สมาชิกล็อกอินที่นี่
จันทร์ 24 กรกฎาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.praphansarn.com/
    ประพันธ์สาส์น สำนักพิมพ์ ชุมชนวรรณกรรม ทำเนียบนักเขียน
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ

  • หน้า [1] [2] [3] [4] 5 [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]
    ข่าววรรณกรรม
    การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๖ และการเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ก้าวไปทางไหนดี” // สุณิสา เจริญนา (นิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์)
    (18 Sep 2012 23:55:37 pm)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1910
    การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๖
    และการเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ก้าวไปทางไหนดี”

    สุณิสา เจริญนา
    สกุลไทย รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๙๙๖
    ประจำวันอังคารที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ 


    วงการวรรณกรรมกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งหลังจากงานประกาศรางวัลหรืองานต่าง ๆ จำเป็นต้องเลื่อนหรือยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางน้ำหลายเดือนก่อน เมื่อมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯจัดพิธีมอบรางวัลสุภาว์ เทวกลุฯ ครั้งที่ ๑๖ และเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยในช่วงเช้าก่อนการมอบรางวัลและการเสวนา มูลนิธิสุภาว์ฯจัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับนางสุภาว์ เทวกุลฯและนักเขียนผู้ล่วงลับ จากนั้นในช่วงบ่ายจึงเป็นพิธีมอบรางวัลและการเสวนาตามลำดับ 
    งานนี้นักเขียน กวี ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างก็มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง อาทิ คุณสุกัญญา ชลศึกษ์ หรือ “กฤษณา อโศกสิน” คุณถาวร สุวรรณ คุณประยอม ซองทอง คุณอดุล จันทรศักดิ์ ม.ล.  สุภรัตน์ เทวกุลฯ (ทายาทของคุณสุภาว์ เทวกุลฯ) คุณชมัยภร แสงกระจ่าง คุณบูรพา อารัมภีร คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า คุณพินิจ นิลรัตน์ คุณเสรี ทัศนศิลป์ คุณจิตติ หนูสุข นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนที่เคยได้รับรางวัลสุภาว์ฯมาร่วมงานด้วย เช่น “ธีรวิชย์ วงศ์มุสิก” “กันย์นรา พิชาพร” “กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ” “จารี จันทราภา” “นทธี ศศิวิมล” “ส.ปาลกะวงศ์” เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีนักอ่าน นักเขียน และกวีหน้าใหม่ที่เคยเข้ารับการอบรมการเขียนกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาร่วมงานและฟังการเสวนาด้วย 
    ช่วงบ่ายของวันนั้นคุณบูรพา อารัมภีร อุปนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนสมาคมนักเขียนกล่าวต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นจึงเป็นการกล่าวต้อนรับจากคุณสุกัญญา ชลศึกษ์ ประธานมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯพร้อมทั้งเปิดงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งในวันนั้น คุณสุกัญญากล่าวในฐานะของเพื่อนสนิทผู้ที่มีศรัทธา ผู้ที่มีความชื่นชมในผลงานของคุณสุภาว์ เทวกุลฯว่า “คุณสุภาว์ฯถือว่าเป็นนักเขียนมือทองในยุคสมัยของเธอที่แสดงถึงลักษณะประสบการณ์ที่ล้ำเลิศ มีรายละเอียดของชีวิต ของประสบการณ์ ของทุกความรู้สึก และทุกจิตสำนึกของมนุษย์ปุถุชนที่เคยเป็น เคยมี บรรจุอยู่ในผลงานครบถ้วนทุกตัวอักษร” ซึ่งภายหลังการกล่าวต้อนรับจากประธานมูลนิธิแล้ว ม.ล.  สุภรัตน์ เทวกุลฯทายาทของคุณสุภาว์ก็กล่าวต้อนรับพร้อมทั้งแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศเช่นกัน 
    จากนั้นคุณชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯอ่านคำประกาศการตัดสินการประกวดรางวัลวรรณกรรมสุภาว์ เทวกุลฯครั้งที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๓ ซึ่งในการประกวดครั้งนี้มีผู้สนใจส่งนวนิยายเข้าประกวด ๑๘ เรื่อง จากผู้ส่งเข้าประกวด ๑๘ คน ภายหลังการพิจารณาจากคณะกรรมการตัดสินทั้ง ๓ คน คือ คุณชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คุณพินิจ นิลรัตน์ และ คุณสาโรจน์ มณีรัตน์ กรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มีนวนิยายผ่านเข้ารอบ ๓ เรื่อง คือ ในรัก ของ “ละเวง ปัญจสุนทร” วาดวิมาน ของ “ชาติณรงค์ วิสุตกุล” และ สัมพันธภาพ ของ “กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ” คณะกรรมการพิจารณาแล้วตัดสินให้นวนิยายเรื่อง ในรัก ของ “ละเวง ปัญจสุนทร” ได้รับรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯครั้งที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๓ โดยได้รับเงินสด ๓๐,๐๐๐ บาทพร้อมโล่รางวัล และสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์เป็นผู้จัดพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรก
    หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลคุณชมัยภร ก็นำเข้าสู่การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” แต่ก่อนการเสวนาจะเริ่มขึ้น เป็นการเปิดใจนักเขียนรางวัลสุภาว์ฯคนล่าสุด “ละเวง ปัญจสุนทร” ให้ทราบถึงแรงบันดาลใจ หรือความเป็นมาของนวนิยายเรื่อง “ในรัก” 
    “ผมอยากเขียนนิยายที่เล่าเรื่องความรัก - - อยากเล่าเรื่องความรักที่มีมากกว่าคนทั่วไปนึกถึง มันมีความรักในครอบครัวเรา ผมเชื่อว่าหลายคนไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วความรักคืออะไร ทั้งที่อยู่ในวัยต่าง ๆ กระทั่งคนที่มีครอบครัวแล้ว สุดท้ายความรักก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เหมือนกัน ผมเลยคิดพล็อตนี้ขึ้นมา”
    “ประเด็นหลักๆ คือผู้ชายพอมีภาระครอบครัว ไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อน ชวนกินข้าวก็ไม่กิน แต่ก็มีบางคนไม่ใช่แค่ไม่กินกับเพื่อน แต่ไม่กินกับภรรยาตัวเอง ไปกินกับสาวอื่น มันเป็นอย่างนี้ ผมหงุดหงิด ทำให้คิดว่าในมุมมองเขา เขามองอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้ ผมว่ามันเกิดขึ้นในสังคมเยอะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดกันว่าครอบครัวมีปัญหาเรื่องนี้ มันถึงมีคำว่า “กิ๊ก” ขึ้นมา แต่ที่มันเป็นนิยายคงไม่ได้เขียนประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา เพียงแต่สร้างเรื่องราวในสิ่งที่เราอยากจะบอก”
    คุณชมัยภรหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลเสริมหลังจากคุณละเวงกล่าวเปิดใจแล้วว่า  “จริงๆ แล้วเขาเขียนดี มีหลายมิติในเรื่องของความรัก เวลาอ่านแล้วจะรู้สึกเหมือนลึกกว่าที่เป็นเรื่องรักกันตามปรกติ ไม่ใช่รักที่ต้องแข่งขัน แย่งชิง และเรื่องนี้ตอนจบดีมาก เขาตั้งใจ เขามีเหตุผล พอถึงตอนจบดิฉันก็ตัดสินใจ ตอนที่เขาจบนั่นแหละ ตอนที่เขาพลิกเรื่อง” 
    ละเวง ปัญจสุนทร เคยได้รับรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๔๑ เรื่อง “บันทึกถึงวันพรุ่งนี้” นอกจากนี้ ยังมีผลงานปรากฏตามหน้านิตยสาร และรวมเล่มอื่น ๆ ได้แก่ “สัญญาณไฟแดงที่รัก” (นิตยสารสกุลไทย/ปี ๒๕๓๘) “ดอกไม้พลาสติก” (หนังสือทำมือ/ปี ๒๕๔๓) “ความตายเป็นเพียงแค่ความฝัน” (รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม/ปี ๒๕๕๓) 
    หลังจากเปิดใจผู้เขียน “ในรัก” คุณชมัยภรก็นำเข้าสู่การเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสวนากับนักอ่าน นักเขียน ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันผู้รับรางวัลสุภาว์ฯกับก้าวต่อไปของรางวัลว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้ มีการแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งข้อเสนอแนะมากมายจากผู้เข้าร่วมเสวนา เพราะด้วยเหตุที่มูลนิธิเป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำ มีเพียงรายจ่ายที่ต้องใช้สอยเป็นประจำทุกปีสำหรับการจัดการประกวด ทำให้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นลดน้อยลง และต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าในการทำกิจกรรมครั้งถัดไป อีกทั้งคุณมาลีรัตน์ แก้วก่า เหรัญญิกมูลนิธิสุภาว์ฯเพิ่มเติมว่าหากในปีต่อไปที่จะจัดรางวัลคงต้องลดจำนวนผู้รับรางวัลให้น้อยลง จากที่เคยมอบให้ผู้รับรางวัล ๑๕ รางวัล อาจลดลงเหลือ ๑๐ รางวัล ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนหนึ่งเสนอให้มูลนิธิจัดอบรมการเขียนนวนิยายให้กับผู้สนใจทั่วไป และเก็บค่าเข้าอบรมโดยประมาณคนละ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ บาท
    คุณชมัยภรถามผู้ร่วมเสวนาเกี่ยวกับประเภทของรางวัลว่าครั้งต่อไปว่าจะจัดประกวดเรื่องสั้นหรือนวนิยาย โดยในที่ประชุมเสนอให้จัดสลับประเภทเช่นเดียวกับที่มูลนิธิเคยจัด คือ เป็นประเภทเรื่องสั้น เพราะครั้งล่าสุด (ปี ๒๕๕๓) จัดประเภทนวนิยายแล้ว คุณพินิจ นิลรัตน์ จึงเสนอว่า หากจัดประกวดรางวัลประเภทเรื่องสั้น ทางมูลนิธิจะขยายจำนวนหน้าจากเดิม ๕-๘ หน้า เป็นประมาณ ๕-๒๐ หน้า คุณอดุล จันทรศักดิ์ เสนอให้มีการมอบรางวัลชนะเลิศเพียง ๑ รางวัล หรือจัดเป็นลำดับ ๑, ๒, และ ๓ เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของนักเขียน และง่ายต่อการประชาสัมพันธ์             คุณชมัยภรกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคนสำหรับข้อเสนอแนะ และการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ รวมทั้งจะนำข้อเสนอที่ได้ในวันนี้ไปประชุมหารือกับคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อสรุปและบริหารจัดการต่อไป
    ก่อนการเสวนาจะจบลง “ธีรวิชย์ วงศ์มุสิก” และ “กันย์นรา พิชาพร” สองนักเขียนศิษย์เก่าที่เคยได้รับรางวัลสุภาว์ฯแสดงความรู้สึกที่มีต่อรางวัลนี้ว่า 
    “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ์ มีคุณค่า และมีความหมายยิ่งต่อนักเขียน เป็นการสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจให้กับนักเขียนมือใหม่ อีกทั้งรางวัลสุภาว์ฯก็มิได้ด้อยไปกว่ารางวัลวรรณกรรมอื่น ๆ คณะกรรมการที่ร่วมตัดสินล้วนเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ เป็นกรรมการชุดเดียวกันที่ร่วมตัดสินรางวัลวรรณกรรมสำคัญอื่น ๆ เช่น รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (รางวัลซีไรต์) รางวัลนายอินทร์ อวอร์ด รางวัลเซเว่นบุคส์อวอร์ด  และรางวัลพานแว่นฟ้า เป็นต้น อีกทั้ง ยังรู้สึกภาคภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ และคิดว่า เรื่องเงินรางวัลจะมากหรือน้อยนั้น ไม่ใช่หัวใจสำคัญของการเข้าร่วมประกวด หากแต่เป็นการพิสูจน์ว่า นักเขียนเขียนหนังสือเพื่อให้ได้เขียน มิใช่เขียนหนังสือเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินรางวัลที่ตั้งไว้” 

