สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 30 พฤษภาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://http://www.krusala.com/
    กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา
  • http://www.thaipoet.net/
    สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน

  • รายงานการเสวนา “อ่านอะไร ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” ครั้งที่ 3
    โพสต์โดย : mataree
    2008-10-07 08:53:17

    รายงานการเสวนา “อ่านอะไร  ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร”   ครั้งที่  3
    ในหัวข้อ “นักอ่านแฟนพันธุ์แท้หัวใจวัยรุ่นและหนุ่มสาวทันสมัย”
    วันเสาร์ที่  6  กันยายน  2551  เวลา 10.30 – 15.3 0 น.  ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    -----------------------------------------------------

     การเสวนาในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนา 24 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    ตัวแทนจากนิตยสาร  นักเขียน และผู้อ่านทั่วไป  ผู้ดำเนินการเสวนา คือ คุณเพชรยุพา  บูรณ์สิริจรุงรัฐ  กับ คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง ซึ่งมีประเด็นการเสวนาที่หลายหลาย  ดังนี้

     

    1. การเปิดการเสวนาโดย  คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย


     คุณชมัยภร  แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคน และชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดงานเสวนา “สำรวจใจนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ : อ่านอะไร  ทำไมจึงอ่าน อ่านแล้วได้อะไร” ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3  เป็นการสนองความต้องการของสมาคมนักเขียนฯที่จะจัดงานสัมมนา “นักอ่านสี่ภูมิภาค” ซึ่งทางสมาคมฯขอทุนสนับสนุนจากส่วนราชการ  แต่เนื่องจากในปีที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้ใช้งบประมาณให้เร็วที่สุด งบประมาณดังกล่าวจึงหมดไปตั้งแต่ 4 เดือนแรก  และในขณะนี้สมาคมฯก็ยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับการจัดสัมมนาดังกล่าว จึงจัดการเสวนาในส่วนกลางก่อน โดยจะแบ่งการเสวนาออกเป็น  5  ครั้ง การเสวนาในครั้งนี้เป็นการสำรวจใจนักอ่านและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  เพื่อประโยชน์ต่อไปในอนาคต  โดยจะรวบรวมที่ได้จากการเสวนาในแต่ละครั้งและนำไปสู่การจัดงานสัมมนาใหญ่อีกครั้งในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์    ในวันที่ 19 ตุลาคม 2551 เพื่อขยายชุมชนการอ่านต่อไป ซึ่งอาจจะขยายออกไปสู่ชุมชนการเขียนด้วย

     

    2. ภูมิหลังการอ่านและหนังสือเล่มใดเป็นคัมภีร์แห่งชีวิตของนักอ่านแต่ละคน


    คุณเกรียงไกร   พันจิดากล่าวว่าอ่านนิตยสารจำนวนมาก และเห็นว่าหนังสือในปัจจุยันไม่สามารถให้องค์ความรู้อย่างที่ต้องการได้ และนิตยสารผู้หญิงบางฉบับก็ให้ประเด็นข่าวครบถ้วน
    คุณเพชรยุพา  บูรณ์สิริจรุงรัฐ กล่าวว่าขณะนี้เพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง นางนวลและมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน จบและชอบมากเพราะเป็นเรื่องที่สอนความเมตตาที่เราไม่รู้จัก แต่ก็เต็มใจที่จะช่วยอย่างจริงจัง และชอบที่แมวทำตามสัจจะที่ให้กับนกว่าจะสอนลูกนกให้บินได้
    คุณภิญญดา  ภคาติอุดมเดชเล่าว่าตอนเด็กๆจะชอบอ่านความรู้ทั่วไปและชีวิตบุคคลสำคัญ  และชอบเรื่อง กรรมเก่า ของดอกไม้สด ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกบังคับให้อ่านตอนเด็ก  ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง ความลับบนแหลมไซไน ของ โสภาค  สุวรรณ  เรื่องนี้เป็นหนังสือเล่มที่เก็บไว้ที่บ้านนานกว่า 10 ปี แต่เพิ่งมีโอกาสอ่านเล่ม 1 จบ  และจะต้องอ่านเล่ม  2 ต่อไป เพราะชื่นชอบข้อมูลที่หนักแน่น ชอบภาษาใช้  และที่สำคัญที่สุดคือชอบนางเอก 


    คุณระพีพรรณ  ภิรมย์ไชยเห็นว่าการอ่านหนังสือจะขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะในแต่ละช่วงด้วย  จึงไม่สามารถบอกได้ว่าหนังสือเล่มใดมีอิทธิพลกับตนเองได้  และกล่าวว่าบางช่วงอ่านหนังสือบางเล่มถ้าไม่เปิดใจก็จะไม่สามารถเข้าใจได้  ทั้งนี้มีหนังสือบางเล่มที่อ่านมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว  แต่เพิ่งจะเข้าใจตอนนี้เพราะใจเพิ่งเปิดรับ คือ ปาฏิหาริย์กับการตื่นอยู่เสมอ ของ ท่านติช นัท ฮันห์ กับ อานาปานสติ ของท่านพุทธทาส   ส่วนเรื่อง ต้นส้มแสนรัก นั้นจำเรื่องไม่ได้แล้ว  จำได้แต่ว่าร้องไห้ แต่เมื่อโตขึ้นอ่านอีกครั้ง ความรู้สึกที่ได้คือความรู้สึกประทับใจกับความรู้สึกผูกพันระหว่างพ่อและลูก  จึงเห็นว่าหากใจไม่เปิดรับเราก็อาจจะละเลยสิ่งดีๆไปก็ได้ 

     
    อาจารย์ชมัยภรถามว่าอะไรที่สะกิดให้ใจเปิดรับ  คุณระพีพรรณตอบว่าในบางครั้งอ่านหนังสือเพื่อเอาไปทำงาน  เพราก่อนหน้านี่เป็นนักวิชาการ จุดประสงค์ที่อ่านก็เพื่อหาอะไรโต้ตอบ  แต่ไม่ได้อ่านเพราะใจอยากอ่าน  แต่เป็นไปตามหน้าที่  หากพิจารณาในเชิงตรรกะจะพบว่าเราสามารถที่จะนำข้อมูลที่อ่านไปพูดต่อได้  แต่ในขณะที่ใจเราไม่เปิด  ก็จะไม่สามารถเปิดรับสิ่งที่อยู่ในหนังสือได้มาก  คุณระพีพรรณเห็นว่าเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของหนังสือได้


