณ์นักเขียนไทยวันนี้ : คุณภาพ / ปริมาณ"
    ณ ห้องประชุมคณะศิลปกรรมศาสตร์  ชั้น 14 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


    วันเสาร์ที่ 30  มิถุนายน  2550 เวลา 8.30 - 17.00 น.


    โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    -----------------------------------------------

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ร่วมกับสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดการสัมมนาในครั้งนี้  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

    1. ศาสตราจารย์ ดร. วิรุณ  ตั้งเจริญ อธิการบดีกล่าวต้อนรับ


    ศาสตราจารย์ ดร. วิรุณ  ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าวว่าในนามของมหาวิทยาลัยยินดีต้อนรับทุกคนที่มาร่วมการสัมมนาในครั้งนี้  เนื่องจากอยากให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีส่วนช่วยขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมอีกแรงหนึ่ง  นอกจากการสัมมนาในครั้งนี้แล้ว  อาจารย์วิรุณกล่าวว่าอาจจะจัดกิจกรรมร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย หรือร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์ หรือร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการทำโครงการเพื่อสนับสนุนให้เด็กไทยรักการอ่านเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

    2. อาจารย์ชมัยภร  แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  กล่าวชี้แจงความเป็นมาของโครงการ


    อาจารย์ชมัยภร  แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเป็นโอกาสที่นักเขียนจะได้มาพบปะกันมากขึ้น  และการจัดทั้ง 4 ภูมิภาคเพื่อให้ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางมาที่ส่วนกลาง  แต่จะเดินทางไปยังสถาบันเจ้าภาพในภูมิภาคต่างๆที่อยู่ใกล้แทน  การจัดการสัมมนาในครั้งนี้เป็นโครงการที่ขอทุนสนับสนุนจากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่อยู่ในการดูแลของศาสตราจารย์อภินันท์  โปษยานนท์ และได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากเอกชน  การจัดสัมมนาในลักษณะนี้ก็เพื่อให้เกิดโอกาสที่จะพบปะ สนทนากันเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนางานเขียนร่วมกัน ทั้งในเรื่องของการพัฒนากลวิธี  และยังเปิดโอกาสให้ทราบว่าสมาคมนักเขียนฯที่เป็นศูนย์กลางนั้นทำหน้าที่ใดและจะช่วยขับเคลื่อนวงการไปในทิศทางใด  ในที่นี้อาจรวมไปถึงการขับเคลื่อนวงการวิชาการด้วย   ข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาฯในครั้งนี้  สมาคมฯจะนำความคิดและข้อเสนอแนะต่างๆไปพิจารณาเพื่อต่อยอดในส่วนของกิจกรรมต่างๆของสมาคมฯต่อไป  ต่อจากนั้นมีการฉายวีดิทัศน์แสดงประวัติความเป็นมาและที่ทำการแห่งใหม่ของสมาคมนักเขียนฯ
     
    3. การปาฐกถานำ "เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของนักเขียนไทยวันนี้"  โดยคุณเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์


    คุณเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ เริ่มปาฐกถานำด้วยการท่องท่อนหนึ่งของกวีนิพนธ์ "ปากกาดอกกุหลาบ" ความว่า


      ปากกาเป็นอาวุธ   อันยุทธ์ยงอยู่คงคำ
      ทระนงดังธงนำ    ประกาศสัจธรรมเสมือน
       ใครกุมปากกาทาส   แลใครกุมปากกาไท
     ใครอยู่แม้ยามไป    แลใครไปแม้ยามเป็น
       ปากกายังจารึก   ไม่เปลี่ยนหมึกไม่เปลี่ยนประเด็น
     คงสีและคงเส้น    เป็นธงทิวไม่เปลี่ยนทาง
       หนึ่งดอกกุหลาบแดง  สำแดงคารวะวาง
     ประดับไว้ ณ ใจกลาง   ปากกา "ศรีบูรพา"

    การที่ยกตัวอย่างศรีบูรพาก็เนื่องจากว่าชีวิตและผลงานนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เข้าใจความหมายของคำว่าเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีได้อย่างเด่นชัด  ศรีบูรพานับว่าเป็นผู้ที่ชูคบไฟฝ่าความมืดของยุคสมัยในช่วงหนึ่งซึ่งไม่ต่ำกว่า 30 ปี   งานของศรีบูรพาไม่เพียงแต่สะท้อนยุคสมัย  แต่ยังส่องให้เห็นยุคสมัยอันเจ็บปวดและการต่อสู้ของสังคมไทย  งานของท่านจึงเป็นเสมือนประทีปส่องทางให้เห็นความฝัน ความใฝ่ฝันของสังคมของนักเขียนไทย  จึงเป็นเสมือนคันฉ่องส่องความงามและความดี และเป็นโคมฉายชีวิตคน
    คุณเนาวรัตน์เห็นว่ายุคสมัยที่ต้องการสะท้อนและส่องทางนั้นมีมาโดยตลอดไม่เพียงแต่ในสังคมไทยเท่านั้น  แต่สามารถพบเห็นได้ในทุกที่  เนื่องจากมนุษย์ต้องต่อสู้เพื่อสร้างยุคของตน ดังนั้น งานเขียนและงานวรรณกรรมจึงยังคงอยู่เสมอ  งานเขียนของทุกประเทศจึงช่วยให้เรารู้สึก  รู้ลึก  และรู้รอบ  เนื่องจากงานศิลปะจะเน้นหนักที่อารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อชีวิตของมนุษยชาติ อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้นับเป็นสิ่งสากลที่พ้นจากเชื้อชาติ  ภาษา และกาลเวลา  จึงต่างจากงานประวัติศาสตร์ที่เน้นในเรื่องเรื่องราวและข้อเท็จจริง 