    ------------------------------

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    เปิดคำประกาศของผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ประเภท “นวนิยาย” ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก จำนวน 7 เล่ม /มติชนออนไลน์
    (27 Jul 2012 18:10:27 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1918
    เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง 
    แดนอรัญ   แสงทอง
     
    “เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” เป็นเรื่องราวการเรียนรู้ความทุกข์จากความลุ่มหลงและความยึดมั่นถือมั่นในความรัก ความผูกพัน ชนชั้นวรรณะ และเพศสถานะ  ผ่านเรื่องเล่าอย่างมีอุเบกขาของ กีสาโคตมีเถรี  ในวาระสุดท้ายแห่งชนม์ชีพ ท่ามกลางหมู่ภิกษุณีและสิกขมานาที่แวดล้อม ณ เชตวันมหาวิหาร  เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ชมพูทวีป

    เรื่องเล่าเน้นการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำดับ  ด้วยภาษาอันกอปรด้วยวรรณศิลป์ ลดความกระเพื่อมไหวทางอารมณ์  มุ่งคืนสติสู่ผู้ถูกเล่า ผู้เล่า และผู้อ่านเรื่องเล่า ให้พินิจพิจารณาตรวจสอบจิตใจของตนและหาอุบายจัดการกับอารมณ์อันเป็นทุกข์ไปพร้อมกัน

    “เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” จึงเป็นมากกว่าเรื่องเล่าที่มีวรรณศิลป์ หากแต่เป็นพื้นที่แห่ง  “ความกรุณา”  ที่ให้โอกาสมนุษย์ได้แบ่งปันประสบการณ์ทางอารมณ์ เรียนรู้การข้ามผ่านอารมณ์อันไม่พึงประสงค์จากพุทธตำนาน   และใช้ปัญญาปรับทิศทางของอารมณ์เพื่อก่อเกิดผลเชิงบวกต่อชีวิต

    คนแคระ
    วิภาส ศรีทอง
     
    นวนิยายที่สำรวจเข้าไปในจิตใจมนุษย์ ณ จุดที่อยู่ลึกที่สุด ดำมืดที่สุด ดินแดนที่แม้กระทั่งมนุษย์ผู้นั้นก็อาจไม่รู้มาก่อนถึงการมีอยู่ของมัน ทั้งๆ ที่มันครอบครองพื้นที่มหาศาลของจิตใจเอาไว้
     
    วิภาส ศรีทอง นำเสนอเรื่องราวแห่งโลกปัจจุบัน ที่ขับเคลื่อนไปด้วยความไร้เหตุผล สิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างปราศจากคำอธิบาย ไม่มีศีลธรรมจรรยาใดๆ กำกับควบคุม มีแต่เพียงจิตใต้สำนึกที่เป็นแรงผลัก และสั่งให้กระทำสิ่งที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็รู้ว่าเป็นอาชญากรรม ในขณะที่ผู้อ่านตื่นตระหนกต่อสิ่งที่ตัวละครกระทำ ตัวละครก็ตื่นตะลึงต่อการกระทำที่มาจากเบื้องลึกในตัวเองเช่นกัน นี่คือการค้นพบด้านมืดที่ซ่อนอยู่ อันนำไปสู่ความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งแปลกใจ ตื่นเต้น หดหู่ และอื่นๆ อีกมากมายเหตุการณ์การลักพาตัวคนแคระมากักขังไว้ในนวนิยายเรื่องนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องทดสอบจิตสำนึกของตัวละครเท่านั้น ยังเป็นเครื่องวัดมาตรฐานคุณธรรมในจิตใจผู้อ่านด้วย สุดท้ายหลายคนอาจค้นพบว่า เราก็ไม่ต่างจากตัวละครในเรื่องนี้ ที่มีด้านมืดอันน่ากลัวซ่อนเร้นอยู่ เราปรารถนาที่จะปฏิเสธการมีอยู่ของมัน แต่สิ่งที่เราทำได้กลับมีเพียงการจ้องมองมันราวสิ่งแปลกปลอม โดยรู้ชัดแจ้งว่า นี่คือส่วนหนึ่งในชีวิตที่เรามิอาจปฏิเสธได้


    ในรูปเงา 
    เงาจันทร์
     
    เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างพ่อกับลูกชาย โดยมีเจ้าดอกรุงรัง วัวทโมนตัวร้ายและหญิงสาวอีกนางหนึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ
     