    คุณชมัยภรเล่าวว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ต้องอ่านทุกวัน คือ เพ่งพินิจเรื่องชีวิตและความตาย  เพราหนังสือมี 365  เรื่อง แต่ละประโยคของทุกเรื่องเป็นประโยคของประสบการณ์ ถ้าเรายังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้น  เราก็จะไม่เข้าใจและจะอ่านแบบผ่าน   เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้มาตลอด 3 ปี พบว่าแม้จะอ่านประโยคเดิม แต่ความรู้สึกต่อประโยคนั้นเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น  และพบว่าเราไม่ได้เปิดใจรับทันทีทั้ง 365 วัน  แต่จะเปิดใจรับไปตามประสบการณ์  นี่คือมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้  และหากพบว่ามีใครสูญเสียก็จะยกหนังสือเล่มนี้ให้ เมื่อเวลาผ่านไปและพบกันอีกครั้งแล้วเขาพูดถึงหนังสือเล่มนี้ก็แสดงความเขาเปิดใจรับ


    คุณอภิวัจน์  สุภัทรพาหิรผลเล่าว่าชอบอ่าน บัลลังก์เชียงรุ้ง ของ ลพบุรี และ เพชรพระอุมา ของ พนมเทียนมาก
    คุณเบญจภรณ์  ลิ้มเจริญเงินกล่าวว่าหนังสือเล่มที่จุดประกายให้รักการอ่านและเปิดโลกการอ่าน คือ โลกกว้าง ของ กาญจนา  นาคนันทน์ เพราะไม่ว่าอ่านครั้งใดก็รู้สึกดีทุกครั้ง  เป็นเรื่องของตัวละครที่ชื่อ ลาภ ยศ  สุข  สรรเสริญ ที่ชวนกันไปในทางที่ดีและเป็นชีวิตที่งดงาม  และเห็นด้วยกับคุณระพีพรรณที่ว่าช่วงเวลาและวัยทำให้อ่านหนังสือบางเล่มได้เข้าใจและชัดเจนมากขึ้น 


    คุณชัชวรรณ  ปัญยาพยัตจาติเห็นว่าหนังสือแต่ละเล่มให้คุณค่าต่างกัน  โดยส่วนตัวชอบเรื่อง เบญจรงค์ห้าสี  ของ ว. วินิฉัยกุล ได้อ่านชีวิตคน 5 คน ก็ทำให้เข้าใจชีวิตคนและสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงได้  นอกจานี้ นวนิยายยังสามารถสื่อสะท้อนคุณค่าให้เราได้เห็นได้  หรือเรื่องลินลาน่ารัก ก็จะเห็นมุมมองของเด็กในการมองโลกในแง่ดี  ซึ่งทำให้เราเข้าใจเด็กที่มองโลกในแง่ดี และมีกำลังใจทำดีต่อไป 
    คุณเตือนใจ  นิลรัตน์ เล่าว่าขณะที่อยู่ชั้นประถมก็ชอบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ และชอบวิชาภาษาไทยและชอบเขียนหนังสือมาก ในตอนนั้นก็จะอ่านหนังสือนิทาน เช่น แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ และ เจ้าหญิงนิทรา ตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษาก็ไม่ได้อ่านนิยายไทย  แต่อ่านนิยายของรัสเซีย เช่น รักของผู้ยากไร้   แม่  และเรื่องที่ชอบมากคือ นักพนัน  รู้สึกประทับใจและรู้สึกสนใจโดยตลอดเรื่อง  เพราะเนื้อเรื่องมีพลัง อ่านแล้วไม่สามารถหยุดได้  ทำให้ได้รู้จิตใจคน และเห็นว่าน่าสนใจดี  ช่วงที่เรียนชั้น ม.2 และ ม.3 อ่าน ตลิ่งสูงซุงหนัก ของนิคม  รายยวา และ นิกกับพิม ซึ่งเป็นเรื่องที่นำความน่ารักของสัตว์มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง  ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ารักและน่าติดตามตลอดเรื่อง  ต่อมาเมื่อทำงานแล้วก็เริ่มอ่านงานของ ทมยันตี  กฤษณา  อโศกสิน และ ว. วินิจฉัยกุล  คุณเตือนใจเห็นว่าการที่ตนเองได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ห้องสมุดที่โรงเรียนไม่มี เพราะมีอาจารย์นิวัติ  บุญญานุรักษ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ซึ่งตั้งกลุ่มให้เด็กได้มาอ่านด้วยกัน และหนังสือเหล่านั้นสร้างความประทับใจให้ในขณะที่อ่าน ต่างจากหนังสือห้องสมุดที่ไม่ค่อยสร้างความประทับใจเท่าใด   โดยส่วนตัวที่บ้านมักจะไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่ามากนัก  แต่ข้างบ้านเป็นบ้านครูใหญ่ จึงได้อ่านหนังสือ "หมู่บ้านหนองผักแว่น" เป็นหนังสือที่เขาทำแจกข้าราชการในหมู่บ้าน ที่ชอบอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะชอบภาพประกอบลายเส้น  ที่เล่าถึงชีวิตของคนในชนบทและมีเนื้อหาลงเป็นตอนๆ และมีเนื้อหาที่น่าสนใจ 


    คุณชมัยภรกล่าวว่าตอนที่ยังเป็นเด็กได้อ่านนิทานเรื่อง "ซุปก้อนหิน" ในนิตยสารชัยพฤกษ์  ขณะที่อ่านตอนนั้นไม่เข้าใจสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อจริงๆ  เพราะเชื่อตลอดมาว่าเอาก้อนหินมาทำซุปได้  แต่เมื่อโตจึงเริ่มเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงเล่ห์ที่จะให้ชาวบ้านเอาของและพืชผักที่ตนมีมาร่วมกับใส่ลงไปจนกลายเป็นซุปแสนอร่อย ซึ่งมีก้อนหินเป็นสิ่งแรกในการชักชวน  คุณชมัยภรเห็นว่าการที่เรายังตีความไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีปัญญา  แต่เป็นสิ่งที่เราต้องนำมาครุ่นคิดต่อไป  นอกจากนี้ยังเล่าว่าขณะที่อายุ 15 ปี เคยถูกคุณครูเสนอให้อ่านเรื่อง ผู้ดี ของดอกไม้สด  ตอนนั้นไม่เข้าใจ  และเพิ่งมาเข้าใจจริงๆ เมื่อกลับมาอีกครั้งตอนอายุ 37 ปี   เพิ่งเริ่มเข้าใจทะลุความเป็นผู้ดีของวิมล  เพราะว่าในขณะนั้นเราแก่กว่าวิมลแล้ว


