สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 21 พฤศจิกายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน

  • อัตลักษณ์และวาทกรรม นิราศของมหากวี สุนทรภู่โดย : มหา สุรารินทร์
    โพสต์โดย : midorikwa
    2009-06-11 10:27:05


    สุนทรภู่ นับเป็นมหากวีสามัญชนที่โดดเด่นในหมู่กวีประจำชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อพระวงศ์เสียทั้งสิ้น

    ทั้งนี้สังคมไทยที่มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยอยุธยา ทั้งยังชีวิตในแวดวงของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของความเปลี่ยนแปลง มีความสอดคล้องกับทัศนคติและค่านิยมของพวกกระฎุมพี

    "กระฎุมพีไทย" (ในที่นี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า bourgeois หมายถึง คนมั่งมี หรือสามัญชนที่สร้างฐานะจนร่ำรวยขึ้นมา) ไม่มีกำเนิดเป็นอิสระจากระบบศักดินา ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่หนีอำนาจทางการเมืองของพวกศักดินา ไปอยู่ในชุมชนที่สร้างใหม่ตามชุมชนทางคมนาคมและพัฒนาเมืองขึ้นเป็นฐานอำนาจอิสระของตนเอง มีรายละเอียดอธิบายอยู่ในงานเขียนชุด "ปากไก่และใบเรือ" ของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

    วรรณกรรมนิราศของสุนทรภู่ทั้ง 8 เรื่อง คือ นิราศเมืองแกลง, นิราศพระบาท, นิราศภูเขาทอง, นิราศวัดเจ้าฟ้า, โคลงนิราศสุพรรณ, นิราศประธม, นิราศเมืองเพชร และรำพันพิลาป จึงเป็นสะพานเชื่อมวาทกรรมกับคนชายขอบที่เป็นมุมมองคนเมืองอย่างที่สุนทรภู่มองเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน คือ การดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การแต่งกาย วัฒนธรรม และสำเนียงภาษา เป็นสิ่งกำหนด "ความเป็นอื่น" ต่างจากสังคมกระแสหลักในคนบางกอก ที่ค่อนข้างละเอียดกว่านิราศที่มีมาก่อนหน้านี้

    นิราศเรื่องต่างๆ ของสุนทรภู่มองผ่านการสร้าง "วาทกรรม" ในนิราศกับวิถีชีวิตคนชายขอบที่เป็นทั้ง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนชายขอบที่เรียกตัวเองว่าเป็น "คนไทย" หมายถึง ผู้คนในศูนย์กลางอำนาจรัฐของวัฒนธรรมชั้นสูงในกรุงรัตนโกสินทร์ อาจเปรียบเทียบสำเนียงเสียง "เหน่อ" ที่ไม่ใช่คนเมืองหลวงกับสำเนียงพูด "เยื่อง" ของคนบางกอกและกลุ่มคนชายขอบที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น มอญ ลาว เขมร เจ๊ก จีน จาม และลูกผสม เป็นต้น

    สุนทรภู่ เป็นกวีไม่กี่คนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านและพบเห็นคนชายขอบเหล่านี้และมีส่วนในการเผยแพร่การมองคนชายขอบผ่าน "อัตลักษณ์" จากสายตา "คนส่วนใหญ่" ในบางกอกที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างอัตลักษณ์คนชายขอบ สื่อสารผ่านทั้งในแง่ กวีนิพนธ์ เรื่องสั้น และเศรษฐกิจ การเมืองของช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
     


    นิราศภูเขาทอง เป็นวรรณคดีประเภทนิราศ แต่งด้วยกลอนแปดมีความยาวเพียง 89 คำกลอนเท่านั้น สุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้จากการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ขณะบวชเป็นพระภิกษุไปเมื่อราวเดือนสิบเอ็ด ปีชวด พ.ศ.2371 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 3
     

    แม้จะเป็นนิราศสั้นๆ ไม่ยาวมากนัก แต่มีความไพเราะและเรียบง่ายตามแบบฉบับของสุนทรภู่ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย บรรยายความรู้สึก ขณะเดียวกันก็เล่าถึงสภาพของเส้นทางที่กำลังเดินทางไปด้วย ท่านมักจะเปรียบเทียบชีวิตและโชคชะตาของตนกับธรรมชาติรอบข้างที่ตนได้เดินทางผ่านไป มีหลายบทที่เป็นที่รู้จักและท่องจำกันได้

     ภิญโญ ศรีจำลอง อธิบายเส้นทางการเดินทางไปภูเขาทองของสุนทรภู่ในหนังสือ "ท่องโลกกวี เทิดอักษร สุนทรภู่" ไว้ว่า...  "สุนทรภู่เดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่พระนครศรีอยุธยาพร้อมด้วยเณรหนูพัด โดยเรือจากวัดราชบูรณะ ตามลำน้ำเจ้าพระยา ผ่านพระบรมมหาราชวัง-บางจาก-บางพลู-บางพลัด-บางโพ-บ้านญวน-วัดเขมาภิรตาราม-ตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ-นนทบุรี-ปากเกร็ด-บางพูด-บางเดื่อ-สามโคก-บ้านงิ้ว-เกาะใหญ่ราชครามและถึงกรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศดีที่สุด มีสำนวนคมคายและแฝงไว้ด้วยปรัชญาและสุภาษิตอันลึกซึ้งตามคติพระพุทธศาสนาและค่านิยมของคนไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เต็มไปด้วยสำนวนบอกถึงความสงบสำรวม ไม่โลดโผนตามวิสัยฆราวาสเหมือนในนิราศเรื่องอื่นๆ ของท่าน"
     