     คุณเนาวรัตน์กล่าวว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมามีการสร้างเส้นทางหลักอยู่ 3 แนวทาง คือ
    1. การปกครอง  ของปรีดี  พนมยงค์    เป็นการคืนอำนาจสู่ประชาชน
    2. วรรณกรรม   ของศรีบูรพา เป็นการคืนอุดมคติสู่อุดมการณ์ 
    3. พุทธศาสนา   ของท่านพุทธทาส  เป็นการคืนพุทธธรรมสู่พุทธศาสน์

    ทั้ง 3 แนวทางนับเป็นเส้นทางหลักของสังคมทุกสังคม  เนื่องจากเส้นทางหลักของสังคมกำหนดด้วยการเมือง (รวมเศรษฐกิจและสังคม)  โดยอาศัยงานศิลปะเพื่อสื่อจากใจสู่ใจคน และงานพุทธธรรมก็นับเป็นงานที่สำคัญสูงสุด เพราะว่าธรรมะของทุกศาสนาจะกำหนดความเห็นถูกและผิดของคน  ด้วยเหตุนี้  คุณเนาวรัตน์จึงเห็นว่าผู้ที่ทำงานศิลปะต้องเป็นผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง  ต้องเข้าใจและถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเข้าใจไปสู่ผู้อื่นได้อย่างถูกต้องด้วย  นักเขียนจึงต้องมีจิตสำนึก และจิตสำนึกนี้เองที่จะช่วยชี้ขาดในงานทุกประเภท  โดยคุณเนาวรัตน์แบ่งจิตสำนึกออกเป็น 3 ประเภทคือ


    1. จิตสำนึกเพื่อตัวเอง  ซึ่งจะมีแนวโน้มไปในทางเห็นแก่ตัว
    2. จิตสำนึกเพื่ออุดมการณ์และเพื่อมนุษยชาติ จะเน้นการสร้างานเพื่อความฝันและความใฝ่ฝัน  โดยเป็นการมุ่งไปที่เป้าหมาย โดยไม่คำนึงถึงเหตุ และไม่หาจุดเริ่มต้น  แต่จะมองไปจนสุดฟ้า
    3. จิตสำนึกทางการเมือง จะช่วยให้มองอย่างเป็นระบบ ทำให้มองเห็นเหตุและผล  แต่การเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องสกปรก จนทำให้เป็นเรื่องติดลบและน่ารังเกียจ

    คุณเนาวรัตน์เชื่อว่าจิตสำนึกจะเป็นตัวชี้ขาดการทำงาน  สำหรับแนวทางการทำงานนั้น  คุณเนาวรัตน์เห็นว่าควรมี 4 อย่า 5 ต้อง  ที่นักเขียนและผู้ทำงานศิลปะควรจะมี  4 อย่า คือ

     1) อย่าตกยุค 

    2)  อย่าล้ำยุค 

    3)  อย่าหลงยุค  และ

    4)  อย่าประจบยุค 

    ส่วน 5 ต้อง คือ

    1) ต้องทันยุค 

    2)  ต้องเป็นปากเสียงผู้เสียเปรียบ 

     3)  ต้องตัดทัศนะปัจเจก (อหังการและอวดดี) โดยต้องเห็นแก่ส่วนรวมและมีธรรมาธิปไตย

      4)  ต้องมีจิตสำนึกทางการเมือง  และ

     5)  ต้องทำงานดุจราชสีห์  (ที่ไม่ใยดีกับมงกุฎที่สวมครอง  และไม่ยินดีที่จะเอาคราบสัตว์อื่นมาสวมครอบด้วย) 

     

    4. การอภิปราย "สถานการณ์นักเขียนไทย-ในท่ามกลางกระแสสังคม"  โดย อัศศิริ  ธรรมโชติ  วัฒน์  วรรลยางกูร  โชคชัย  บัณฑิต และ "กิ่งฉัตร"  ดำเนินรายการโดย อาจารย์ชมัยภร  แสงกระจ่าง


    คุณอัศศิริ  ธรรมโชติ กล่าวว่ากระแสสังคมในทุกวันนี้สับสนและสลับซับซ้อน  โดยมีความเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจและการเมือง  คนไทยในยุคนี้รู้สึกตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงทำให้คนหัวใจสลาย หรือบางคนก็เบื่อและเซ็ง  ในฐานะที่คุณอัศศิริเป็นทั้งนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์  ในยุคแรกที่เริ่มทำงานเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วนั้นพบว่านักเขียนในสมัยนั้นทำงานง่ายกว่านี้  เนื่องจากสังคมไม่สลับซับซ้อนในเหตุการณ์มากเท่านี้  สามรถแยกขาวและดำได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสังคมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเหมือนในปัจจุบัน  ในยุคก่อนที่ยังไม่ใช่ยุคข่าวสารข้อมูลนั้น โดยเฉพาะในช่วงยุค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 25149  ที่สื่อจริงๆในสมัยนั้นคือหนังสือพิมพ์และหนังสือ  นักเขียนคือหัวหอกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม  บทบาทนี้จึงขึ้นอยู่กับนักเขียนเป็นส่วนมาก นักเขียนในที่นี้รวมถึงนักเขียนคอลัมน์ต่างๆในหนังสือพิมพ์ด้วย   คุณอัศศิริเห็นว่าสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในช่วงพฤษภาทมิฬ ที่เกิด "ม็อบมือถือ" แล้วก็เริ่มเข้าสู่ยุค IT และโลกาภิวัตน์  จึงส่งผลให้สังคมซับซ้อนขึ้นและมองยากขึ้น  นับเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่สังคมบริโภคนิยม และเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการเมือง  เริ่มมีสื่อหลากหลายขึ้นที่เข้ามามีบทบาทในสังคม  อีกทั้งสังคมในยุคใหม่นี้ผันผวนมาก  เนื่องจากเป็นสังคมที่เงินเป็นใหญ่  ทุกคนทำงานเพื่อให้ได้เงิน  ทำให้เกิดค่านิยมของการต้องการเงินเพื่อให้อยู่รอด คนที่ไม่มีเงินคือคนที่ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง  และยังเป็นสังคมสารสนเทศที่สื่อต่างๆมุ่งสร้างค่านิยมการบริโภคขึ้น  นอกจากนี้ ความต้องการของคนในสังคมปัจจุบันต้องการในรูปของรูปแบบที่เป็นแพ็กเกจ โดยละเลยเนื้อหา รวมไปถึงการละเลยศิลปะและวัฒนธรรมด้วย