    เรื่องนี้ประกอบสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างจนคล้ายเป็นคู่ตรงข้าม แต่ก็สามารถผสมผสานกันอย่างกลมกลืน เรื่องราวเรียบง่ายจึงได้รับการเสกสรรให้กลายเป็นงานวรรณกรรมอันงดงาม คล้ายภาพวาดที่เต็มไปด้วยมิติแสงเงาอันซับซ้อน อ่อนไหว และมีเสน่ห์ชวนติดตามน้ำเสียงในการเล่าเรื่องอ่อนหวานราวกับกำลังเล่าเรื่องรักพาฝัน แต่เนื้อหาที่นำเสนอนั้นกลับหน่วงหนัก ถึงขั้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีงามของมนุษย์ ′เงาจันทร์′ ตั้งคำถามต่อความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างพ่อกับลูก ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับเจ้าพลิ้วลูกชายลึกซึ้งงดงามมากเท่าใด ก็ยิ่งเปิดโปงให้เห็นชัดเท่านั้นว่า เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเดรัจฉานนั้นแสนบาง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่างก็ล้วนถูกผลักดันด้วยสัญชาติญานดิบเถื่อน มิได้ผิดแผกจากกันแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้ นำเสนอผ่านเส้นทางความสัมพันธ์ที่ดำเนินคู่ขนานกันไป ระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์ และระหว่างสัตว์กับสัตว์ ซึ่งเต็มไปด้วยสัญญะให้ตีความได้ไม่รู้จบ

    ถ้อยคำพรรณนาคัดสรรอย่างประณีต แล้วบรรจงจัดเรียงให้ได้รสอันอ่อนละมุน แต่กระนั้น ถ้อยคำที่นุ่มนวลนั้นกลับทรงพลังและมีอำนาจกระทำต่อผู้อ่านอย่างรุนแรง ราวกับผู้อ่านเป็นหุ่นที่ผู้เล่าเรื่องจะชักเชิดให้รู้สึกอย่างไรก็ได้ตามแต่จะตวัดปลายนิ้ว ทั้งอิ่มเอิบสุขเศร้าได้ภายในถ้อยอักษรบรรทัดหนึ่ง แล้วกลับหวาดหวั่น ทุกข์กังวลในอีกไม่กี่บรรทัดถัดมา และในบางคราก็แทบจะรอนร้าวราวจะขาดใจตามตัวละครไปเสียให้ได้กล่าวได้ว่า “ในรูปเงา” แม้จะเป็นเพียงนวนิยายที่นำเสนอโศกนาฏกรรมของคนธรรมดาสามัญ หากแรงกระทบต่อผู้อ่านนั้นยิ่งใหญ่ลึกซึ้งไม่น้อยไปกว่าละครโศกนาฏกรรมคลาสสิกของตะวันตกเลยทีเดียว


    รอยแผลของสายพิณ
    สาคร  พูลสุข
     
    ประดุจตัวหนังตะลุงที่ถูกชักเชิด ชีวิตคล้ายถูกควบคุมด้วยมือที่มองไม่เห็น ให้ก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตที่มีแต่ความหม่นเศร้า ครอบคลุมด้วยเงาดำแห่งชะตากรรม และการกระทำของมนุษย์ด้วยกันผู้มีอำนาจเหนือกว่า บางคนคอยกำกับชีวิตผู้อื่น ประหนึ่งนายหนังผู้กำหนดเรื่องราวของเหล่าตัวละคร หากแต่พร้อมกันนั้น โดยไม่ทันรู้ตัว เขาก็กลายเป็นหนึ่งตัวละครที่โลดแล่นไปตามบทบาท อย่างมิอาจขัดขืนเช่นกัน

    นี่คือประวัติศาสตร์เล็กๆ แห่งท้องถิ่นที่ใกล้จะถูกลืมเลือน เมื่อกาลเวลาล่วงผ่าน จากยุครุ่งโรจน์แห่งอาณาจักรกระเบื้องโบราณ ค่อยๆ ย่างเข้าสู่ยุคแห่งความร่วงโรย เก่าโทรม และถูกทอดทิ้ง ถึงแม้ตัวละครทั้งหมดจะข้ามมาจากอดีต หากแต่พวกเขาก็ได้บอกเราให้รู้ถึงความจริงแห่งชีวิต ที่ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ไม่เคยเปลี่ยน และนี่เองที่นำพาทุกคนให้ร่วงตกสู่หลุมตมแห่งโศกนาฏกรรม

    “รอยแผลของสายพิณ” คือนวนิยายสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่เล่าผ่านเรื่องราวของผู้หญิงสามรุ่น เป็นเสมือนภาพสะท้อนว่าชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง ผสมผสานด้วยสุขทุกข์คลุกเคล้า และหลากหลายอารมณ์แห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งสุดท้าย ทั้งหมดก็เหลือแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

    เรื่องเล่าในโลกลวงตา
    พิเชษฐศักดิ์  โพธิ์พยัคฆ์

    “เรื่องเล่าในโลกลวงตา” เป็นนวนิยายที่แสดงให้เห็นถึงภาวะจิตใจของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยความรักและความแค้น จนนำไปสู่หนทางของการต้องไปตัดกรรม เพื่อให้กรรมนั้นสิ้นสุด

    แต่สุดท้าย เมื่อการเดินทางจบลง จึงค้นพบว่าความคลั่งแค้นต่างหากที่บดบังดวงตา ไม่ให้มองเห็นดอกไม้ที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในดวงใจตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน และได้เรียนรู้ว่าโลกเอาบางสิ่งไปเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งตอบแทน ไม่มีใครจะครอบครองทุกสิ่งได้เสียหมดชีวิตเป็นเพียงความครู่คราว ดั่งแสงดาวกระพริบหนึ่งครั้ง ทว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังผลิบานเสมอในที่มันก่อเกิดในนวนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ด้วยภาษาอันงดงาม   จนเห็นภาพเคลื่อนไหว รวมถึงได้ยินเสียง ทั้งยังได้รสและกลิ่นอย่างครบครันน่าติดตามอย่างยิ่ง


    โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า
    ศิริวร  แก้วกาญจน์

    มนุษย์ล้วนมีเรื่องราวแห่งความขัดแย้งบาดหมางเกิดขึ้นอยู่กับใจ...บนแผ่นดินแห่งความผิดบาปที่เร้นลึกทุกสิ่งดำเนินต่อ
    เนื่องกันมา  เป็นบาดแผลแห่งชะตากรรมอันไม่รู้จบ...เป็นความโศกเศร้าที่สื่อสะท้อนถึงโลกแห่งความหมายที่เป็นอันตราย...เหตุนี้ประวัติศาสตร์ในด้านหนึ่งของชีวิตดั่งนี้จึงถูกจารึกไว้ด้วยทัศนะเชิงคติ  กระทั่งกลายเป็นสงครามแห่งเจตจำนงที่ซ้อนซับ”  ในเชิงสาระเนื้อหา  นวนิยายเรื่องนี้...คือผลรวมแห่งการสืบค้นถึงสถานการณ์อันเป็นวิกฤต  ระหว่างสัมพันธภาพแห่งชาติพันธุ์อันชิดใกล้กับรอยแตกร้าวของสัญชาตญาณที่แปลกต่าง...ห่างไกลที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...  นี่คือวรรณกรรมที่เต็มไปด้วยพลังแห่งมโนสำนึกของผู้เขียน  ที่รังสรรค์ขึ้นจากข้อเท็จจริง
    ของสถานการณ์... ด้วยการผสานทักษะฝีมือในเชิงเปรียบเทียบ ผ่านกระบวนทัศน์แห่งการคิดวิเคราะห์และความงดงามแห่งศิลปะของการประพันธ์อันหยั่งลึกในทางจิตวิญญาณของการรับรู้อันเป็น คุณค่าร่วมกัน
     
    “ชะตากรรมเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา...เช่นเดียวกับอนาคต...ไม่มีคำอธิบายอื่นใดที่ดีไปกว่านี้...เว้นแต่ปาฏิหาริย์”


    ลักษณ์อาลัย
    อุทิศ เหมะมูล

    “ลักษณ์อาลัย” เป็นนวนิยายขนาดยาวที่โดดเด่นทั้งด้านเนื้อหา รูปแบบ และกลวิธีนำเสนอ ประกอบสร้างตัวบทขึ้นจากการปะทะสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเล่าที่หลากหลาย ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับชนชั้นสูง และคนธรรมดาสามัญ สะท้อนเงื่อนปมสำคัญที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก พี่กับน้อง ภายใต้ร่างแหเรื่องเล่าที่ถักทอขึ้นเป็น “ตัวตน” ของแต่ละคน ตัวตนที่พร้อมจะถูกอธิบาย ตีความ บิดผัน ปรุงแต่ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็น “ความจริง” แต่ละชุด แผกต่างออกไปตามมุมมองหรือจุดประสงค์ของผู้เล่า ลักษณ์อาลัยแสดงให้เห็นว่าตัวตนของแต่ละคนถูกประกอบสร้างขึ้นโดยเรื่องเล่า ทั้งจากที่เล่าด้วยตนเอง หรือจากปากคำของคนอื่น จนกล่าวได้ว่าคนอื่นมีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่าของเรา และเราก็มีชีวิตอยู่ด้วยเรื่องเล่าของคนอื่น ผลัดกันถักทอก่อรูป ผิด ถูก ดี เลว คละปะปนกันไปในน้ำเนื้อแห่ง “ความเป็นมนุษย์” ที่ล้วนโลดแล่นไปในลักษณาการต่าง ๆ  ทั้งโดยโหยหาอาลัย หรือแม้แต่ไม่อยากจดจำในด้านกลวิธี นักเขียนเล่นล้อกับมโนทัศน์ “เรื่องจริง-เรื่องแต่ง” ในวรรณกรรม เช่น การใช้ชื่อตัวละครเอกว่า “อุทิศ” ซึ่งเป็นชื่อของนักเขียนเอง ตลอดจนการหยิบยกเอาตำนานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ (ที่ผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง) มาเล่าเป็นเรื่องคู่ขนาน
     