    คุณเพชรยุพาเห็นว่าหนังสือมีวาระและเวลาของมัน  บางครั้งเรื่องราวของหนังสือก็ทำให้เราติดใจและครุ่นคิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา  และในขณะที่เรียนนั้นคุณครูให้อ่านเรื่อง ศาลาคนเศร้า ขณะที่อ่านก็ไม่รู้สึกเศร้า  คุณแม่ก็เลยแนะนำว่าถ้าอยากเศร้าก็ให้เขียนเอง  นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นนักเขียนและบรรณาธิการ
    คุณนิรันดร์  พวงสุขเล่าว่าตอนเด็กๆอ่านวรรณคดีไทย เช่น สิงหไกรภพ ขุนช้างขุนแผน ของ สุนทรภู่ ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นเน้นในเรื่องจินตนาการ อีกทั้งร้อยกรองก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหา เพราะในขณะที่เริ่มอ่านนั้นอ่านฉบับย่อที่เป็นร้อยแก้วก่อน  แล้วค่อยอ่านร้อยกรองฉบับเต็มอีกครั้ง   เมื่ออ่าน รามเกียรติ์ จบ พบว่ามีสิ่งดีๆจำนวนมากแทรกอยู่ในเรื่องนั้น และพบว่ารามเกียรติ์ขอไทยและอินเดียก็ต่างกัน  ในตอนเด็กเป็นการอ่านจินตนาการ  แต่เมื่อโตขึ้นก็เริ่มอ่านและเข้าใจแนวคิดที่แฝงอยู่ในเรื่อง เช่น อ่านมักรหยก ตอนเด็กอ่านแต่วิทยายุทธ์และกำลังภายใน  แต่เมื่อโตจึงจะอ่านและเช้าใจแนวคิดที่แฝงอยู่  เมื่อโตขึ้นก็สามารถเข้าใจสารที่แทรกอยู่ในนั้นได้ ในขณะเดียวกันที่บ้านก็เป็นคนจีนก็นิยมอ่าน ไซอิ่ว  มังกรหยก สามก๊ก (อ่านเกิน 10 รอบ)   และความชอบการเมืองจากผลงานของโกวเล้งส่งผลให้ต่อมาเลือกเรียนรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์   คุณนิรันดร์เล่าว่าในช่วงที่เรียนนั้นอ่านงานทั้งในด้านวรรณศิลป์และวิทยาศาสตร์  ต่อมาเมื่อมาเป็นนักเขียนแนววิทยาศาสตร์และกำลังภายใน


    คุณรัฐพัฒน์  เอ็งสุโสภณเล่าว่าตอนเรียนชั้นประถมอ่าน มานะ ปิติ ชูใจ และอ่านหนังสือนอกเวลาที่ให้อ่านตามหลักสูตร  คำถามที่เกิดขึ้นคือเรื่องใดที่เราอยากอ่านจริงๆ โดยไม่มีผู้ใดมาชักนำ เพราะเห็นว่าความอยากอ่านและความน่าสนใจของหนังสือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  นอกจากนี้เห็นว่าการอ่านหนังสือก็เหมือนดูภาพยนตร์ ที่อ่านหรือดูตอนต้นๆก็ทราบแล้วว่าเนื้อหาน่าสนใจเพียงใด  ยิ่งไปกว่านั้นก็อ่านงานที่ลงในเว็บไซต์ด้วย เช่น ชีวิตรันทดของแอร์กี่  ในช่วงที่เขียนลงเว็บไซต์ใหม่ๆนั้นก็มีผู้สนใจตามอ่าน  จนเกิดกลุ่มแฟนคลับขึ้นมา  จะเห็นว่าการเขียนงานลงในเว็บไซต์นั้นจะเป็นการกระตุ้นให้คนตามอ่านผลงานเรื่อยๆ และความรู้สึกและความที่ผู้อ่านตอบโต้หรือแสดงให้คนเขียนทราบก็เป็นแรงกระตุ้นประการหนึ่งที่ผู้เขียนอยากเขียนต่อด้วย  สำหรับบล็อกในช่วงแรกนั้นจะเป็นลักษณะของ  Diary on line ซึ่งเคยตามอ่านงานไดอารี่เช่นนี้ของดาราด้วย เช่น ไดอารี่ของชนมาศ  มัสยวณิชย์   ในปัจจุบันคนสามารถที่จะเข้าถึงบล็อกได้ง่ายมากขึ้น  ทั้งการอ่านและการเขียนบล็อกเอง  บางบล็อกน่าสนใจและแปลกใหม่จนมีผู้ตามอ่านจำนวนมาก  บางบล็อกในปัจจุบันก็สามารถที่จะเป็นช่องทางเผยแพร่ความรู้ของตนได้  และในปัจจุบันมีคนจำนวนหนึ่งไม่ซื้อหนังสือ แต่ติดตามอ่านในเว็บไซต์  ดังนั้น  หนังสือในปัจจุบันจำเป็นต้องแข่งกับเว็บไซต์ให้ได้


    คุณชมัยภรเห็นด้วยว่างานวรรณกรรมออนไลน์นั้น  ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับนักเขียน ทั้งกระตุ้น แก้ไข ปรับปรุง และช่วยทำให้โลกของการเขียนเป็นโลกของคนอ่านและคนเขียนไปพร้อมกัน  และข้อเสียของงานวรรณกรรมออนไลน์เช่นนี้มักจะทำให้ผู้เขียนถูกรบกวนโดยผู้อ่านมากเกินไป ตรงข้ามกับวรรณกรรมแบบเดิมที่เป็นโลกเฉพาะที่นักเขียนเป็นเจ้าของโลกโดยสมบูรณ์  และทำให้เราที่เป็นผู้อ่านตื่นเต้น เพราะการเขียนเป็นการย่อโลกของเขา  ในขณะที่นักอ่านมีหน้าที่ขยายโลกที่อยู่ในหนังสือ  แต่ในปัจจุบันการอ่านและการเขียนมาอยู่ร่วมกัน เหมือนกับว่าเรากำลังย่อและขยายโลกไปพร้อมๆกัน แต่เราจะหาทางให้เกิดความสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ได้อย่างไร


