สมาชิกล็อกอินที่นี่
จันทร์ 24 กรกฎาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.sakulthai.com/
    สกุลไทย
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/
    จุดประกายวรรณกรรม
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.thaiwriter.net/
    ไทยไรเตอร์ ชุมชนวรรณกรรม
  • http://www.sti.chula.ac.th/
    สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • http://www.makhampom.net/
    กลุ่มละครมะขามป้อม
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.sriburapha.net/
    กองทุนศรีบูรพา ประวัติ ภาพถ่าย และผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือศรีบูรพา

  • หน้า [1] [2] [3] 4 [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]
    ข่าววรรณกรรม
    สาส์นสวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖
    (28 Dec 2012 15:08:58 pm)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1902
    สาส์นสวัสดีปีใหม่


    ท่านสมาชิกสมาคมนักเขียนที่นับถือ

     
    ปี ๒๕๕๕ ได้ผ่านล่วงไปโดยไม่มีเหตุอุทกภัยเหมือนดังปีก่อน ทำให้สมาชิกทั้งหลายไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์เหมือนดังที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตามในภาวะที่เราต่างมีความทุกข์ร่วมกัน  พวกเราต่างได้ช่วยเหลือกันและกันตามกำลังที่พอจะช่วยได้  สมาคมนักเขียนฯ ได้ดำเนินการผลักดันโครงการกองทุนเพื่อสวัสดิการนักเขียน ซึ่งเป็นความตั้งใจของกรรมการสมาคมมาทุกสมัย ให้เป็นจริงขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา  โดยมีเงินสวัสดิการเริ่มต้นจากอดีตนายกสมาคม(ที่ยังมีชีวิตอยู่) และบรรดานักเขียนจำนวนหนึ่ง  มีประธานกองทุนคือคุณสัมพันธ์ ก้องสมุทร เป็นผู้ดูแล  นอกจากนี้ในปีต่อไปนอกจากช่วยเหลือเรื่องเจ็บป่วย และเสียชีวิต แล้ว  ยังขยายความร่วมมือไปยังร้านหนังสือในภูมิภาค ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และอื่น ๆ เพื่อเป็นส่วนลดในกรณีแสดงบัตรสมาชิก

    ดังนั้นปี ๒๕๕๖  จึงขอให้สมาชิกทุกท่านทำบัตรสมาชิกสมาคม ที่มีภาพวาดจากท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นภาพประจำบัตร (บัตรเดบิตธนาคารกรุงไทย) โดยเริ่มระดมการทำบัตรตั้งแต่การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ (บัตรที่ทำไว้ในรุ่นแรกจะหมดอายุลงในปีนี้ด้วย)

    พร้อมกันนี้ก็ขอเชิญทุกท่านร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๕๖  เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน กิจกรรม และเลือกตั้งกรรมการสมาคมชุดใหม่ ดังรายละเอียดตามแนบจากข่าวของสมาคม

     สำหรับความร่วมมือระหว่างนักเขียนในระดับนานาชาติ ในปี ๒๕๕๕ เรามีความร่วมมือกับภาคีวรรณกรรมลุ่มน้ำโขง (ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม) นักเขียนอาเซียน นักเขียนเอเชีย-อัฟริกัน นักเขียนสวีเดน  โดยคงมีโครงการต่อเนื่องจากคณะกรรมการชุดที่แล้วคือวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และไทย-ลาว เป็นภารกิจที่คณะกรรมการชุดใหม่จะได้สานต่อ ต่อไป

    ในโอกาสปีใหม่ ๒๕๕๖  ในนามคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ขออำนวยพรให้สมาชิกทุกท่าน จงมีความสุข สมหวัง ในสิ่งที่ปรารถนา ให้เป็นปีที่แข็งแรงทั้งด้านสุขภาพและการสร้างสรรค์ผลงาน  ประเทศที่ยิ่งใหญ่คือประเทศที่มีการบันทึกอย่างเข้มแข็ง  ซึ่งความหวังดังนี้อยู่ที่พวกเราทุกคน
                           

    นายเจน สงสมพันธุ์
    นายกสมาคม
    ในนามคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    ๒๘ ธันวาคม  ๒๕๕๕ อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    "100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย"
    (02 Nov 2012 11:47:17 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1934