    ขณะเดียวกันก็กล่าวถึงวรรณกรรมรักพาฝันร่วมสมัยสไตล์เกาหลีซึ่งแพร่หลายอยู่ในหมู่นักอ่านวัยรุ่นไทย ด้วยน้ำเสียงพิเคราะห์ใคร่ครวญ ถอดรื้อให้เห็นสัญนิยม (convention) ของวรรณกรรมแนวนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านขบคิดถึงความสอดคล้องกับเรื่องเล่าแนวอื่นๆ ที่ดำเนินไปแทบจะไม่แตกต่างกัน จนท้ายที่สุดได้ชี้ชวนให้ทำความเข้าใจไปได้อีกชั้นว่า ขึ้นชื่อว่า “เรื่องเล่า” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าตามขนบวรรณกรรมแนวใดก็ตาม ย่อมมีสัญนิยมที่เป็นกรอบครอบอยู่เพียงไม่กี่แบบเท่านั้น เมื่อถอดรื้อให้เห็น เราก็จะพบว่า รูปแบบการเล่าเรื่องที่ดูแตกต่างจนสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายสร้างสรรค์ นิยายรักพาฝัน ตำนานประวัติศาสตร์ อัตชีวประวัติ หรือเรื่องเล่าส่วนบุคคล แท้จริงแล้วยืนอยู่บนกรอบวิธีคิดในเชิงศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง (narratology) ที่ไม่ผิดแผกแตกต่างในเชิงโครงสร้างมากนัก

    กลวิธีสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การให้เรื่องเล่าอื่น ๆ สะท้อนโต้ตอบ (echo) กับเรื่องเล่าหลักเพื่อสื่อความหมายเชิงลึกที่เรื่องเล่าหลักไม่จำเป็นต้องพรรณนาหรืออธิบาย กลวิธีเช่นนี้ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดสหบท (intertextuality) ที่เชื่อว่าตัวงานวรรณกรรมหรือเรื่องเล่าเป็นเสมือนผืนผ้าที่ถักทอขึ้นมาจากเส้นใยแห่งวาทกรรม (discourse) หรือ ตัวบท (text) ทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนวนิยายที่ส่งเข้าร่วมประกวดรางวัลซีไรต์ปีนี้ พบว่าแนวคิดเรื่องสหบทนั้นเป็นกระแสที่จะได้รับความสนใจจากนักเขียนไทยอย่างกว้างขวางในอนาคต

    กลวิธีที่ดีเด่นเช่นนี้ส่งผลต่อเนื้อหาของเรื่องที่ผู้เขียนสามารถสะท้อนความตื้นลึกหนาบางของความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าใครครวญยิ่ง “คน” ใน “ลักษณ์อาลัย” จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนคลุมเครือ มีดีและไม่ดี (ตามมาตรฐานสังคม) แตกต่างกันออกไปในคนคนเดียวกัน  ไม่มี “เอกบุคคล” ที่มีเจตจำนงเสรี แต่เป็น “คน” ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากเรื่องเล่าที่หลากหลาย นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดคำถามมากกว่าที่จะป้อนคำตอบ ซึ่งเป็นท่าทีของวรรณกรรมแบบหลังสมัยใหม่ที่เชื่อว่าสามารถกระตุ้นให้วรรณกรรมไทยรุ่นใหม่มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นต่อไป
      
    คณะกรรมการคัดเลือกซีไรต์ 2555
     
    1.รศ.บาหยัน อิ่มสำราญ ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์  วิทยาเขตสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
     
    2. นายจรูญพร  ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์
     
    3.ผศ. ดร. จินดา ศรีรัตนสมบุญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
     
    4.นายขจรฤทธิ์ รักษา นักเขียนรางวัลศิลปาธร  และ ผู้ก่อตั้งนิตยสารไรเตอร์
     
    5.อาจารย์นพดล ปรางค์ทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
     
    6.นางกนกวลี กันไทยราษฎร์ นักเขียน
     
    7.อาจารย์สกุล บุณยทัต คณะอักษรศาสตร์ วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
     
    โดยสมาคมภาษาหนังสือแห่งประเทศไทยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดงานพบปะนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกรางวัล ซีไรต์ประจำปี 2555 ในวันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม 2555 ณ ห้องประชุมพวงแสด ชั้น 2 ตึกคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เวลา 14.00 น. 

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    'สถานี 4 ภาค' จากเรื่องสั้นไทยสู่หนังไทย...เพื่อคนไทย โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (11 Jun 2012 4:44:22 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1940
    จากทุนไทยเข้มแข็งสู่ภาพยนตร์แห่งอัตลักษณ์ไทยพื้นถิ่น นี่คือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้น 4 เรื่อง ของนักเขียนชั้นแนวหน้า 4 คนของเมืองไทย

    สำหรับวงการภาพยนตร์ไทยแล้ว หนังทุนน้อยอาจหาที่ยืนได้ยากยิ่งนัก จะมีบ้างบางครั้งที่หนังเหล่านี้ไปเตะตากรรมการรางวัลหนังที่ต่างแดน จนกระทั่งคว้าชัยชนะมาเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีแก่ประเทศไทยได้ ทำเอาผู้หลักผู้ใหญ่รีบเตรียมต้อนรับกันแทบไม่ทัน ทว่าผ่านไปไม่นาน ความสนอกสนใจก็เจือจางไปกับกระแสหนังทุนมากและหนังฝรั่งสุดอลังการ จนบัดนี้หนังเล็กๆ ก็ยังอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' ของผู้กำกับ บุญส่ง นาคภู่ ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะมายืนฉายในโรงภาพยนตร์กลางใจเมืองได้ก็อ่วมอรทัยจากพิษสงหนังในกระแส แต่บุญส่งและทีมงานก็ฝ่าฟันมาได้ ชนิดที่ว่าใช้ทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ล้านบาท อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งบุญส่งหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมีส่วนพัฒนาประเทศชาติและวงการหนังได้

     -1-

     ตั้งแต่ได้รับทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2554 ภายใต้เงื่อนไขของ สศร. บุญส่ง นาคภู่ ต้องรีบถ่ายทำหนังให้เสร็จภายใน 3 เดือน ระยะเวลาเพียง 3 เดือน  เขาจะทำหนังใหญ่เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ทันหรือ เท่านั้นไม่พอโจทย์ที่ได้รับสุดหิน คือ หนังต้องสื่อถึงความเป็นไทย...ทุนก็น้อย เวลาก็น้อย เป็นบางคนคงถอดใจ แต่ไม่ใช่บุญส่ง เมื่อ สศร. อนุมัติโครงการ เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนแรกเพื่อหาบทหนังที่ต้องการจาก 'วรรณกรรม'

     "ผมต้องหาเรื่องสั้น 4 เรื่องที่สามารถสะท้อนความเป็นไทยแต่ละภาคได้อย่างละเอียด ถึงกึ๋น ผมคัดนักเขียนจากทั่วประเทศเลย ที่ผมรัก ที่ผมเป็นแฟนวรรณกรรมเขาอยู่"

    ในที่สุดเรื่องสั้นที่เข้าวินทั้ง 4 เรื่อง คือ ตุ๊ปู่ โดย มาลา คำจันทร์ (เหนือ), สงครามชีวิตส่วนตัวของทู-ทา โดย วัฒน์ วรรลยางกูร (กลาง), ลมแล้ง โดย ลาว คำหอม (อีสาน) และ บ้านใกล้เรือนเคียง โดย ไพฑูรย์ ธัญญา (ใต้)