    คุณอัมพรรัตน์  นึกไฉน เล่าว่าตอนที่เป็นเด็กชอบแอบเข้าไปอยู่ในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า  ชอบเนื้อหาที่เป็นอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์  และความทุกข์ของพระองค์ในการเผยแพร่ศาสนาในขณะที่เพื่อนๆจะไม่อ่านหนังสือประเภทนี้   ต่อมาขยายวงการอ่านต่อไปยังเรื่องราวทางพุทธศาสนาอื่นๆ เช่น พระไตรปิฏก  ปรัชญา  แต่ไม่ค่อยได้อ่านผลงานของนักเขียนต่างชาติ


    อาจารย์เกรียงไกรเล่าว่าชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนเก่ง หนังสือประวัติชีวิตของคน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบประวัติของ ดร. กฤษณา  ไกรสินธุ์ ขณะนี้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ซึ่งได้รับการยอมรับจากเมืองนอกมาก  ในขณะที่เมืองไทยไม่มีใครสนใจ  เมื่ออ่านชีวิตของอาจารย์ท่านนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ  และก็นำประวัติชีวิตต่างๆเหล่านี้ให้ลูกศิษย์ที่สอนพิเศษเห็นว่าคนเก่งที่เป็นคนดีนั้นเป็นอย่างไร 


    คุณลลิตยา  รังสิต เล่าว่าในขณะที่เป็นเด็กชอบอ่านเรื่อง  บ้านเล็กในป่าใหญ่  ซึ่งจะอ่านพร้อมๆกับเพื่อน  และจะแย่งกับเพื่อนว่าจะเป็นตัวละครตัวใด  ซึ่งก็คล้ายกับ Harry Potter ที่มีอิทธิพลต่อเด็กในสมัยนี้   โดยส่วนตัวเป็นคนที่นิยมอ่านงานตามสำนักพิมพ์ก็จะอ่านงานของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช กับ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ เกือบทุกเรื่อง และก็จะชอบอ่านเรื่องที่บีบคั้นอารมณ์จนต้องร้องไห้ เมื่อร้องไห้แล้วก็เกิดความรู้สึกโล่งใจว่าเราไม่ได้มีชีวิตเหมือนที่ตัวละครประสบ  แต่วรรณกรรมในยุคนี้ไม่สามารถที่จะส่งให้อารมณ์ของผู้อ่านไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาของผู้เขียน หรือการที่นักเขียนรุ่นใหม่ละเลยเรื่ององค์ประกอบของเรื่อง  รวมถึงการตัดสนใจบางอย่างของตัวละครที่ไม่สมเหตุผล จึงทำให้เลิกอ่านงานรุ่นใหม่


    คุณสุชาติ  กิตติมาศกล่าวว่าขณะนี้ชอบอ่านงานชีวิตของคนจริง เช่น อยู่กับก๋ง ของหยก  บูรพา เพราะในเรื่องไม่ได้เพียงสะท้อนชีวิตของหยกเท่านั้น แต่สะท้อนชีวิตของก๋งด้วย   หรือเรื่อง แม่ขาหนูติดยา ก็ไม่ได้ทราบแค่ความรู้สึกของแม่ที่มีลูกติดยาเท่านั้น  แต่ก็จะรับรู้ความรู้สึกของลูกด้วยเช่นกัน จึงเห็นว่าหนังสือเล่มหนึ่งช่วยให้มองเห็นมุมมองที่หลากหลายที่ปรากฏในหนังสือ


    คุณสราวุธ  ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา เห็นว่าหนังสือบางเล่มน่ากลัว เพราะเมื่ออ่านจบทำให้เราเกิดอัตตาเพิ่มขึ้น จึงอยากทราบว่าเราจะมีวิธีใดที่จะช่วยลดอัตตาที่เพิ่มขึ้นนี้ได้  หนังสือที่กระตุ้นให้ตนเองเกิดอัตตาเพิ่มขึ้น คือ ดอน  กีโฆเต้   ซุนวู  สามก๊ก  คนโซ  เสียงเพรียกแห่งป่าดงพงพี  บันทึกของคนบ้า  คนกับนาย   และหนังสือบางเล่มสำนวนภาษาและการใช้คำดี 


    คุณชมัยภรถามว่าหนังสือที่ส่งผลให้เพิ่มอัตตาอย่างไร  คุณสราวุธยกตัวอย่างเรื่อง ดอน กีโฆเต้ ว่ามีคำอธิบายว่าหนังสือเล่มนี้ดีที่สุดในโลก    ขณะอ่านต้องละเลียดอ่านเพราะเล่มหนามาก  ระหว่างที่อ่านก็จะรู้สึกว่าสนุกและได้อ่านหนังสือที่ดีที่สุดในโลก  แต่ในขณะที่อ่านก็เบื่อเช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่านิทานซ้อนนิทาน  ในการซ้อนขั้นที่ 1 ก็รู้สึกตื่นเต้น เมื่อซ้อนขั้นที่สองก็รู้สึกว่าสามารถที่จะคาดเดาได้ และคิดว่าหากมีการซ้อนอีกครั้งก็จะเลิกอ่าน  แต่นักเขียนก็สามารถเขียนพลิกในตอนจบได้  เมื่ออ่านจบก็รู้สึกว่าคุ้มที่ได้อ่าน  และในเรื่องก็มีการนำนักเขียนมาล้อเลียนไว้โดยการนำชื่อหนังสือมากล่าวถึง  ซึ่งทำให้รู้สึกทึ่งเพราะเขียนมานานกว่า 400 ปีแล้ว  สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตตาคือเป็นเรื่องที่คนพูดถึงมาก และภูมิใจที่ตนเองอ่านหนังสือเล่มนี้จบ  และจะเกิดอัตตาเมื่อไปคุยกันผู้ที่รู้น้อยกว่า  เช่นเดียวกับบางครั้งที่ตนเองก็ถูกผู้อื่นข่มในการอ่าน  