    คุณอัศศิริเห็นว่านักเขียนปัจจุบันไม่ได้เป็นเครื่องมือหรือหัวหอกทางวัฒนธรรมอีกต่อไป  แต่กลายเป็นส่วนประกอบทางวัฒนธรรม   ส่วนการทำหนังสือในปัจจุบันทำให้นักเขียนต้องกลายเป็นนักการตลาดไปด้วย  กล่าวคือเป็นทั้งเขียนและทั้งขายหนังสือเอง  จากการที่ได้สนทนากับนักการตลาดทางด้านหนังสือจึงทราบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการซื้อหนังสือของคนในสังคมคือ 1)  ชื่อเรื่อง   2) ปก  และ  3)  ผู้เขียน  

    นอกจากนี้  คุณอัศศิริ แนะนำวิธีการพัฒนาของนักเขียนสมัยนี้  โดยแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
    1) ต้องติดตามข่าวสารบ้านเมือง  เนื่องจากในปัจจุบันเป็นยุคที่ข่าวสารท่วมโลก ที่มีเกิดการสร้างวัฒนธรรมใหม่และมิติใหม่ๆหลากหลายมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ต  ด้วยเหตุนี้นักเขียนควรที่จะต้องศึกษาและแยกแยะ  และปัจจัยหลักที่ทำให้เรายังสับสนในสังคมเนื่องจากเราขาดการศึกษาและแยกแยะว่าอะไรผิด  อะไรถูก
    2) ควรจะทวนกระแสในมุมมองของนักเขียน   เนื่องจากเป็นการยากที่จะให้ผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคมเป็นที่รู้จักและสนใจจากคนส่วนใหญ่ในสังคม  ดังนั้น  นักเขียนจึงต้องนำชีวิตเหล่านี้มาเผยแพร่ให้เห็น
    3) การอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม  เนื่องจากสังคมที่เป็นประชาธิปไตยจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้  แต่ควรที่จะมีการป้องกันความแตกแยกในสังคม  โดยนักเขียนควรมีหน้าที่สร้างความปรองดองในสังคมให้มีสันติ  หลีกเลี่ยงความรุนแรง เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า

    คุณวัฒน์  วรรลยางกูรกล่าวว่าตนเองโชคดีที่อยู่ในยุคที่ไม่สับสน คืออยู่ในช่วงระหว่างปี 2516 -2525 ผู้คนยังสนใจการอ่านและการเขียน  เมื่อมีผู้ใดเขียนงานออกมาก็ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก  หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ในช่วงนันจะพบว่าเกิดนักเขียนและงานดีๆเป็นจำนวนมาก  ในช่วงนั้นงานมักจะสะท้อนความเป็นไปของสังคมทั้งในประเทศและสังคมโลก  โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 ที่กระแสความคิดของตะวันตกไหลบ่าเข้ามาในสังคมไทย  จึงเกิดงานวรรณกรรมดีๆ เป็นจำนวนมาก กล่าวคือ ช่วง 2470 -2480 มีงาน "ละครแห่งชีวิต"  ของ ม.จ. อากาศดำเกิง  ระพีพัฒน์  ช่วง 2590 -2500 มีงานของเสนีย์  เสาวพงษ์  ศรีบูรพา  อิศรา  อมันตกูล และ ลาวคำหอม  ส่วนในกระแสโลกก็มีความตื่นตัวในเรื่องของแนวคิดสังคมนิยมในประเทศจีน  การเกิดความขัดแย้งในเกาหลี จนแยกเป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้  ต่อจากนั้นในช่วง 14 ตุลาคม 2516 กระแสโลกมีการต่อต้านสงครามเวียดนาม  ส่วนในสังคมไทยก็เกิดความต้องการที่จะเป็นอิสระจากอำนาจเผด็จการที่ปกครองประเทศมานานนับ 10 ปี  นักเขียนในช่วงนี้ก็จะเป็นไปตามกระแสสังคม


    คุณวัฒน์กล่าวว่าโดยส่วนตัวไม่เคยหมดหวัง  แต่ยังคงรักษาความมุ่งมั่นในการเขียนเอาไว้  นอกจากนี้ คุณวัฒน์เห็นว่าระบบการอ่านของเยาวชนในสังคมไทยสามารถแก้ไขได้  แต่ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการกระตุ้นให้เด็กไทยรักการอ่านได้  เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบในส่วนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างจริงจัง  และขาดผู้ที่จะมาผลักดันจริงๆทั้งจากรัฐและนโยบาย  ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากผู้มีอำนาจกลัวว่าการอ่านจะทำให้คนกล้าคิดและกล้าตั้ง
    คำถาม

    คุณโชคชัย  บัณฑิตเห็นว่างานวรรณกรรมที่อ่านในนิตยสารและวารสารต่างๆนั้น ผ่านการคัดกรองมาจากบรรณาธิการก่อน  ในขณะเดียวกับบรรณาธิการเหล่านั้นก็ให้แนวทางแก่นักเขียนด้วย  นอกจากนี้ คุณบัณฑิตเล่าว่าเขาเติบโตมากับการจัดสัมมนาวรรณกรรม   และการประชุม "กวีนัดพบกวี" ที่จัดขึ้นในช่วงประมาณปี 2525 เป็นต้นมา  นับเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้นักเขียนมาพบปะและแลกเปลี่ยนทัศนะทางด้านการเมืองและสังคม  กิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของนักเขียน เช่น กลุ่ม "กาแล" ของนักเขียนภาคเหนือ และกลุ่ม "นาคร" ของนักเขียนภาคใต้