     ด้วยเหตุผลว่า นักเขียนทั้ง 4 คน คือตัวตนของแต่ละภาคโดยแก่นแท้จริงๆ "อย่างภาคเหนือนี่ มาลา คำจันทร์ สุดๆ เลย ไม่มีใครเขียนได้ถึงจิตวิญญาณคนเหนือได้เท่าเขา ส่วน ลาว คำหอม นี่อีสาน แม้จะล้าหลัง แต่ก็จับจุดคนอีสานได้ดีมาก ภาคใต้ โอ้ ภาคใต้มีหลายคนนะที่ผมอยากทำ แต่เรื่องของใครมันก็ไม่สอดคล้องกับโจทย์ที่วางไว้ สุดท้ายก็ไปจบที่ ไพฑูรย์ ธัญญา เขาจับความเป็นคนใต้ได้ดีมากเหมือนกัน ภาคกลาง นี่ วัฒน์ วรรลยางกูร เขาคนภาคกลางอยู่แล้ว ปทุมธานี นิยายแกทั้งหมดเป็นภาคกลางเลย"

     แต่ใช่ว่าได้เรื่องมาจะใช้ได้ทันที เป็นธรรมดาที่วรรณกรรมมักฟุ้งฝันไปตามจินตนาการของผู้เขียนอย่างสุดกู่ จะนำวรรณกรรมมาต่อยอดย่อมต้องใช้ความสามารถกันหน่อย บุญส่ง เล่าว่า ต้องจับประเด็นให้เจอแล้วค่อยปรับทุกอย่างให้เป็นภาพยนตร์

     "ผมต้องหาแก่นของมันให้เจอ พอเลือกเรื่องสั้นมา ผมตกลงใจแล้ว แต่ก็เห็นด้วยว่าแต่ละเรื่องก็ไปไกลสุดกู่เหมือนกัน แต่เรื่องภาคกลางนี่ วัฒน์ วรรลยางกูร แกเขียนจากความเป็นจริง ไม่ต้องปรับแก้เท่าไร เพราะแกเขียนเหมือนพล็อต เหมือนเรื่องสั้นฉบับย่อ ภาคอีสาน ล้าหลังไปแล้ว ประเด็นล้าหลัง ผมต้องเจาะให้มันทันสมัย ภาคใต้ ก็ค่อนข้างใช้ได้ ถึงแม้จะมีความเป็นภาคใต้ แต่บริบทเนื้อแท้ยังล้าหลังอยู่ ก็เลยต้องปรับทั้งหมดเลย จากสื่อหนึ่งเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทันสมัยมากขึ้น ปรับเวลาทั้งหมดเป็นเวลาปัจจุบัน ใส่ความเป็นหนังเข้าไป ตัดทอนสิ่งที่เกินจริงออกไป ให้เหลือเพียงแค่รูปธรรม ที่เป็นไปได้ ไม่ไปไกลสุดกู่ เข้าประเด็นที่ต้องการนำเสนอ ก็ดัดแปลงไปเยอะเหมือนกัน นักเขียนเห็นคงบอกว่า "มันใช่เรื่องกูหรือเปล่าวะ...?" ผมต้องรักษาเนื้อแท้ของแต่ละเรื่องไว้ให้ได้ บริบทอาจไม่เหมือนกัน แต่แก่นอันเดียวกัน"

     เมื่อปรับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ เจ้าของต้นฉบับย่อมมีทัศนะต่อเรื่องนี้ ในงานฉายภาพยนตร์ สถานี 4 ภาค รอบสื่อมวลชน ไพฑูรย์ ธัญญา ตรงจากมหาสารคามมาที่โรงภาพยนตร์ลิโด ย่านสยามสแควร์ เพื่อรับชมหนังจากบทประพันธ์ของเขา ดีไม่ดีอย่างไร นักเขียนซีไรต์ไม่มีคำตอบ แต่บุญส่งเล่าว่า ไพฑูรย์ บอกว่า "อึ้ง!"

     "แกบอกว่า ผมอึ้งเลยนะ อึ้งการนำเสนอของผมมากเลย ถึงแม้มันจะไม่เหมือนเดิมจากเรื่องที่เขาคิดไว้ เพราะตัวละครเขามันกว่านี้เยอะ แต่ผมก็รักษาบางอย่างไว้ได้ ประมาณนี้"

     ไม่แน่ใจว่าภายในใจของนักเขียนเจ้าของเรื่องสั้นทั้ง 4 คน จะมีดอกไม้หรือก้อนอิฐมอบให้แก่บุญส่ง แต่ที่แน่แท้คือ นักเขียนเหล่านี้มีวิจารณญาณมากพอจะเข้าใจความแตกต่างของสื่อวรรณกรรมกับสื่อภาพยนตร์ บุญส่งกล่าวอย่างชื่นชมว่า นักเขียนไม่ยุ่งเลย พวกเขาให้เกียรติบุญส่งมาก พวกเขาคือนักเขียนใหญ่ เข้าใจชีวิตแล้ว

     -2-

     อย่างที่บอกไปแล้วว่า บุญส่งมีเวลาจำกัดจำเขี่ยเพียง 3 เดือน และเขาใช้เวลา 1 เดือนเพื่อค้นหาบทภาพยนตร์ที่ต้องการ ปรับแก้จนเสร็จสิ้น ทว่า สิ่งที่อยู่ในมือเขาไม่ใช่บทภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงเรื่องย่อเท่านั้น

     "กระบวนการในเวลาจำกัด 3 เดือน ผมใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเต็มในการขับเคี่ยว บีบคั้น อัดแน่นเรื่องบทภาพยนตร์ แต่สุดท้ายผมก็ไม่มีบทภาพยนตร์นะครับ ผมวิจัย สำรวจเพิ่มเติม ไปคุยกับนักเขียน ศึกษาประวัติเขา ประมาณ 1 เดือน ผมก็ได้เรื่องย่อละเอียดมาเท่านั้น แล้วก็ถ่ายเลย ผมก็เดินทางไปทั่วประเทศ ขับรถเองเลย ไปหาสถานที่ ไปคัดนักแสดง ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ทั้ง 4 ภาคเลย โดยผมมีโครงเรื่อง ไม่มีบทละเอียด ผมก็ค้นพบวิธีการทำงานอีกแบบ บทมีไว้ทำไมวะ ก็ให้ทุกคนฟังผมอย่างเดียว เรื่องอยู่กับผม ผมก็ด้นสดเลย โดยรักษาแก่นไว้ ถ่ายภาคละ 5-6 วัน"

     นอกจากระยะเวลาแล้ว สำหรับการทำหนังสักเรื่อง เงินเพียง 2 ล้านบาทช่างน้อยนิด ยิ่งเป็นหนังที่เล่าเรื่องหลายที่ด้วยแล้ว งบประมาณยิ่งบานตะไท ในฐานะผู้กำกับ และกุมงบประมาณนี้อยู่ในมือ ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัด

     "ปัญหาเยอะมากเลย เพราะไม่มีเงินไง เราต้องหาสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่ใกล้ที่สุด โอย ยากมาก แต่ละภาค ที่สำคัญคือต้องการสถานที่ที่ติดกับรถไฟ เพราะพูดถึงชีวิตคนติดกับทางรถไฟ ในหนังผมใช้ตัวรถไฟเป็นตัวเชื่อมโยง แต่ละที่ยั่วล้อ แต่ละที่เสริมส่ง แต่ละที่ขัดแย้ง ในหนังรถไฟมีความหมายหลากหลายนัย"

     จนแล้วจนรอดกองถ่ายก็ได้สถานที่อันเหมาะสม ทั้งพื้นที่อื่นซึ่งยืมใช้ ไปจนถึงบ้านของเจ้าของบทประพันธ์เอง

     "ภาคกลางนี่ง่ายที่สุด เพราะฉากในเรื่องสั้นก็เป็นบ้านวัฒน์ วรรลยางกูร ก็เลยใช้สถานที่เป็นบ้านแกเลย"

     เขาเล่าต่อด้วยว่า เมื่อลงหลักปักกองถ่าย ณ ที่ใด คนละแลกนั้นก็ได้กลายเป็นนักแสดงกันถ้วนหน้า เพราะเขาต้องการนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และนี่คือกลวิธีนำเสนออันแปลกใหม่ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการค้นพบของเขาเอง โดยอิงหลักศาสนาพุทธ

     "การแสดงมาจากธรรมชาติ เป็นชาวบ้านจริงๆ ดูในหนังอาจสงสัยว่าชาวบ้านเล่นได้อย่างไร เพราะเล่นดีทุกคน ให้สวมบทบาทเป็นคนอื่น แล้วผมก็กำกับทุกเม็ด วิธีทำหนังเรื่องนี้คือ Improvise ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่ยึดติดกับอะไรเลย ยึดไว้แค่แก่นหลักของเรื่องที่ต้องการสื่อ แค่นั้น"

     สถานี 4 ภาค คือหนังเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่มีวิธีการตั้งแต่หาบทจนกระทั่งถ่ายทำที่แปลกที่สุดและระห่ำที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งต้องยกประโยชน์ให้ผู้กำกับบุญส่งไปเต็มๆ เพราะถ้าไม่ใช่เขากำกับ หนังเรื่องนี้จะเป็นแบบนี้หรือ? ถ้าไม่ใช่คนระห่ำจะเกิดหนังระห่ำแบบนี้ในบ้านเราหรือ?