    คุณระพีพรรณเห็นว่าการอ่านหนังสือสามารถที่จะบ่งบอกบุคลิกและจริตของผู้อ่านได้  และเห็นว่าทุกคนต่างมีอัตตา  อัตตาที่เกิดขึ้นนี้ หากมิใช่เป็นการกลัวตัวเอง ก็เป็นการกลัวหนังสือ  ในประเด็นการข่มกันทางหนังสือนั้นเห็นว่าหนังสือจะสามารถระบุพื้นฐาน  ความใฝ่ฝัน และบอกชีวิตของผู้อ่านได้


    คุณรัฐพันธ์เห็นว่าการอ่านสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ 1) อยากรู้ถึงอ่าน  เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ไม่รู้ และ 2) อ่านเพราะอยากอ่าน  หนังสือที่อ่านเล่มแรกคือ Computer time และเหตุผลในการอ่านหนังสือเพราะชอบบรรณาธิการกับนักเขียน  เดิมในนิตยสารคอมพิวเตอร์นั้น  ผู้อ่านจะติดบรรณาธิการมาก  โดยพิจารณาจากกระแสตอบรับในส่วนที่เป็นจดหมายถึงบรรณาธิการ  จึงทำให้เกิดความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนและบรรณาธิการที่สามารถสร้างงานให้มีผู้ติดตามอ่านได้  เพราะหนังสือคอมพิวเตอร์นั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกัน จะต่างกันที่สไตล์การเขียนและสำนวนภาษาเท่านั้น  ในช่วงแรกหนังสือคอมพิวเตอร์จะเป็นหนังสือแปล  ซึ่งจะพบโครงสร้างประโยคแปลกๆอยู่เสมอ  จนคิดว่าอยากจะเรียบเรียงใหม่ ไม่ให้รู้ว่าแปลมาจากภาษาต่างประเทศ   และอยากเขียนหนังสือให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและเข้าใจได้  ปัจจุบันนอกจากบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในหนังสือเล่มแล้ว  ยังเขียนการตอบปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดด้วย  ในเว็บบอร์ดนั้นพบว่ามีผู้ที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จำนวนมาก  แต่ละคนต่างก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง  โดยส่วนตัวนั้นเมื่ออ่านงานของนักเขียนและบรรณาธิการที่ชื่นชอบก็เริ่มกลับมาสำรวจตนเอง และพบว่าอยากจะเป็นแบบนักเขียนและบรรณาธิการที่ตนชอบ  โดยนำมาเปรียบเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่ว่าควรจะเขียนอย่างไร  และอะไรที่เหมาะกับตัวเอง  ขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองรู้ให้คนที่ไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ


    คุณจูนเล่าว่าหนังสือเล่มแรกที่อ่านคือ หมาเน่าลอยน้ำ ของชาติ กอบจิตติ  เมื่อได้อ่านครั้งแรกก็ชื่นชอบ เพราะทำให้เห็นมุมมองที่ว่าแม้จะเป็นเพียงหมาเน่าก็ไม่ได้ไร้คุณค่า  ท้ายที่สุดอีกาก็ยังเห็นความสำคัญ  คุณจูนเห็นว่าอ่านแล้วได้อะไรนั้นขึ้นอยู่กับผู้อานแต่ละคนด้วย และเห็นว่าการอ่านหนังสือก็เหมือนการฟังเพลง คือชอบแนวไหนก็อ่านแนวนั้น หรือฟังแนวนั้น  และเห็นว่าหนังสือส่วนใหญ่มีประประโยชน์อยู่แล้ว  ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้อ่านว่าเป็นอย่างไร
    คุณเตือนใจกล่าวเสริมในประเด็นของคุณจูนว่าการที่ผู้อ่านจะอ่านหนังสือแล้วได้อะไรนั้น  บางครั้งก็ต้องเป็นเรื่องที่ตรงกับประสบการณ์ส่วนตนด้วย  เพราะแม้ว่าจะอ่านเพียงประโยคเดียว  และประโยคนั้นกระทบใจได้ก็พอแล้ว  โดยที่หนังสือเล่มนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อก็ได้  หรือเป็นผลงานชิ้นแรกของนักเขียนหน้าใหม่ก็ได้  นอกจากนี้เล่าว่าในตอนเด็กเกิดข้อสงสัยว่าหนังสือเดิมมาจากที่ใด  ก็เข้าใจเอาเองว่าหนังสือต้องมีพ่อแม่เป็นหนังสือ และคลอดลูกออกมาก็จะเป็นหนังสือ   และมารู้ความจริงในเมื่อเรียนวิทยาศาสตร์ในสมัยมัธยมต้นว่าหนังสือเป็นสิ่งไม่มีชีวิตจึงไม่สามารถคลอดลูกได้เหมือนคน  แต่หนังสือเป็นสิ่งที่นักเขียนสร้างสรรค์ขึ้น จึงเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการจัดทำหนังสือ

     

    3. ผู้อ่านได้อะไรจากการอ่าน


    คุณระพีพรรณกล่าวว่าชอบความคิดที่ว่าหนังสือให้อะไร ขณะเดียวกันก็น่ากลัว เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านรู้เท่าทันหนังสือ  แต่ในปัจจุบันที่สังคมไทยขาดคือผู้อ่านส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าหนังสือที่อ่านจะพาตัวเองไปทิศทางใด  จึงทำให้เกิดความคิดว่าความเท่าทันของผู้อ่านคืออะไร  จึงอยากให้สมาคมฯสร้างดุลในเรื่องนี้เพื่อให้คนได้เท่าทันหนังสือ ทั้งที่เป็นหนังสือเล่ม และที่สื่อในอินเตอร์เน็ต
    คุณภิญญดาเห็นว่าการอ่านช่วยให้ได้เข้าใจการใช้ภาษาและการใช้คำเพิ่มมากขึ้นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน  หรือแม้แต่สำนวนของนักเขียน  เนื่องจากพบว่านักเขียนต่างมีสำนวนเฉพาะที่ต่างกัน เช่น ในขณะที่อ่านงานของคุณโสภาคนั้นก็พบคำใหม่ๆ หลายคำ คือ หน่วยตา  ถ่ายเดียว


    อาจารย์เกรียงไกรเห็นว่าการอ่านสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น หนังสือที่เกี่ยวกับเรือง ภาวะโลกร้อน  IT  หรือ  สุขภาพ  เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน


    คุณสราวุธเล่าว่าเดิมเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของนิตยสารมาก  เพราะจะตามอ่านเกี่ยวกับดวง โดยเฉพาะเรื่องของความรัก  แต่ปัจจุบันเลิกซื้อมา 7 ปีแล้ว
    คุณเบญจวรรณกล่าวว่าเดิมตามอ่านนิตยสาร Image ชอบบรรณาธิการ ต่อมาก็ชอบบทสัมภาษณ์และเนื้อหาบทสัมภาษณ์  เพราะถามลึก ชัด และตรงประเด็น  ปัจจุบันเมื่อได้มีโอกาสทำคอลัมน์สัมภาษณ์ก็นำวิธีการดังกล่าวมาใช้  อีกทั้งในปัจจุบันเห็นว่ามีหนังสือที่เป็นพิษกับเด็กเป็นจำนวนมาก เช่น หนังสือแฉต่างๆ หรือหนังสือที่เน้นเรื่องเซ็กซ์ หรือชีวิตมุมมืดของนักศึกษา  จึงไม่แน่ใจว่าเด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะแยกออกหรือไม่  และภาษาที่นำเสนอนั้นน่ากลัวมาก  เพราะขาดผู้ตรวจสอบ
    คุณสุชาติเห็นว่าทุกคนที่อ่านหนังสือก็จะได้อะไรจากหนังสือทั้งนั้น  เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผู้อ่านได้รับนั้นเป็นสิ่งที่นักเขียนต้องการสื่อให้อย่างแท้จริงหรือไม่

     

    4. หนังสือแนวใดที่นักอ่านปรารถนาที่จะอ่านในอนาคต
    คุณนิรันดร์เห็นว่าปัจจุบันที่มีผู้อ่านหนังสือทั้งที่เป็นหนังสือเล่ม และที่สื่อในเว็บไซต์   แม้ว่าการเรียนรู้จากหนังสือเล่มยังคงมีอยู่  แต่คาดว่ารูปแบบน่าจะเปลี่ยนไป และพัฒนาไปสู่รูปแบบอื่น  ขณะเดียวกันสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็น่าจะจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต  โดยส่วนตัวสิ่งที่ต้องการในอนาคตคือการสื่อสารที่ไว  ค้นหาได้ง่าย  จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่าเราจะนำสื่อที่เป็นทั้งหนังสือเล่มและอินเตอร์เน็ตมาประมวลเข้ากันได้อย่างไร  เนื่องจากข้อมูลในหนังสือนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อถือและนำไปอ้างอิงได้  ขณะที่ข้อมูลไนเว็บไซต์เป็นข้อมูลที่ค้นหาง่าย และรวดเร็ว  เมื่ออ่านไวและหาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต ก็อยากทราบว่าใครจะเป็นผู้ที่ยืนยันได้ว่าข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดนี้ถูกต้องและใช้ได้จริงหรือไม่  เนื่องจากทุกคนต่างโพสต์เฉพาะสิ่งที่ตนรู้ และส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่าข้อมูลของตนถูกต้องและชี้นำได้  บางครั้งเมื่อมีผู้อื่นมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว  คำถามที่เกิดขึ้นก็คือผู้ใดจะมาตัดสินว่าข้อมูลของใครถูกต้องที่สุด  เพราะถ้าใช้การตัดสินโดยคนหมู่มากของสังคมในเว็บไซต์เห็นผู้เลือก  บางครั้งความเห็นของคนหมู่มากก็ไม่ถูกต้องเสมอไป   เมื่อไม่อาจที่จะเชื่อถือข้อมูลเหล่านั้นได้ทั้งหมด จึงอยากให้ทั้งนักเขียนและนักวิชาการได้ไปอยู่ในพื้นที่อินเตอร์เน็ตด้วย  เพราะเมื่อประชาคมประกอบด้วยคนจากหลายหลายกลุ่ม  ข้อมูลที่จะได้รับก็จะมาจากหลากหลายมุมมองและมีความรอบด้านมากขึ้น  ซึ่งก็จะช่วยตรวจสอบร่วมกันให้ข้อมูลในอินเตอร์เร็ตมีความถูกต้องสามารถอ้างอิงได้  นอกจากนี้ การใช้ความรู้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่ได้จากอินเตอร์เน็ต  บางครั้งก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะความรู้ที่ได้ส่วนใหญ่เป็นแค่ข้อสรุป  มิใช่ความรู้ที่ได้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น  ความรู้ที่ได้จึงไม่ลึกซึ้ง  และทำให้ผู้รับไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือบางครั้งข้อมูลที่มีอยู่ก็ไม่ชัดเจน  ความรู้เหล่านี้ตรงข้ามกับที่ได้จากหนังสือ เพราะหนังสือผ่านกระบวนการกลั่นกรองแล้ว 


    คุณสุชาติเห็นว่าคนในปัจจุบันด่วนตัดสินใจเกินไปหรือไม่  ในการอ่านหนังสือเล่มนั้น  เราต้องอ่านให้จบก่อนถึงจะมาคิดได้ว่าเราได้อะไร  แต่การอ่านในอินเตอร์เน็ตนั้น  เมื่อกระบวนการเขียนแบ่งเป็นตอนๆ การอ่านก็อ่านแบบนั้นเช่นกัน  เมื่อจบตอนมีความเห็นจากผู้อ่าน  นักเขียนก็จะนำไปปรับปรุงแก้ไข และบางครั้งก็หยุดเขียนเพราะท้อแท้  จึงอาจทำให้เราขาดหนังสือที่อาจจะดีบางเล่มไปอย่างน่าเสียดาย เพราะนักเขียนไม่สามารถทนต่อกระแสวิจารณ์  และอดทนจนสร้างงานจนสำเร็จได้