    สสค.จับมือนักวิชาการ เปิด "100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย" หวังปลูกฝังค่านิยมรักการอ่าน เผยคนไทยอ่านหนังสือ เฉลี่ย 5 เล่ม/ปี ขณะที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน “เวียดนาม-สิงคโปร์-มาเลเซีย”อ่านหนังสือมากกว่า 40 เล่ม/ปี พบช่องว่างฐานะทางเศรษฐกิจส่งผลการเข้าถึงหนังสือดีของเด็กไทย

    เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดตัว “100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” ในงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 17 โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล คณะกรรมการคัดเลือก 100  หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย  กล่าวถึงสถานการณ์การอ่านของเด็กและเยาวชนไทยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 พบว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านมากที่สุดคือ กลุ่มเยาวชน เฉลี่ย 46 นาที ซึ่งเป็นสัดส่วนเวลาอ่านหนังสือที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ซึ่งจากการจัดลำดับด้านพฤติกรรมการอ่าน พบว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม ขณะที่คนเวียดนามอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม คนสิงคโปร์อ่านหนังสือปีละ 45 เล่ม และคนมาเลเซียอ่านหนังสือปีละ 40 เล่ม ส่งผลให้จากการทดสอบทางPISA ในปี 2552 พบว่า เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ซึ่งความสามารถด้านการอ่านของเด็กไทย อยู่ในอันดับที่ 50  จากทั้งหมด 65 ประเทศ

    “ข้อมูลที่น่าสนใจด้านพฤติกรรมการอ่านของเด็กและเยาวชนไทยคือ ช่องว่างด้านการอ่านของเด็กไทยที่มาจากฐานะทางเศรษฐกิจ เด็กในโรงเรียนอนุบาลที่ดี พ่อแม่อยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง เด็กจะมีพฤติกรรมการอ่านหนังสือมากขึ้น ต่างจากเด็กในต่างจังหวัดหรือศูนย์เด็กเล็กที่พ่อแม่ไม่มีฐานะทางการเงิน ซึ่งเป็นช่องว่างที่แตกต่างกันอย่างมาก เด็กในชนบทแทบจะไม่ได้แตะหนังสือ เพราะหนังสือดีๆมีราคาแพงมาก ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสภาวการณ์เด็กและเยาวชน สถาบันวิจัยรามจิตติ ในปี 2551-2552 พบว่า เด็กวัยประถม ฐานะปานกลางขึ้นไป เป็นกลุ่มที่อ่านหนังสืออ่านเล่นเป็นงานอดิเรกเป็นประจำ เช่น เรื่องสั้น สารคดี นิยาย สูงที่สุด คิดเป็น 44% และสูงกว่าเด็กประถมที่มีฐานะยากจน ซึ่งมีอยู่ 39% อย่างไรก็ตามเด็กในกลุ่มฐานะยากจน มีความใส่ใจการอ่านหนังสือเรียนเป็นประจำมากกว่าเด็กที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป โดยเด็กประถมที่มีฐานะยากจน มีพฤติกรรมการอ่านหนังสือเรียนเป็นประจำ อยู่ที่ 57% ขณะที่เด็กที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปอยู่ที่ 54%”รศ.วิทยากร กล่าว

    รศ.วิทยากร กล่าวว่า การปลูกฝังให้รักการอ่านจะเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้คนฉลาด การปฏิรูปทางการศึกษาได้ผล และนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้ จึงมีการคัดเลือก 100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวัย ตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่ต่างกันคือ 1. กลุ่มเด็กเล็ก(0-6ปี) จะเลือกหนังสือที่มีรูปภาพมาก เนื้อหาง่ายๆ อ่านแล้วประทับใจ 2. กลุ่มเด็กโต (6-12ปี) จะเป็นเนื้อหาที่ทำให้เด็กสามารถเอาตัวตนไปเทียบได้ถึงจะสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตจริงมากขึ้น ทั้งความหวัง ความผิดหวัง โศกเศร้า ความตาย แต่ไม่หดหู่โหดร้ายจนเกินไป เพราะประสบการณ์ชีวิตเด็กยังน้อย และ 3.กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน (12-18ปี) จะมีเนื้อหาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยพบว่า หนังสือเด็กที่มีเนื้อหาเรียบง่ายจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจเด็กตั้งแต่วัย 10 ขวบได้ เพราะเด็กจะเริ่มสนใจเนื้อหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาที่หลากหลาย ซับซ้อน และสนุก เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านหนังสือให้มากขึ้น โดยการพัฒนาวิชาภาษาไทยด้วยการส่งเสริมการอ่านหนังสือนอกเวลา อ่านเพื่อความสนุกและสอบแบบวรรณกรรม เด็กจะรักและถูกพัฒนาทักษะทางภาษามากขึ้น