     เขาบอกว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำอันแข็งแกร่งของเขา เพราะในสถานการณ์อันยากลำบาก หากเป็นคนอื่นอาจท้อแท้ไปแล้วก็เป็นได้...

     "ถ้าผู้นำไม่แข็งแกร่งพอ ทำไม่ได้ ยืนยัน ต้องกำกับทีมงาน กำกับทุกอย่าง มีไฟน้อยมาก บางที่เสียบไฟไม่ได้ เพราะไม่มีที่ให้เสียบ เดี๋ยวไฟระเบิด ต้องตามพระอาทิตย์อย่างเดียว ทีมงานต้องฟังผมคนเดียว ด้นสดกันจ้าละหวั่น มีปัญหาล้านแปดเลย แต่ผมไม่กลัวหรอกปัญหาพวกนี้"

     เห็นการทำงานอันแปลกประหลาดของ บุญส่ง นาคภู่ มาพอสมควร ให้เจ้าตัวเล่าถึง สถานี 4 ภาค เองเลยดีกว่า แต่ขอเตือนว่า อ่านไปอ่านมาอาจหลุดกรอบกันบ้าง...

     

    0 ตอนไปขอทุน นำเสนอหนังเรื่องนี้ไว้อย่างไร?

     "กระทรวงวัฒนธรรมเขาบอกว่าต้องเป็นหนังที่นำเสนอศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แสดงถึงความเป็นไทย ผมก็ไม่ได้เสนอความเป็นไทยแบบคนอื่น ผมนำเสนอความเป็นไทยแบบร่วมสมัย ผมมองความเป็นไทยคือวิถีชีวิตความเป็นไทย ไม่ใช่รำไทย ดนตรีไทย ผ้าไทย เพราะนั่นเป็นแค่เปลือกผิว ผมอยากนำเสนอวิถีชีวิตคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบที่ไม่มีความหมาย พูดถึงวิถีชีวิตและปัญหาของคนตัวเล็กๆ ในสถานที่ไกลปืนเที่ยง ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นบนโลกภาพยนตร์เลย"

    0 เคยทำหนังจากหนังสือแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า?

     "หนังสั้นเรื่องแรกผมก็ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่องสั้นแล้ว ผมมีความคิดจะทำหนังจากเรื่องสั้นมาตลอดเวลา พอมีโอกาสได้ทำก็ทำเลย แต่ไม่มีปัญหา เพราะผมทำหนังสั้นจนชิน รู้ว่าหนังสั้นธรรมชาติคืออะไร เรื่องสั้นคืออะไร เมื่อดัดแปลงจากเรื่องสั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย"

    0 ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว?

     "ก็เป็นนักอ่านคนหนึ่งนะ แต่ไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือมาก เก็บไว้อ่านตอนแก่ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทยอยอ่านหนังสือที่เหลือก่อนจะปลวกกินเสียหมด ต้องอ่านมากขึ้น ผมต้องโตขึ้น ต้องมีชีวิตที่จริงจัง ไม่ใช่นั่งเทียนทำหนัง มันไม่ใช่ ต่อไปนี้ผมจะลุยแหลกเลย ต่อจากนี้ต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"

    0 สถานี 4 ภาค เกี่ยวกับสังคมชนบทใช่ไหม?

     "มันเกี่ยวกับความเป็นไทย ผมพูดถึงประเทศไทย โดยเล่าผ่านคนตัวเล็กๆ ในซอกหลืบสังคมอันเร้นลับ ทุกคนมีทุกข์ มีสุข มีโลภ โกรธ หลง มีหมด ทุกตัวละครมีปัญหาเดียวกัน มีศัตรูเดียวกัน คือ 'โลกาภิวัตน์' ถ้าพิจารณาหนังดีๆ จะเห็นว่าศัตรูตัวร้ายคือตัวเดียวกัน แต่มาในรูปแบบต่างๆ นานา มีหลายชั้นที่พยายามจะสื่อ"

    0 หลายชั้นคือซับซ้อน คนดูจะเข้าใจยากไหม?

     "หนังคือการหล่อหลอมตัวคนทำ จะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนทำเป็นคนอย่างไร มองโลกแบบไหน ถูกเลี้ยงดูแบบไหน โดยเบื้องหลังผมเป็นคนชนบท เป็นลูกชาวนา ผมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย ไม่ได้เติบโตไปเรียนเมืองนอก 10 ปี ผมบวชเรียน 10 ปี อยู่กับธรรมะ อยู่กับศาสนาพุทธ หนังที่ผมชอบดูเป็นหนังเกี่ยวกับชนบท

     หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดูยากเลย เป็นหนังที่ดูง่ายมาก ง่ายจนถึงที่สุดเลย แต่พยายามหารูปแบบให้ท้าทายความคิด ประสบการณ์คนดู วิธีดูหนังเรื่องนี้คือ ต้องเอาตัวเข้าไปนั่งด้วยความว่าง ด้วยสุญญตา ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่ากูอย่างนั้นกูอย่างนี้ เข้าไปดูหนังด้วยหัวใจอันว่างเปล่า แล้วภาพ ท่วงท่าลีลา เสียงจะทำให้คนดูได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่างด้วยประสบการณ์ ด้วยจินตนาการของตนเอง แล้วจะสนุกมากเลย เป็นรูปแบบการทำหนังที่ผมคิดค้นใหม่ ต้องให้เกียรติคนดูอย่างที่สุด ตัวละครไม่ต้องรู้สึกอะไรเลย แต่คนดูจะรู้สึก ดังนั้นการแสดงในหนังเป็นปฏิวัติการแสดง คือคนเล่นห้ามปั้นตา ห้ามเชื่อ ห้ามรู้สึกห่าอะไรทั้งสิ้น แต่ผมให้ตัวละครทำอะไรบางอย่าง แล้วคนดูมานั่งดูสิ่งที่ตัวละครทำ แล้วคนดูจะคิดอะไรบางอย่าง เกิดอารมณ์ความรู้สึกเอง โดยที่หนังไม่ได้บอกเลยว่าให้รู้สึกอะไร คนที่มีประสบการณ์มากจะเข้าใจมาก คนที่ประสบการณ์น้อยจะเข้าใจน้อย เมื่อดูแล้วจะเกิดคำถาม สื่ออะไรวะ มันคืออะไรวะ คำถามพวกนี้ผมเรียกว่าเป็นคำถามเชิงดราม่า เกิดเฉพาะเมื่อเราสร้างแอคชั่น ถ้าเราคิดแทนคนดู ก็จะไม่เกิดคำถามนี้"

    0 ทำไมถึงควรดู 'สถานี 4 ภาค'?

     "ท่ามกลางหนังมากมาย หนังไทยที่กำลังถูกฆ่าตายโดยคนทำฆ่าเอง คนทำหนังไทยก็พยายามฆ่าศรัทธาคนดูไปเรื่อยๆ กลุ่มที่เหลืออยู่ก็เป็นกลุ่มที่ทำตามใจคนดู คนดูชอบอะไรก็สนองแบบนั้น หนังแบบไหนได้เงินก็ทำหนังแบบนั้น ก็กลายเป็นหนังรัก หนังตลก หนังไม่มีห่าอะไร สุดท้ายกลายเป็นขยะก้อนใหญ่ของวงการ จากการโหมกระหน่ำของหนังฮอลลีวู้ด จนคนดูดูหนังไม่ทัน มันเข้ามาเยอะมาก ถ้าจะไล่ดูให้ทันก็ไม่ต้องไปไหน วันๆ ไปอยู่ในโรง

     สิ่งที่หนังฮอลลีวู้ดทำคือยัดเยียดค่านิยมแบบฝรั่ง บีบคั้นคนดูอย่างที่สุด สร้างความอลังการทางสายตา และอารมณ์ความรู้สึกให้คนดูจนกระทั่งถูกสปอยล์ (ตามใจ) ไปหมดแล้ว คนดูก็ยิ่งโง่ลง คนดูถูกตามใจมากขึ้น ขยะก็ล้นประเทศ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ มันไม่มีทางเลือก