    คุณค่าทางวรรณศิลป์ในกลอน นิราศภูเขาทอง คือการเลือกใช้คำดีเด่นต่างๆ ดังนี้


     สัมผัสสระ คือ คำที่ใช้สระตัวเดียวกัน
     สัมผัสอักษร คือ คำที่มีอักษรคล้องจองกัน การซ้ำเสียง คือ การสัมผัสอักษรอย่างหนึ่ง นับเป็นการเล่นคำที่ทำให้เกิดเสียงไพเราะ

    การซ้ำเสียงจะต้องเลือกคำที่ให้จินตภาพแก่ผู้อ่านอย่างแจ่มชัดด้วย การใช้กวีโวหาร มีภาพพจน์ลักษณะต่างๆ ที่กวีเลือกใช้ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงความคิด ความรู้สึกของกวี
     

    ภาพพจน์อุปมา คือโวหารที่เปรียบเทียบของสองสิ่งว่าเหมือนกัน มักใช้คำว่า เหมือน คล้าย ดุจ ดูราว ราวกับ
    ภาพพจน์กล่าวเกินจริง คือ การที่กวีอาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อสื่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพในความคิดคำนึงได้ดีขึ้น

     การเลียนเสียง คือ กวี ทำให้เสียงที่ได้ยินมาบรรยายให้เกิด มโนภาพและความไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น
     การเล่นคำ คือ การใช้ถ้อยคำคำเดียวในความหมายต่างกันเพื่อให้ การพรรณนาไพเราะน่าอ่าน และมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ประเพณีการแต่งคำประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์ร้อยกรองอย่าง "จดหมายเหตุ" มีมาแล้วตั้งแต่ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา เช่น ยวนพ่าย-ทวาทศมาส ที่แต่งเป็นบันทึกการเดินทางก็มี เช่น โคลงหริภุญไชยของล้านนา แต่ที่เป็นต้นแบบบันทึกการเดินทางอย่างจดหมายเหตุ คลุกเคล้าด้วย จดหมายรัก คือ กำสรวลสมุทรที่รู้จักกันดีชื่อ กำสรวลศรีปราชญ์
     นิราศ หรือ เพลงยาว คือ กลอน มีรากเหง้าเค้าเดิมมาจากคำคล้องจองในชีวิตประจำวันของกลุ่มชนตระกูลไทย-ลาว การเขียนนิราศอาจเป็น บันทึกการเดินทางและการอ่านเพื่อเข้าถึงเรื่องเล่าท้องถิ่น

    บันทึกการเดินทางอย่างจดหมายเหตุ แล้วคร่ำครวญหวนในลักษณะจดหมายรัก คงเป็นที่นิยมกว้างขวางตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศสืบมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ก่อนเสียกรุงเมื่อ พ.ศ.2310 เพราะมีต้นฉบับเพลงยาวตกทอดมาจำนวนไม่น้อย รวมเรียกว่าเพลงยาวความเก่า ขณะที่ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ในปลายรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช นั้นถือเป็นลักษณะหนังสือสนเท่ห์ อิงกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาในเรื่องพุทธทำนาย
     


    นิราศที่ปรากฏในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้ทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับเมืองจีน พระยามหานุภาพที่ได้ไปด้วย ก็แต่งบันทึกการเดินทาง เรียกกันภายหลังว่า นิราศกวางตุ้ง

    ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์กลอนนิราศที่ถือว่าเป็นเรื่องแรก คือ เพลงยาวนิราศรบพม่าท่าดินแดง พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นิราศเรื่องทรงพระราชนิพนธ์เมื่อคราวศึกรบพม่าที่ตำบลท่าดินแดง พ.ศ.2329 ปีเดียวกับที่ สุนทรภู่ เกิดที่วังหลังพอดี

    อีกบทหนึ่งคือเพลงนิราศฯที่เป็นพระราชนิพนธ์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งจะต้องทรงแต่งอย่างชำนาญมาแต่ครั้งรับราชการอยู่กรุงศรีอยุธยาแล้ว

    เพลงยาวที่แต่งอย่างนิราศมีต้นฉบับเหลืออยู่ให้เห็นเป็นหลักฐานคือเพลงยาวของหม่อมภิมเสนถือเป็นเก่าที่สุด และตำนานท้าวปาจิตนางอรพิม ตำนานเมืองพิมายที่เขียนในสมัยกรุงธนบุรีต้นฉบับค้นพบที่พระราชวังหลัง หรือบริเวณโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน เป็นลักษณะกลอน 8 ที่ส่งสัมผัสแพรวพราว

    จากนั้นได้มีพัฒนาการสืบมาจนถึงนิราศแบบสุนทรภู่ และลีลากลอน 8 แบบสุนทรภู่ยุคต้นกรุงเทพฯ ที่บรรดากวียุคหลังถือเป็น "ครู" แล้วนิยมแต่งนิราศแบบสุนทรภู่กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

     

     

    ที่มา

    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 8 มิถุนายน 2552 01:00

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090608/48741/อัตลักษณ์และวาทกรรม-นิราศของมหากวี-สุนทรภู่.html

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design