    ส่วนมุมมองของนักเขียนปัจจุบันที่มีต่อสังคมนั้น  คุณโชคชัยเห็นว่ากวีคือ "กลุ่ม NGO ที่ต่อมโรแมนติกโตผิดปกติ"  คือกวีสร้างสรรค์มักจะยืนอยู่ข้างผู้เสียเปรียบในสังคม  และสะท้อนมุมมองของผู้เสียเปรียบ จนเป็นเสมือนเป็นปากเสียงแทนผู้เสียเปรียบ  รวมทั้งการสะท้อนความรู้สึกของยุคสมัยออกมาให้ผู้คนในสังคมได้รู้จัก  โดยส่วนตัว  คุณโชคชัยนิยมสะท้อนสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  บางครั้งก็ไม่ได้ชี้ทางแก้ปัญหา  เพราะต้องการให้ผู้อ่านฉุกคิดเองว่าเหตุใดจึงสะท้อนออกมาในแง่มุมนี้  


    คุณโชคชัยเห็นว่าทางลัดของนักเขียนในปัจจุบันคืออินเตอร์เน็ต  โดยการนำเรื่องที่เขียนไปลงในเว็บไซต์ หรือเว็บบอร์ด ก็สามารถที่จะแสดงผลงานของตนได้โดยทันที  ในแง่หนึ่งการนำเสนอในสื่อนี้ก็ดีเนื่องจากเป็นการเสนอเรื่องให้ผู้อ่านอ่านได้โดยตรง  แต่จุดอ่อนคือขาดผู้คัดกรอง  แต่อย่างไรก็ดี  นักเขียนก็มักจะสะท้อนสังคมออกมาในวิถีทางของตน  อีกทั้งยังเสนอว่าควรที่จะอ่านงานที่นักวิชาการย่อยมาแล้วก็จะช่วยให้เข้าในสถานการณ์ของสังคมได้ชัดเจนขึ้น  และอาจจะนำสิ่งที่ได้จากการอ่านเหล่านั้นมานำเสนอผ่านทิศทางและแนวทางของตน  สำหรับการที่จะให้กวีนิพนธ์ไปสู่ประชาชนในวงกว้างขึ้นนั้น  อาจจำเป็นการปรับเปลี่ยนช่องทางในการนำเสนอคืออาจนบทกวีมาถ่ายทอดในรูปของบทเพลง  หรือให้มีการอ่านบทกวีบนเวทีคอนเสิร์ตก่อนที่จะเริ่มแสดงดนตรี

    "กิ่งฉัตร" กล่าวว่าผู้ที่จะเป็นนักเขียนในสมัยก่อนนั้นเกิดยากมาก  เนื่องจากต้องผ่านระบบการคัดกรองจากบรรณาธิการ  แต่ปัจจุบันสื่ออินเตอร์เน็ตนับเป็นช่องทางที่ทำให้เป็นนักเขียนได้อย่างง่ายดาย จนบางครั้งก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราทำมากว่า 10 ปี เพื่อที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียน กลับกลายเป็นเรื่องง่ายๆของนักเขียนรุ่นใหม่  และนักเขียนที่เป็นเยาวชนรุ่นใหม่เหล่านี้มักจะไม่สนใจขนบทางวรรณกรรมหรืออ่านงานวรรณกรรมเก่าๆ  เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้มักจะมั่นใจในตัวเองสูงมาก  ก้าวไปเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวให้ทันสื่อ  ดังนั้น  หากจะตามยุคให้ทันก็ต้องตามกระแสสังคมให้ทันอยู่เสมอ  ในงานของนักเขียนรุ่นใหม่มักจะสะท้อนแนวคิดวัตถุนิยมอย่างชัดเจนมาก ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะไม่สนใจกับคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  จึงอยากกระตุ้นให้นักเขียนที่เป็นคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น  นอกจากนี้จะพบว่าชื่อหนังสือของนักเขียนที่เป็นคนรุ่นใหม่นั้นมักจะเป็นกระแส หรือเป็นแฟชั่นที่ "เล่น" กับความอยากรู้ของวัยรุ่นจริง  ดังนั้น  การจะปลูกฝังแนวคิดเรื่องต่างๆกับวัยรุ่นจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา  โดยต้องปลูกฝังแนวคิดการรักการอ่านอย่างถูกต้อง โดยมุ่งเน้นไปที่นักเขียนและนักอ่านรุ่นเด็ก  เนื่องจากแต่เดิมเชื่อว่าการปลูกนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชน  คือให้เขาอ่านอะไรก็ได้  แต่ขอให้เขาอ่านก่อน  แต่ในปัจจุบันก็มักจะเกิดคำถามในความเชื่อนี้แล้ว  โดยอาจจำเป็นต้องมีการคัดกรองหนังสือ โดยเลือกเฉพาะหนังสือที่สามารถพัฒนาการอ่านของเขาได้   เพราะในปัจจุบันมีหนังสือเป็นจำนวนมาก   ด้วยเหตุนี้ ร้านหนังสือควรให้การสนับสนุนการเลือกสรรและคัดสรรหนังสือดีและหนังสือเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างการอ่าน  และควรมีการนำหนังสือที่มีคุณค่าเข้าห้องสมุด เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ หรือควรมีการจัดสัมมนาในโรงเรียนเพื่อให้เยาวชนเข้าใจมากขึ้น

    5. การเสนอผลอภิปรายกลุ่มย่อย ในหัวข้อ "สถานการณ์นักเขียนไทย - จะก้าวไปทางไหนดี"