    คุณลลิตยาเห็นว่านักเขียนแนวดรามาควรที่จะใส่ใจการการบรรยายไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของเรื่อง สถานที่ ฉากหลัง หรืออารมณ์ของตัวละครเพื่อปูพื้นที่ให้ผู้อ่านสร้างอารมณ์ตามเรื่องไปจนสุดได้อย่างเช่นผลงานของนักเขียนรุ่นเก่าที่อ่านเมื่อใดก็ร้องไห้ เช่น งานของทมยันตี
    คุณระพีพรรณกล่าวว่าอยากอ่านหนังสือดีๆที่ใช้ภาษาดีๆ  หรือหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ที่เขียนให้เด็กอ่าน  เพราะในสมัยนี้โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก และจากประสบการณ์ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับผู้หญิง เด็ก และโรคเอดส์ พบว่าปัญญาในเรื่องเหล่านี้รุนแรงมาก  จึงอยากเห็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ที่เขียนออกมาสวยๆ และดีๆ  คุณนิรันดร์แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าบางครั้งการสื่อสารระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านก็อาจจะสื่อความกันไม่ได้  เข้าใจกันคนละประเด็นก็ได้ เช่น การนำเสนอในเรื่องเพศศึกษา ที่บางครั้งนำเสนอในรูปแบบของความเฮฮา  อ่านแล้วสนุก  แต่เนื้อหาไม่สื่ออะไรเลยก็มี และจากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก ปวช. และ ปวส. พบว่าเด็กบางกลุ่มอาศัยช่องทางของอินเตอร์เน็ตในการขายบริการ 
    คุณรัฐพัฒน์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างหนังสือกับอินเตอร์เน็ตว่า  ผู้ที่เขียนหนังสือเคยมีความเชื่อว่าต้องเป็นที่เก่งจึงจะเขียนได้   ในขณะที่ในสังคมอินเตอร์เน็ตนั้นใครจะเป็นนักเขียนก็ได้   โดยเฉพาะการเขียนบล็อกที่ทุกคนสามารถเขียน และมีผู้สนใจเข้ามาอ่าน  ดังนั้น  เมื่อมีผู้เห็นว่าการเป็นนักเขียนหรือนักข่าวง่าย จึงเกิดการโพสต์และการคัดลอกต่อๆมาในอินเตอร์เน็ต  และในอินเตอร์เน็ตยังไม่มีความชัดเจนเหมือนหนังสือในเรื่องลิขสิทธิ์  ในปัจจุบันจึงมีระบบป้องกันด้วยการใช้ลายน้ำหรือการใช้นามแฝงในการยืนยันตัวตนว่าข้อความและข้อมูลที่นำเสนอนั้นไม่ได้คัดลอกใครมา 

     

    5.  การตั้งข้อสังเกตรวมเกี่ยวกับประเด็นที่ได้จากการเสวนา


    คุณสุวรรณา  เกรียงไกรเพ็ชร์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นที่ได้จากการเสวนาว่ามีหลายประเด็น ดังนี้


    5.1 ลิขสิทธ์และการมีตัวตน
    ลิขสิทธิ์กับการมีตัวตนเป็นคนละเรื่องกัน  การที่ผู้เขียนใช้ชื่อจริง  ลายน้ำ หรือนามแฝงก็เพื่อจุดประสงค์ของลิขสิทธิ์  เพราะลิขสิทธิ์คือการแสดงความเป็นเจ้าของสิ่งที่เขียน ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา

    5.2 นามแฝง
    เดิมนามแฝงมีไว้เพื่อซ่อนตัวตนของผู้เขียน แต่ก็ยังถือว่าเป็นการระบุตัวตนทางการเขียนในระดับหนึ่งด้วย  ในขณะที่ปัจจุบัน การใช้นามแฝงเป็นการระบุตัวตนอย่างหนึ่ง  โดยเฉพาะในโลกอินเตอร์เน็ต    แต่ด้วยความเร็วและการซ่อนหลายชั้นในพื้นที่นี้  บางครั้งจึงแทบจะระบุไม่ได้เลยว่านามแฝงที่ใช้เป็นของผู้ใด  และแต่ละคนที่นามแฝงกี่นามกันแน่  ดังนั้นจึงเห็นว่าความเป็นเจ้าของนั้นสามารถที่จะแสดงออกด้วยลิขสิทธิ์  ขณะเดียวกันก็ใช้นามจริงและนามแฝงได้ด้วย

    5.3 โลกอินเตอร์เน็ต
    อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกของวรรณกรรม ทั้งในเรื่องของบทบาทของผู้เขียน บทบาทของผู้อ่าน บทบาทของงานวรรณกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริบทของวรรณกรรมในองค์รวม

    5.4 การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตเป็นการสื่อสารสองด้านหรือด้านเดียว
    ข้อสงสัยเกี่ยวกับการสื่อสารในอินเตอร์เน็ตคือ การสื่อสารในที่นี้เป็นการสื่อสารสองด้าน หรือด้านเดียว เพราะเห็นว่าเรื่องของการโพสต์ที่ว่าใครจะโพสต์ก็ได้เป็นการสื่อสารด้านเดียว  ในขณะที่การออกความเห็นนั้นเป็นการสื่อสารสองด้าน ดังนั้นจึงอาจต้องพิจารณาต่อไปว่าการสื่อสารด้านเดียวหรือสองด้านส่งผลเหมือนกันหรือต่างกันที่ใด
     
    5.5 การตั้งกระทู้
    ข้อสังเกตที่พบเกี่ยวกับการตั้งกระทู้คือ สิ่งที่ทำให้เกิดกระทู้ที่กระตุ้นให้เกิดการแสดงความเห็นต่อไปนั้นส่วนใหญ่เป็นด้านลบใช่หรือไม่  ดังนั้นจึงอยากทราบวาเรามีกระทู้ด้านบวกบ้างหรือไม่ 

    5.6 การอ่านคอลัมน์หมอดู
    คอลัมน์หมอดูกับการรับรู้ของผู้อ่านนั้นมีทั้งกลุ่มที่อ่านและกลุ่มที่ปฏิเสธไม่อ่าน  กลุ่มที่อ่านนั้นมีทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ หรือบางคนอ่านเพราะชอบสไตล์การเขียนของเจ้าของคอลัมน์ หรือบางคนอ่านเพื่อใช้เป็นคำเตือนตนเอง  แต่ผู้ที่ไม่อ่านนั้นบางครั้งก็เพราะไม่เชื่อ หรืออีกส่วนหนึ่งก็กลัวว่าจะเชื่อจึงไม่อ่าน