     ป่าผืนนี้ไม่มีความหลากหลายอีกต่อไปแล้ว ความหลากหลายน้อยมาก ต้นไม้ในวงการภาพยนตร์ส่วนมากสั่งตรงจากเมืองนอก เป็นต้นไม้ประเภทเร้าอารมณ์ หลอกล่อคนดู สูบเลือดคนดูให้ไปเสียเงินให้มัน แล้วเอาเงินออกนอกประเทศ แต่มีต้นไม้บางชนิดที่เป็นหนังไทยก็เป็นต้นไม้ประเภทยูคาลิปตัส ที่แซมแทรกในป่าสนเมืองร้อน นี่คือป่าผืนนี้

     หนังเรื่อง 'สถานี 4 ภาค' เป็นทางเลือก เป็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งผมว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะจะเติบโตในประเทศไทย เป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลแบบนี้ บนผืนดินแบบนี้ ในวัฒนธรรมแบบนี้ เป็นทางเลือกใหม่ให้คนดูมาเสพ มาสัมผัสกับมัน แล้วจะมีความสุขมากๆ เพราะเราดูตัวตนของเราเอง ไม่ต้องทะเยอทะยาน เราเล่าสิ่งเล็กๆ ที่มันละเอียดอ่อน เราฟังเสียงนก ดูธรรมชาติทั้ง 4 ภาค ลองเข้าถึงวิถีชีวิตมนุษย์ มันคือคุณค่าความงาม ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร แต่มันคือสุนทรียศาสตร์ในการชมภาพยนตร์ที่แท้จริง ด้วยวิธีการที่ผมให้เกียรติคนดูอย่างสูงสุด

     นี่คือหนังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ยุคที่วัฒนธรรมการสร้างภาพยนตร์อยู่ในมือสามัญชน ผมมองว่าผมเป็นสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่บุกตะลุยสร้างหนังด้วยลำแข้งตัวเอง และต่อไปจะมีคนแบบนี้อีกมาก เพราะดิจิทัลมั่งคั่งในประเทศนี้แล้ว ต่อไปนายทุนจะไม่มีความหมายแล้ว ประชาชนจะเป็นใหญ่ และนี่คือหนังของประชาชน ที่ประชาชนต้องมาเสพ"0

    หมายเหตุ : ภาพยนตร์ 'สถานี 4 ภาค' กำหนดฉายจริง วันที่ 14-20 มิถุนายน 2555 ทุกวัน รอบเวลา 18.30 น. ณ โรงภาพยนตร์ลิโด 1

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

    http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/read-write/news-list-1.php

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 08:00
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    เมื่อเรื่องสั้นของนักเขียน 'ถูกโจรกรรม' โดย : อัณณ์ อารัณยภาส:รายงาน
    (30 Mar 2012 2:46:30 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1950

    ซุ่มเก็บตัวเงียบเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องใหม่อยู่ดีๆ งานก็เข้านักเขียนหนุ่ม ‘จักษณ์ จันทร’ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อผลงานเรื่องสั้นของเขาที่ไม่รู้ว่า ‘สุรวุฒิ ศรีมา’ หรือในนามปากกา ‘นายบัวบก’ ย่ำเท้าบนถนนสายวรรณกรรมมานานแค่ไหน แต่สิ่งที่ ‘สุรวุฒิ ศรีมา’ ควรรู้และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้คือการไม่ละเมิดผลงานของนักเขียนท่านอื่นตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่ชื่อของ ‘นายบัวบก’ ซึ่งปรากฏเป็นสมาชิกในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเว็บไซต์หนึ่ง กลับไม่เคยผ่านตาบ้างเลยหรือไรกับเรื่องของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมที่สมาชิกในเว็บไซต์ดังกล่าวมักนำมาโพสต์ไว้เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่นักหัดเขียน รวมถึงกระทู้ร้องเรียนต่อเว็บมาสเตอร์มากมายหลายกระทู้หลังมีการลอกเลียนงานเขียนเกิดขึ้นในเว็บไซต์แห่งนั้น  อ่านต่อ...next

    ข่าววรรณกรรม
    'ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์' รางวัลศรีบูรพาแด่สันติภาพ /โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (30 Mar 2012 2:40:07 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1936

    หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตา ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บนหน้าจอโทรทัศน์ บนเวทีเสวนา และหน้าชั้นเรียน ในฐานะนักวิชาการผู้เป็นสัญลักษณ์ของความสมานฉันท์   และเป็นอาจารย์หน้าดุใจดีที่พร่ำสอนลูกศิษย์ให้รู้จักการเมืองเชิงสันติ แต่อีกด้านหนึ่งของ ดร.ชัยวัฒน์ คือ นักเขียน ที่ ณ วันนี้ เป็นเจ้าของรางวัลศรีบูรพาประจำปี 2555 แล้ว


     ดร.ชัยวัฒน์ มีผลงานทางวรรณกรรมหลากหลายประเภท ทั้งด้านวิชาการ งานแปล สารคดี ไปจนถึงทำหน้าที่บรรณาธิการ แต่กว่าที่เขาจะมาเป็น ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างในปัจจุบัน เขาได้รับรางวัลทุนเรียนดีภูมิพล เรียนจบรัฐศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นเขาก็ได้ทุนการศึกษาจาก East West Center ไปเรียนต่อจนจบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจาก University of Hawai'i สหรัฐอเมริกา

     ไม่เพียงเท่านั้น วิทยานิพนธ์ในสาขาปรัชญา-ทฤษฎีการเมืองสันติวิธีเรื่อง The Nonviolent Prince ของเขายังถูกเสนอชื่อเพื่อพิจารณาให้รับรางวัล 1982 Council of Graduate Schools/University Microfilms, International Dissertation Award

     ราว 30 ปีก่อน เมื่อประสบความสำเร็จด้านการศึกษา ก้าวต่อไปคือชีวิตการทำงาน ไม่ว่ามองไปทางไหน คงไม่มีอาชีพใดเหมาะสมกับเขามากเกินไปกว่าเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการ และด้วยค่าประสบการณ์เกี่ยวกับปรัชญาการเมืองและแนวทางสันติวิธีที่สั่งสมมาจนเต็มภูมิ เขาจึงเลือกสอนหนังสือแก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเดิมซึ่งเคยฟูมฟักเขาให้กลายเป็นคนคุณภาพ

     "ผมเป็นอาจารย์ในวันนี้เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือตอน ม.ปลาย ก็มีคนบอกว่าผมอธิบายอะไรคนฟังพอจะเข้าใจ ก็น่าจะลองมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนแรกผมอยากจะทำงานกระทรวงต่างประเทศ แต่คิดว่าคงไม่สามารถเข้าไปในกระทรวงได้มั้งด้วยเหตุผลนานาชนิด พอมีคนชี้ทางเรื่องการเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ก็เริ่มสนใจ พอมาเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ก็ได้รับอิทธิพลจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ จันทรวงศ์ ท่านทำให้ผมเห็นว่าการเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาการเมืองมันน่าทึ่งมาก ผมก็หันมาสนใจ" ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

     ดร.ชัยวัฒน์ สอนวิชา 'ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมือง' ซึ่งน่าจะนับได้ว่าเป็นการสอนวิชาสันติวิธีในมหาวิทยาลัยของรัฐครั้งแรกในประเทศไทย

     เขาเล่าว่า ขณะเรียนและเริ่มทำงานตรงกับช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาพอดิบพอดี แนวคิดทางการเมืองจึงผลิดอกออกผลในสมองเขาเสมอมา

     "ผมเป็นอาจารย์ได้ไม่ถึงเดือนละมั้ง ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมก็ถือว่าได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์นั้น และผมโตมากับขบวนการนักศึกษา เพราะ 14 ตุลา ผมอยู่ปีสองที่ธรรมศาสตร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนต่อความคิดของผม ปัญหาต่างๆ มีอะไรบ้าง ทำให้ผมสนใจและตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับความรุนแรงเรื่อยมา"

     จากการสอนหนังสือค่อยๆ ขยับขยาย เขาเคยเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา และรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งเป็นนายกสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากบทบาททางวิชาการในรั้วแม่โดมแล้ว นอกมหาวิทยาลัยเขาคือบุคคลสำคัญเกี่ยวกับความสมานฉันท์ของประเทศไทย เขาเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เป็นคณะกรรมการแก้ไขความขัดแย้งกรณีท่อก๊าซยาดานา, เป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล, เป็นอดีตรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยเป็นนักวิจัย (Research Fellow) ของ Institute for Southeast Asian Studies (ISEAS), Singapore, ศาสตราจารย์รับเชิญ คณะรัฐศาสตร์  University of Hawai’I, และเคยเป็นศาสตราจารย์ประจำโครงการศึกษาสันติวิธีของ International University for People’s Peace (IUPIP), Rovereto, Italy