    นายปรีดา ปัญญาจันทร์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ในด้านของผู้ผลิต หนังสือเด็กและเยาวชนของไทยไปได้ดีกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะมีจำนวนเนื้อหาที่มากกว่า เนื่องจากหนังสือเด็กของพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนใหญ่เน้นเรื่องนิทานพื้นบ้านแล้วกลับมาทำใหม่ ขณะที่หนังสือเด็กในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา ส่วนใหญ่จึงเป็นหนังสือที่มาจากต่างประเทศ ที่น่าสนใจคือ ประเทศเวียดนาม มีการนำหนังสือจากต่างประเทศมาแปลทั้งหมด รวมถึงหนังสือนิทานพื้นบ้าน ที่มีการปรับรูปภาพให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการอ่านและความสนใจของเยาวชน ในส่วนของหนังสือเด็กในประเทศไทย แม้จะมีจำนวนหนังสือแปลลดลง โดยผลิตเนื้อหาเองมากขึ้น แต่ผู้อ่านยังเป็นกลุ่มเดิมที่มีฐานการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่เด็กที่มีฐานะยากจน ลึกๆแล้วต้องการอ่านหนังสือเหล่านี้ จึงควรมีมาตรการเพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวเข้าถึงหนังสือที่ดีมากขึ้น

    นางพรพิไล เลิศวิชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า การปลูกฝังการอ่านหรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่เล็ก จะก่อให้เกิดผลดี 3 ด้าน คือ 1.ช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการทำงานของสมอง 2. เป็นการปลูกฝังความคิดและค่านิยม ซึ่งจะแข็งแรงและอยู่ตัวมากพอที่จะกำหนดเป็นทิศทางชีวิตของเด็กได้ และ 3 จะพัฒนาให้เด็กมีทัศนคติที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะการปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ยังเล็กในเนื้อหาเรียนรู้โลกกว้าง เช่น รู้จักนิทานจีน หนังสือแนวผญจภัย เด็กจะมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่มองมุมเดียว ซึ่งทั้ง 3 สิ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการเป็นเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

    สำหรับ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยจากการคัดเลือกของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.หนังสือสำหรับเด็กเล็กวัย 0-6 ปีได้แก่ กุ๋งกิ๊ง ชุดนิทานส่งเสริมสุขนิสัย โดย มนฤดี ทองกลอย , ขอหนูหลับหน่อย โดย รินนา คลานุวัฒน์ , คุณช้างโต...ช่วยหน่อยได้ไหม โดยวีระยุทธ เลิศสุดวิสัย เป็นต้น 2. หนังสือสำหรับเด็กโต 6-12 ปี ประเภทการ์ตูน ได้แก่ การ์ตูนพุทธประวัติ โดย โอม รัชเวย์ , มอม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ,วิกฤตดาว โดยอภิชาต รอดวัฒนกุล และหลวงพี่เอี้ยงแห่งวัดมะนาวหวาน โดย อิศรา สุคงคารัตนกุล เป็นต้น ประเภทนิทานและนิทานประกอบภาพ ได้แก่ เรื่องเอก นิทานอีสป โดย บรรณาธิการสำนักพิมพ์ห้องเรียน , ของเล่นเดินทาง โดย เทพศิริ สุขโสภา, โรงเรียนริมทะเล โดย สาคร พูลสุข เป็นต้น และ 3. หนังสือสำหรับเยาวชนและวัยรุ่น 12-18 ปี ประกอบด้วย การ์ตูน เรื้องสั้น นิทาน นวนิยาย ร้อยกรอง บทกวี ความเรียง-สารคดี ได้แก่ เรื่องเล่าจากร่างกาย โดย ชัชพล เกียรติขจรธาดา ,ตรวจภายใน โดยนิ้วกลม ,ลิ้นชักแห่งความทรงจำ โดย อิทธิวัฎภ์ สุริยมาตย์ , เส้นสมมุติ โดย วินทร์ เลียววาริณ , ความสุขของกะทิ โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าชายไม่วิเศษ โดย ปรีดา อัครธรรมโชติ และชาล้นถ้วย โดย ว.วชิรเมธี เป็นต้น ดูรายชื่อ 100 หนังสือดีทั้งหมด ได้ที่นี่พร้อมดาวน์โหลดรายชื่อ http://qlf.or.th/Home/Details?contentId=522