    5.7 การเขียนเรื่องเกี่ยวกับเซ็กซ์ดีๆ
    คุณสุวรรณาเห็นว่าการเขียนเรื่องดีๆเกี่ยวกับเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องมีเป้าหมายดีๆ ขณะเดียวกันก็ต้องการสื่อในสิ่งที่อยากสื่อ และต้องได้ประโยชน์ด้วย  เห็นว่าผู้ที่จะเขียนงานลักษณะนี้ได้มักจะไม่ใช่ผู้ที่เขียนหนังสือประเภทนี้  แต่ต้องเป็นหมอ หรือนักจิตวิทยา  แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือหนังสือประเภทแฉ และหนังสือปกขาว เพราะผู้เขียนเขียนอย่างชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์  ทั้งๆที่เดิมหนังสือพวกนี้จะขายในที่เฉพาะ แต่ปัจจุบันกลับวางขายตามแผงทั่วไปอย่างแพร่หลาย  โดยไม่มีมาตรการควบคุม
    คุณระพีพรรณเสริมว่าการเขียนหนังสือเซ็กซ์ดีๆนั้น  น่าจะมีหนังสือประเภทนี้สำหรับวัยรุ่น  และเคยเห็นหนังสือในลักษณะนี้บ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่เขียนในวาระต่างๆ  จึงอยากให้มีการแทรกความรู้ในเรื่องนี้ให้วัยรุ่นทราบด้วย เพราะคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น

    5.8 การแสดงทัศนะร่วมกัน
    สิ่งที่อยากจะเห็นมากที่สุดในสังคมอารยะคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้คุยในสิ่งที่รู้และอยากรู้  โดยที่ไม่ต้องเห็นตรงกันก็ได้  แต่ก็สามารถที่จะยอมรับกันได้  ฟังกัน สิ่งนี้น่าจะมีอยู่ในห้องเรียนในทุกระดับ  ดังนั้นจะทำวิธีใดเพื่อให้ครูได้คุยกับเด็ก และเด็กได้คุยกันเองด้วย  ซึ่งจำเป็นต้องให้เขาได้คุยกันในโลกแห่งความจริง เป็น "มนุษย์สัมผัสมนุษย์"อย่างแท้จริง มิใช่การพบปะพูดคุยกันแต่ในโลกไซเบอร์ที่ตัวตนของมนุษย์นั้นแอบอยู่ข้างหลัง  จึงอยากสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อีก  เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยมี "กลุ่มวรรณกรรมพินิจ" แต่เลิกไป

    6. การสรุปการเสวนา  โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง  นายกสมาคมนักเขียนฯ


    ก่อนที่คุณชมัยภรจะสรุปประเด็นของการเสวนาได้เสนอชื่อใหม่ของการเสวนาครั้งนี้ว่า "อารยะเสวนา มนุษย์สัมผัสมนุษย์โดยเจตนา"  และนำเสนอข้อสรุปที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆได้ดังนี้


    6.1 ผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นคนแบบใดและวัยใดก็สามารถที่จะแสดงความเห็นได้ และการได้เสวนาร่วมกัน  โดยได้สบตากันในครั้งนี้ก็น่าที่จะก่อให้เกิดชุมชนคนรักหนังสือขึ้นมาได้


    6.2 หนังสือในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ หนังสือที่เป็นลายลักษณ์ที่เข้าระบบการพิมพ์ ซึ่งมีการเขียนหลากหลายรูปแบบที่นำผู้อ่านไปสู่โลกจินตนาการ  หรือบางคนก็อ่านชีวิต เรื่องราว เรื่องเล่า หรือประวัติของผู้อ่านผ่านหนังสือ  และหนังสือที่สื่อผ่านอินเตอร์เน็ต  


    6.3 ในที่นี้ผู้เข้าร่วมเสวนาต่างได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอ่านหนังสือจะได้ทั้งความรู้ ได้เรียนรู้ ได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะในประเด็นเรื่องโลกร้อน It หรือ สุขภาพ   ได้ความบันเทิง  อิ่มใจ และรับรสของอารมณ์ที่สื่อสะท้อนออกมาจากหนังสือ  ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาภาษาและสำนวน  รวมถึงบางครั้งได้ความรู้ที่เท่าทันทั้งหนังสือและทั้งตัวเรา  ในที่นี้ยังมีผู้ชี้ให้เห็นว่าการอ่านหนังสือนั้นในบางคนก็อ่านหนังสือเพี่อปรับตัวเอง  แต่บางคนก็อ่านหนังสือเพื่อข่มผู้อื่น


    6.4 หนังสือในบางครั้งก็เป็นอันตรายหากไม่เหมาะกับกลุ่มผู้รับหรือวัย  เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับเซ็กซ์ และความรุนแรง


    6.5 อนาคตของการอ่าน จะพบว่าโลกอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นทั้งโลกการเขียนและโลกการอ่าน  จึงมีผู้ออกมาเรียกร้องมาตรฐานความถูกต้องของข้อมูล  แต่ก็ยังไม่ทราบว่าผู้ใดหรือหน่วยงานใดจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้  อีกทั้งเห็นว่าการพัฒนาของโลกอินเอตร์เน็ตอาจมีผลต่อการเปลี่ยนโลกของวรรณกรรมก็ได้  นักอ่านบางคนก็ออกมาเรียกร้องให้นักเขียนเขียนเรื่องดีๆ และใช้ภาษาดีๆ


    6.6 การขยายวงความรู้ที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ไปสู่สังคมในวงกว้าง  คุณชมัยภรเห็นว่าน่าจะมีวิธีที่จะสามารถขยายความรู้และวิธีการของการเสวนาร่วมกันในครั้งนี้ไปยังระบบการศึกษา  เพื่อให้ที่มีเยาวชนได้มีโอกาสใช้วิธี "มนุษย์สัมผัสมนุษย์" ได้  เพราะในปัจจุบันเด็กเหล่านี้มักเสวนากันผ่านโลกของความลวงในสื่ออินเตอร์เน็ต  หากผู้คนได้มีโอกาสได้มองกัน  คุยกัน และสัมผัสกันมากขึ้น  โดยใช้ตัวตนที่แท้จริงในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน  ทั้งนี้หวังว่าจะได้มีโอกาสได้พบกับผู้ร่วมเสวนาทุกคนในกิจกรรมของสมาคมฯในครั้งต่อๆไป
     

    นางสาวอรพินท์  คำสอน
    ผู้บันทึกรายงานการเสวนา

    -------------------------------------------- 

    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design