    5.1 กลุ่มกวีนิพนธ์


    ตัวแทนกลุ่มกวีนิพนธ์เสนอความเห็นที่ได้การประชุมกลุ่มว่ากวีนิพนธ์เป็นงานที่ไม่ค่อยมีผู้อ่าน  โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่จะเห็นว่างานแนวขนบหรือแนวอนุรักษ์เป็นสิ่งที่น่าเบื่อและเชย   เยาวชนรุ่นใหม่จะเรียกภาษากวีของกลุ่มนี้ว่า "ภาษาเทวดา" นอกจากนี้  ในสังคมยังขาดวัฒนธรรมการอ่าน  เนื่องจากระบบการศึกษาได้ถอดการอ่านอาขยานออกจากหลักสูตร จึงทำให้เด็กไม่ได้สัมผัสกับเสียงหรือทำนองเสนาะ จึงทำให้ห่างไกลกับกลอน โคลงต่างๆมากขึ้น  ประกอบกับครูผู้สอนก็มิได้เป็นผู้ที่แม่นยำในฉันทลักษณ์มากสักเท่าใด จึงเกิดปัญหาในการถ่ายทอด   อีกทั้ง การเขียนกวีนิพนธ์เพื่อเผยแพร่ในปัจจุบันแบ่งสื่ออกเป็น 2 แบบ คือ 1) สื่อสิ่งพิมพ์ และ 2) อินเตอร์เน็ต  สำหรับการนำเสนอกวีนิพนธ์ในสื่อสิ่งพิมพ์มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหน้า เนื่องจากสื่อให้พื้นที่ในส่วนของกวีนิพนธ์น้อยมาก ทำให้ผู้ที่ส่งงานเข้าไปนั้นมีโอกาสลงพิมพ์ยากมาก  และความเห็น  รสนิยม และมาตรฐานของบรรณาธิการก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินด้วย  รวมไปถึงนโยบายของหนังสือก็มีส่วนสำคัญ  กล่าวคือ บางเล่มก็เน้นงานแนวกุ๊กกิ๊ก ก็จะมาที่สำหรับกลอนเปล่า  บางเล่มก็เน้นกวีนิพนธ์การเมือง  ดังนั้น  การจะส่งบทกวีไปให้นิตยสารฉบับใดก็คงต้องเลือกส่งไปให้ตรงกับแนวที่นิตยสารฉบับใดต้องการด้วย


    สำหรับทางแก้ของปัญหาเหล่านี้นั้นก็มีการเสนอในหลายวิธีคือ


    - ควรมีการจัดทำสรรนิพนธ์บทกวี  อาจจะจัดทำบทกวียอดเยี่ยมคัดสรรเป็นประจำทุกปี   เนื่องจากงานสรรนิพนธ์นี้ นอกจากจะเป็นที่รวมของบทกวีที่ดีในแต่ละปีแล้ว  ยังช่วยให้ผู้อ่านทั่วไปติดตามหางานของกวีผู้ใดผู้หนึ่งที่น่าสนใจต่อไปก็เป็นได้  และยังเสนอว่าได้ควรอ่านงานสรรนิพนธ์กวีนิพนธ์ของโครงการวิจัย "กวีนิพนธ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย"  ทั้ง 5 เล่ม เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ไปสู่กวีชาติอื่นๆด้วย


    - ควรมีผลงานกวีที่หลากหลายเพื่อตอบสนองและตอบโจทย์กลุ่มผู้อ่านทุกกลุ่ม 


    - สำหรับการสอนนักเรียนเกี่ยวกับกวีนิพนธ์นั้น  อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นว่าครูผู้สอนไม่ควรกังวลหรือยึดติดกับรูปแบบมากจนเกินไป  เนื่องจากกวีนิพนธ์นับเป็นเรื่องง่าย  ถ้าสามารจับจังหวะได้  กวีนิพนธ์ก็ไม่ต่างจากบทเพลง  ดังนั้นจึงควรสอนให้เยาวชนเห็นว่ากวีนิพนธ์เป็นของง่าย โดยสนับสนุนให้เยาวชนกล้าเขียน  กล้าแสดงความเห็น แล้วจึงค่อยๆขัดเกลาไปเรื่อยๆ  เมื่อสนใจแล้วจึงค่อยๆเพิ่มในเรื่องของฉัทนลักษณ์เข้าไป


    - ควรมีนิตยสารเช่นครั้งหนึ่งที่เคยมี เช่น ไรเตอร์  เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้และนำเสนอทิศทางเพื่อชี้ให้เห็นแนวทางและความเคลื่อนไหวของกวีร่วมสมัย


    - เสนอว่าในมหาวิทยาลัยควรมีการจัดเสวนาในเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น  หรือตามห้องสมุดของโรงเรียนก็ควรมีหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีคุณค่าไว้ด้วย  เพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่านกวีนิพนธ์ให้กับเยาวชนด้วย


    - อาจจะมีการทำอย่างที่โรงเรียนมัธยมในอเมริกา คือมีการอ่านบทกวีคัดสรรให้นักเรียนทั้งโรงเรียนฟังทุกวัน วันละ 1 บท  เพื่อให้กวีนิพนธ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และไม่แปลกแยกจนเกินไป


    - อาจมีการทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงกวีนิพนธ์มากขึ้น  โดยอาจจะจัดให้มีการอ่านกวีประกอบเพลง  ประกอบวีดิทัศน์ หรือประกอบภาพ  เพื่อให้เข้าใจกวีนิพนธ์มากขึ้น