     นอกจากนั้น ดร.ชัยวัฒน์ ยังสวมหัวโขนอีกหลายใบ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลยังวนเวียนอยู่กับคำว่า "สมานฉันท์" อาทิ เป็นผู้อำนวยการโครงการจัดพิมพ์ คบไฟ, ผู้อำนวยการ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา, เป็นรองประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ เป็นต้น

     "ผมเชื่อว่าความรุนแรงเป็นปัญหาที่เอาชนะได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียนมันมีข้อสรุปสองสามอย่าง อย่างที่หนึ่งคือ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมจึงไม่มุ่งขจัดความขัดแย้ง ไม่เคยเลย แต่ผมคิดว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติ และทางออกจากความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องเผชิญกับความรุนแรง มันน่าจะมีทางเลือกอื่น และนั่นก็น่าจะเป็นสันติวิธี"

     แม้ระยะเวลาจะดำเนินมากว่า 30 ปีแล้ว เขาก็ยังมุมานะทำหน้าที่ "สร้างสันติ" อย่างเต็มกำลัง เพราะทุกวันนี้เขายังปรากฏกายต่อหน้าลูกศิษย์เพื่อสอนวิชา 'ปรัชญาการเมืองในศตวรรษที่ 21' และ 'สัมมนาการเมืองกับนวนิยาย' ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะเดียวกันนี้ด้วย

     และแทบจะเป็นของคู่กันระหว่างนักวิชาการกับการแสดงปาฐกถา ดร.ชัยวัฒน์ คือหนึ่งในองค์ปาฐกเกี่ยวกับสันติวิธีและความรุนแรงที่โดดเด่นที่สุด เขาเคยแสดงปาฐกถาทั้งในและต่างประเทศ ในปาฐกถาสำคัญของโลกหลายครั้ง เขาคือองค์ปาฐก !

     อาทิ แสดงปาฐกถาเรื่อง 'The Politics of Forgiveness.' A Gandhi Memorial Lecture organized by Gandhi Samirti Dashan Samiti ที่รัฐสภาอินเดีย กรุงนิวเดลฮี, 21 สิงหาคม 1993

     แสดงปาฐกถาเรื่อง  'The Silence of the Bullet Monument: From Dusun Nyor 1948 to “Kru-ze” 2004' ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 9  ที่ Northern Illinois University (Dekalb), 4-6 เมษายน 2005

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Transforming Terrorism with Muslims’ Nonviolent Alternatives?' ที่ University of Manchester Peace Lecture, 5 พฤษภาคม 2006

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Bejeweled Dialogue: Illuminating Deadly Conflicts in the Twenty-First Century' ในการประชุม Asian Pacific Peace Research Association (APPRA), National Dong Hwa University, Taiwan, 10 กันยายน 2009

     แสดงปาฐกถาเรื่อง 'Overcoming Cultural Resistance to Non-Violence.' เป็น 2010 Peace Lecture, Dunedin Abrahamic Interfaith Group and Otago University Chaplaincy, University of Otago, 12 กรกฎาคม 2010

     เมื่อชื่อของ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ปรากฏในจุดประกายวรรณกรรม หากไม่เกี่ยวข้องกับวงวรรณกรรมคงไม่ได้ ทว่าชื่อนี้หาได้เพียงเกี่ยวข้องไม่ เพราะเขามีผลงานเขียนมากมาย ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ งานหลายชิ้นถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาอาหรับ อินโดนีเซีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งยังรับหน้าที่ทั้งในฐานะผู้เขียนและบรรณาธิการ ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นอายแห่งสันติภาพ สันติสุข สมานฉันท์ ยังคละคลุ้งในเนื้องานของเขาอย่างสม่ำเสมอ

     ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นเล่ม ในภาษาต่างประเทศ อาทิ

     Islam e Nonviolenza. (Trans. into Italian by Paolo De Stafani) (Torino: Edizioni Gruppo Abele, Novembre 1997)
     Agama dan Budaya Perdamaian (Religion and Peace Culture). (Translated into Bahasa Indonesia by Taufik Adnan Amal) (Yogyakarta: Forum kajian Budaya dan Agama, Pusat Studi Keamanan dan Perdamaian, University Gadjah Madah; Quaker International Affairs, 2001)
     The Life of This World: Negotiating Muslim Lives in Thai Society. (Singapore, New York: Marshall Cavendish, 2005)
     Essays of the Three Prophets: Nonviolence, Murder and Forgiveness (Dunedin: Dunedin Abrahamic Interfaith Group, University of Otago, 2011)

     สำหรับผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นเล่มในภาษาไทยล่าสุด ได้แก่

     ความรุนแรงกับการจัดการ "ความจริง": ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551)
     เป็นบรรณาธิการ แผ่นดินจินตนาการ : รัฐและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ (สำนักพิมพ์มติชน, 2551)
     เป็นบรรณาธิการ หมู่บ้าน...ไม่สงบ (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2553)
     เป็นบรรณาธิการ ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย (สำนักพิมพ์มติชน, 2553)
     สำหรับผลงานทั่วไปนอกวงวิชาการ ได้แก่
     งานแปล ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน (คบไฟ, 2544)
     ราวกับมีคำตอบ (สารคดี, 2547)
     มีกรอบไม่มีเส้น (สารคดี, 2547)
     ถึงเว้นไม่เห็นวรรค (สารคดี, 2547)

     เมื่อพิจารณาผลงานข้างต้น แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็น่าจะเข้มข้นพอให้มอบตำแหน่งนักเขียนคุณภาพที่ผลิตผลงานเพื่อสังคมได้อย่างต่อเนื่อง และอาจจะมากกว่านักเขียนหลายคนที่ส่งผลงานมาทีหายไปหลายที จนบางคนนั่งญาณไปถามเทพยดาแล้วว่ากำลังกินบุญเก่า...

     "งานเขียนส่วนมากเป็นงานทางวิชาการ แต่ก็มีงานนอกๆ อยู่บ้าง นานๆ ทีผมก็เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์บ้างเวลาที่ผมคิดว่าจำเป็น หรือมีประเด็นบางอย่างที่สังคมไทยควรจะคิด"

     ทำงานเพื่อสังคมมาก็หลายสิบปี มีผลงานคุณภาพก็มาก รางวี่รางวัลย่อมมาสู่ ดร.ชัยวัฒน์ เป็นธรรมดา สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งกำลังใจสำหรับการทำงาน และที่สำคัญ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพของเขา

     เมื่อปี 2541 เขาได้รับยกย่องเป็น ครูดีเด่น จากมูลนิธิ เอกิน เลาเกเซ่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

     ปี 2549 เป็นกีรติยาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ของสภาวิจัยแห่งชาติ

     ปัจจุบันเป็นเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

     และในปีนี้ (2555) ผลงานทางวรรณกรรมอันทรงคุณค่า แนวคิดอันดีงาม และมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีงาม รวมทั้งเป็นแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคม และมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนของเขาก็เข้าตา 'กองทุนศรีบูรพา' อย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ได้รับรางวัล 'ศรีบูรพา'

     ซึ่งเจ้าตัวก็น้อมรับรางวัลนี้พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า "ผมรู้สึกตกใจ รู้สึกแปลกใจ จริงๆ รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ เพราะความเข้าใจของผมก็คงเหมือนคนทั่วไป เพราะชื่อของศรีบูรพายิ่งใหญ่ ตัวผมเองก็เข้าใจว่าผมเป็นนักวิชาการธรรมดาคนหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่มั้งตั้งแต่ต้น แต่ทางกองทุนฯ เขาก็บอกว่า ใช่ เพราะรางวัลนี้ไม่ได้ให้กับนักเขียนอย่างเดียว ไม่ได้ให้กับนักหนังสือพิมพ์อย่างเดียว เขาให้ด้วยเหตุอื่น"

     พิธีมอบรางวัลศรีบูรพากำหนดขึ้นพร้อมกับงานวันนักเขียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2555

     วันนั้นเราอาจได้ฟังสุนทรกถาระดับโลกจาก ดร.ชัยวัฒน์ ก็เป็นได้

    ที่มา 

    กรุงเทพธุรกิจ 

    Life Style : Read & Write

    วันที่ 25 มีนาคม 2555  อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] [4] 5 [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design