    - อาจมีการจัดอบรมเพื่อให้เขียนกวีอย่างถูกต้อง  ในการประชุมกลุ่มครั้งนี้มีอาจารย์ภาษไทยผู้หนึ่งยินดีที่จะเป็นวิทยากรให้  ในประเด็นนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมผู้หนึ่งยกตัวอย่างว่าในปัจจุบันคุณภัทราวดี  มีชูธน  มีการสอนเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ที่ภัทราวดีเธียร์เตอร์ ทุกวันอาทิตย์  โดยใช้กลวิธีให้เด็กสนุกและเข้าถึงกวีนิพนธ์ได้ง่ายมากขึ้น  ซึ่งเป็นที่นิยมของเด็กเป็นจำนวนมาก


    - สำหรับปัญหาเรื่องพื้นที่นั้นในปัจจุบันก็แก้ไขด้วยการนำเสนอกวีนิพนธ์ในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น  จึงมีผู้เสนอว่าในอินเตอร์เน็ตน่าจะมีทั้งการเขียน  การอ่าน และการแนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ด้วย


    - ผู้เข้าร่วมประชุมผู้หนึ่งเห็นว่าไม่ควรไปฝากความหวังในการพัฒนาเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ไว้ที่ผู้อื่น  แต่ทุกคนควรเริ่มทำในส่วนของตัวเองก่อน  และได้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เช่น การนำมาวรรคดีเก่ามาเล่าใหม่ให้สนุกขึ้น  การสอนการแต่งโคลงในเว็บบอร์ด  จนสามารถสร้างกลุ่มผู้รักการแต่งโคลงขึ้นมาได้  และกำลังจัดอบรมครูภาษาไทยเพื่อให้สอนภาษาไทยอย่างสนุก

    5.2 กลุ่มเรื่องสั้น


    ตัวแทนกลุ่มเรื่องสั้นกล่าวว่าสมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่สนใจอ่านและกำลังเริ่มต้นเขียนเรื่องสั้น  ความเห็นที่ได้จากกลุ่มนั้นสามารถสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้


    - เรื่องสั้นมีสนามให้ประลองน้อยมาก และน้อยเกินไป โดยเฉพาะในสื่อสิ่งพิมพ์  จึงส่งผลอย่างมากต่อนักเขียนหน้าใหม่ที่จะเกิดได้ยากและมีชื่อเสียงยากมาก 


    - เรื่องสั้นจะเป็นงานวรรณกรรมที่วัยรุ่นอ่านน้อยมาก  เนื่องจากเป็นงานที่อ่านยาก  เยาวชนจึงไม่อ่าน  จึงเสนอว่าน่าจะมีช่องทางให้กับเรื่องสั้นของเยาวชนมากขึ้น


    - เรื่องสั้นยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  โดยเฉพาะเรื่องสั้นสมัยใหม่  เนื่องจากนักเขียนยังไม่สามารถเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และความลึกซึ้งในการประเมินสถานการณ์ยังไม่ลึกซึ้งพอ  ประกอบกับภาษาวรรณศิลป์ก็ยังไม่ดี  โดยเฉพาะนักเขียนที่เป็นวัยรุ่นที่จะนำเสนองานในรูปของภาษาพูดและบทสนทนาเป็นหลัก


    - เรื่องสั้นรุ่นเก่ายังถือว่าเป็นงานที่มีคุณภาพอยู่  และยังมีการพูดถึงงานเขียนชั้นครูอยู่  เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีงานเขียนที่จะทัดเทียมกับงานเรื่องสั้นชั้นครูได้  จึงส่งผลให้วงการเรื่องสั้นไม่เติบโตเท่าที่ควร


    - เสนอว่าน่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้เรื่องสั้นเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะในนิตยสารต่างๆ  เช่น เปิดพื้นที่เฉพาะสำหรับนักเขียนวัยรุ่นด้วย


    - เสนอให้มีการเสนอแนะวิธีการเขียนเรื่องสั้นแก่ผู้เริ่มเขียน และควรมีคอลัมน์และกิจกรรมเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น


    - น่าจะมีการเปิดโอกาสให้นักเขียนเรื่องสั้นมืออาชีพมาแลกเปลี่ยนกับนักเขียนมือใหม่ หรือการรวมกลุ่มผู้สนใจเขียนเรื่องสั้นให้คึกคักมากขึ้น


    - ควรนำงานเขียนเรื่องสั้นชั้นครูมาพิมพ์เผยแพร่ให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้รู้และใช้เป็นแนวทางในการเขียนเรื่องสั้นต่อไป

    5.3 กลุ่มนวนิยาย


    ตัวแทนกลุ่มนวนิยายกล่าวว่าสมาชิกในกลุ่มสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ  1)  นักเขียนมืออาชีพ  2) นักเขียนมือใหม่   และ 3) นักเขียนที่เพิ่งหัดเขียน  สำหรับประเด็นในการอภิปรายมี ดังนี้


    5.3.1 การหัดเขียนนวนิยาย  นักเขียนรุ่นใหม่มีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการเขียนและการนำเสนอเรื่องให้สำนักพิมพ์  ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน  สำหรับนวนิยายแนวแฟนตาซี และแนวผจญภัยนั้น ผู้อ่านยังนิยมหนังสือแปลมากกว่าหนังสือที่นักเขียนไทยเขียนเอง  ส่วนแนวทางแก้ปัญหาที่นักเขียนอาชีพเสนอคือ หากพิจารณาจากมุมมองของบรรณาธิการจะพบว่า บรรณาธิการชอบ 1) ความแปลกใหม่ โดยเนื้อเรื่องต้องดึงดูดใจและไม่ยาวจนเกินไป  เพราะต้องพิจารณากระแสตอบรับจากตลาดด้วย    2) กระแสของตลาด  แต่หากเป็นแนวนอกกระแส ก็ต้องเป็นเรื่องที่สนุกสนานและน่าสนใจ  และ 3) สำนวนและโวหารต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง


    5.3.2 การเขียนนวนิยายโรมานซ์กับฉากเลิฟซีน  นับเป็นแนวที่ได้รับความนิยมมากและมีนักเขียนในแนวนี้มาก  อย่างไรก็ดีนักเขียนก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่ออกไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของฉากเลิฟซีน


    5.3.3 การเขียนเครื่องหมายอีโมติคอน (emoticon)  อีโมติคอนมาจาก คำว่า emotion + icon  คือการนำเครื่องหมายวรรคตอนมาแสดงให้เป็นภาพเพื่อใช้แทนข้อความหรืออารมณ์  เป็นที่นิยมมากในนวนิยายของนักเขียนเยาวชน  ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าเมื่อนักเขียนเยาวชนเหล่านั้นโตขึ้นควรที่จะต้องศึกษาวิธีการบรรยายเพื่อนำมาใช้แทนเครื่องหมายอีโมติคอน


    5.3.4 การตอบโจทย์การตลาดมากไป จนขาดเอกลักษณ์ของตนเอง และกลายเป็นการตลาดไป  ในปัจจุบันสำนักพิมพ์มักเน้นที่กระแสของตลาดอย่างมาก  จะพบว่างานวรรณกรรมบางชิ้นแม้ว่าจะมีคุณภาพดี  แต่อาจไม่ได้รับการตีพิมพ์ก็ได้  หากงานไม่ได้กำไร  ในประเด็นนี้ "กิ่งฉัตร" เห็นว่าการเขียนนวนิยายให้มีคุณภาพและสนุกก็สามารถกระทำได้  โดยที่นักเขียนต้องมีจุดยืนและรักษาคุณภาพของงานเขียนไว้  โดยที่คุณภาพและปริมาณก็ควรจะต้องมีความพอเหมาะพอดีกันด้วย


    5.3.5 ภาษาและสำนวนของคนที่เปลี่ยนตามยุคสมัย  ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นว่านักเขียนรุ่นใหม่มักจะไม่อ่านงานรุ่นเก่า  เนื่องจากมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก  จึงเสนอว่าน่าจะมีการจัดกลุ่มนักอ่านให้มาเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิจารณ์งานร่วมกัน  เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน โดยอาจจะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆก่อนแล้วจึงจะค่อยๆขยายตัวออกไป  นับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันของนักอ่าน  นอกจากนี้ยังเห็นว่านักเขียนควรที่จะมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้ภาษา  เนื่องจากนักเขียนที่ประสบความสำเร็จจะมีการเลือกใช้ภาษาและมีความชัดเจนในตัวงาน  จึงเห็นว่านักเขียนรุ่นใหม่ไม่ควรรีบร้อนในการเขียนงานมากเกินไป และควรคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อ่านด้วย  คุณปิยะพร  ศักดิ์เกษม แนะนำว่านักเขียนไม่ควรรีบร้อนที่จะเขียน อย่าหลงในงานของตน  ควรมีความมั่นคง และพัฒนางานของตนต่อไปเรื่อยๆ  ส่วน "กนกวลี" กล่าวว่างานเขียนที่มีคุณภาพนั้นจะพิจารณาจาก 1) เนื้อหา  2) ภาษา 3) ความคิด และ  4) จิตสำนึกในงาน
      
    5.4 กลุ่มสารคดี


    ผู้แทนกลุ่มสารคดีกล่าวว่าในกลุ่มเห็นว่าสารคดีเป็นเสมือน "ลูกเมียเก็บ" หรือนักเขียนสารคดีบางคนเห็นว่าสารคดีคือ "ลูกผัวทิ้ง" คือแม้ว่าจะเป็นงานที่มีคุณค่า  แต่มักไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าใดนัก  เนื่องจากผู้พิมพ์จะพิจารณาที่การตลาดและเรื่องของผลกำไรเป็นหลัก   ในกลุ่มเห็นว่าปัญหาของสารคดีคือ งานไม่ค่อยได้รับการตอบรับ  การนำเสนองานยากมาก  เนื่องจากมีกลุ่มผู้อ่านในวงแคบ มีพื้นที่น้อย และผู้เขียนได้เงินค่าตอบแทนน้อย  ในขณะที่การทำสารคดีนับเป็นการสร้างงานจากอุดมการณ์ และความมีใจรัก  แต่ก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการเก็บข้อมูลสนาม  รวมทั้งต้องใช้พลังและความมุ่งมั่นของผู้เขียนอย่างมาก  แต่บางครั้งงานที่นำเสนอไปก็ถูกเก็บเรื่องหรือถูก "ดอง" ไว้เฉยๆ  ประกอบกับไม่มีหน่วยงานใดที่จะสนับสนุนการเขียนสารคดี 


    ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอทางแก้ปัญหาที่พบ   โดยเสนอว่าควรมีการให้รางวัลซีไรต์และรางวัลศิลปินแห่งชาติกับนักเขียนสารคดีด้วย  (สมาชิกกลุ่มสารคดีได้เข้าชื่อกันยื่นข้อเรียกร้องนี้กับนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเพื่อให้เสนอเรื่องนี้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป) นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่รู้จัก  เข้าถึง และเขียนงานสารคดีด้วย  คือการเปิดพื้นที่ในการอบรมแล้ว  ควรที่จะมีพื้นที่ให้เด็กที่เริ่มเขียนลงเพื่อเป็นการต่อยอดในการอบรมการเขียนสารคดีต่อไป  หรืออาจจะมีทุนสนับสนุนในการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล  อีกทั้งยังเสนอว่าสมาคมนักเขียนฯควรทำรายชื่อนักเขียนสารคดีประมาณ 100 ชื่อเพื่อให้คนทั่วไปรู้จักนักเขียนสารคดี  

    6. การปิดการสัมมนา โดย อาจารย์ชมัยภร  แสงกระจ่าง


    อาจารย์ชมัยภรกล่าวว่าจากการประชุมกลุ่มย่อยที่ตัวแทนของแต่ละกลุ่มเสนอนั้น  สามารถที่จะสรุปได้ดังนี้  นวนิยายเป็นรูปแบบวรรณกรรมที่พัฒนาเร็วเกินไป  จนทำให้เกิดการวิตกกังวลในเรื่องของคุณภาพของงาน  โดยเฉพาะผลงานที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต  เรื่องสั้นนั้นก็เป็นงานวรรณกรรมที่ช้าเกินไป  เพราะกว่าที่งานจะได้รับการคัดเลือกเพื่อตีพิมพ์สัก 1 ชิ้น ก็ใช้เวลานานมาก  และกว่าที่จะรวมเล่มงานเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ก็ยิ่งนานเข้าไปอีก  รวมทั้งยังมีความกังวลว่าไม่มีงานเรื่องสั้นที่มีคุณภาพ  อาจารย์ชมัยภรจึงติงว่าที่ประชุมอาจจะลืมว่าในการประชุมทางวรรณกรรมหลายครั้งที่ผ่านมาก็จะได้ข้อสรุปตรงกันคือ  เรื่องสั้นนับเป็นรูปแบบงานวรรณกรรมที่พัฒนาไปได้มากที่สุด  และก็มีนักเขียนเรื่องสั้นคุณภาพหลายคน เช่น ไพฑูรย์  ธัญญา  มาลา  คำจันทร์ และกนกพงศ์  สงสมพันธ์  เนื่องจากงานเรื่องสั้นเหล่านั้นเกิดจากราก  โดยเฉพาะในเรื่องของท้องถิ่น  เมื่อเกิดแล้วก็จะเกิดจริงๆ และมีพลังแรงมาก   ส่วนกวีนิพนธ์นั้นมีความกังวลในเรื่องของความไม่ทันสมัย  ความน่าเบื่อของงานมรดกของเราเอง  เพราะกรอบเหล่านั้นทำให้เกิดความคิดในเชิงอนุรักษ์สูง จนทำให้เกิดการปฏิเสธจากเยาวชนรุ่นใหม่  สำหรับสารคดีนั้นเขียนยาก ในขณะเดียวกันก็ถูกละเลย  การเขียนสารคดีจำเป็นต้องมีการสำรองจ่ายเงินล่วงหน้า  โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูล  แต่เมื่อได้ค่าตอบแทนก็ไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า 
    ทางแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการพัฒนาไปพร้อมๆกันในหลายส่วน คือ


    1. พัฒนาผู้เขียน  กล่าวคือนักเขียนต้องมีจุดยืนที่มั่นคง  และอาจะมีการสัมมนา เสวนา เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนางานของนักเขียนร่วมกัน


    2. พัฒนาผู้อ่าน  โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน  เนื่องจากในปัจจุบันขาดบรรยากาศในการสร้างนักอ่านที่ดี  การพัฒนาในครั้งนี้อาจรวมไปถึงกลุ่มผู้ปกครอง  ครู  และหลักสูตรการศึกษาด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การสร้างจิตสำนึกทางการเมือง (ในความหมายของคุณเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์) และจริยธรรม


    3. การเพิ่มสนามหรือเวทีให้มากขึ้น  ขณะเดียวกันก็อาจมีกิจกรรมที่เสริมเข้ามาเพื่อช่วยในการอบรมนักเขียนหรือบรมเยาวชนในด้านต่างๆ  โดยเสนอให้สมาคมนักเขียนฯเป็นผู้สร้างกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมในการต่อยอดในเรื่องนี้ต่อไป


    4. ฝากให้สมาคมนักเขียนฯช่วยประสานงานหรือเสนอต่อหน่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  เช่น เสนอกระทรวงวัฒนธรรมให้มีการจัดทำทำเนียบ 100 นักเขียนสารคดี  หรือการให้สมาคมนักเขียนฯทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวมตัวของนักเขียน

    7. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการสัมมนา


    7.1 การสัมมนาในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นจำนวนมาก ประมาณ 120 คน ผู้ร่วมสัมมนาเหล่านี้มาจากหลายกลุ่มอาชีพและหลายกลุ่มอายุ  ทำให้การประชุมกลุ่มย่อยมีประเด็นที่หลากหลาย แลได้รับมุมมองที่รอบด้าน นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก


    7.2 วิทยากรในการอภิปรายนับว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำงาน  แต่ละคนต่างเสนอมุมมองในประเด็นที่นำมาอภิปรายได้อย่างชัดเจน และยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้มองเห็นปัญหาและสถานการณ์ของนักเขียนในปัจจุบันชัดเจนขึ้น


    7.3 ปัญหาของกลุ่มวรรณกรรมทุกกลุ่มมีทิศทางไปในทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนักเขียนรุ่นใหม่ที่ละเลยการอ่านงานรุ่นเก่า และการขาดวุฒิภาวะบางประการของนักเขียนที่เป็นเยาวชน  รวมไปถึงสื่ออินเตอร์เน็ตนับเป็นช่องทางสำคัญของนักเขียนหน้าใหม่ แม้ว่าทางหนึ่งก็ช่วยเป็นเวทีที่เปิดกว้างที่ทดแทนเวทีของสื่อสิ่งพิมพ์ได้  แต่อีกทางหนึ่งก็น่าเป็นห่วงเนื่องจากงานเหล่านี้ขาดการคัดกรองก่อนที่จะนำเสนอ  จึงเป็นข้อด้อยในเรื่องมาตราฐานทั้งตัวงานและสำนวนภาษา


    7.4 ปัญหาสำคัญที่ทุกกลุ่มเห็นตรงกันคือวัฒนธรรมการอ่านของเยาวชนน่าเป็นห่วง  จึงควรมีมาตรการส่งเสริมในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม  โดยจำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกันในทุกภาคส่วน ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม

    นางสาวอรพินท์  คำสอน
    ผู้สรุปรายงานการสัมมนา

    -----------------------------------

     

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design