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    มติเอกฉันท์ ให้ "คนแคระ" ของ วิภาส ศรีทอง คว้ารางวัลซีไรต์ ปี 55
    (29 Sep 2012 15:46:30 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1912

    กรรมการ คนที่สองที่ให้สัมภาษณ์ คือ ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (ข่าวขึ้นชื่อผิด)
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    "คนแคระ"นวนิยาย"ของ"วิภาส ศรีทอง" คว้าซีไรต์ ประจำปี 2555/ มติชนออนไลน์
    (29 Sep 2012 12:15:34 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1920

    ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายนว่า   คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2555 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้นวนิยายเรื่อง     คนแคระ ของ  "วิภาส ศรีทอง"  ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2555

    กรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ครั้งนี้ ประกอบไปด้วย นายประภัสสร เสวิกุล, นายเจน สงสมพันธ์, รศ.ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง, นางชมัยภร แสงกระจ่าง, รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, รศ.ดร. สรณัฐ ไตลังคะ และ ผศ.สกุล บุณยทัต โดยกรรมการได้ให้ความเห็นต่อนวนิยาย "คนแคระ" ในคำประกาศตัดสินรางวัลว่า
     
    "คนแคระ ของวิภาส เป็นนวนิยายที่เสนอปัญหาสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ เปิดเผยให้เห็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างของกลุ่มคนซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมร่วมสมัย โดยสะท้อนให้เห็นการขาดความตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์การหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตนเอง และการโหยหาสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์แต่จำกัดขอบเขตของความสัมพันธ์นั้นไว้ ทั้งหมดนี้ผู้เขียนนำเสนอผ่านตัวละครที่แสดงความเย็นชาต่อชะตากรรมของมนุษย์ และหาทางสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเอง

    ผู้เขียนมีกลวิธีการเล่าเรื่องเนิบช้าทว่ามีพลัง มีการสร้างจินตภาพที่ชวนให้เกิดการตีความหลากหลาย มีตัวละครซับซ้อน แปลกแยก และท้าทายกฎเกณฑ์ของสังคม   คุณค่าของนวนิยายนี้จึงอยู่ที่การกระตุ้นให้เกิดการสำรวจภาวะความเป็นมนุษย์ในโลกร่วมสมัย ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับมโนสำนึก ความรับผิดชอบชั่วดีและสารัตถะของชีวิต" 
     
     
    "คนแคระ" เป็นนวนิยาย 1 ใน 7 เรื่อง ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ 2555   เช่นเดียวกับ  เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง ของ แดนอรัญ แสงทอง ,ในรูปเงา ของ เงาจันทร์ ,รอยแผลของสายพิณ ของ สาคร พูลสุข ,เรื่องเล่าในโลกลวงตา ของ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์  ,ลักษณ์อาลัย ของ อุทิศ เหมะมูล  และ 7.โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า ของ ศิริวร แก้วกาญจน์
     
    งานพระราชทานรางวัลซีไรต์ประจำปี 2555 (ปีที่ 34) จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน นี้ ณ ห้องรอยัลบอลรูม โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เวลา 19.30 น. โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จแทนพระองค์ ในการพระราชทานรางวัล
     

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ // สุณิสา เจริญนา (นิตยสารสกุลไทย)
    (19 Sep 2012 0:06:11 am)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1941
    ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” 
    และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ 

    สุณิสา เจริญนา
    นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ ๓๐๑๗ 
    ประจำวันอังคารที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕


    “คิดถึงพี่ทั้งสองลองคาดหวัง ถ้าพี่ยังอยู่ด้วยจะช่วยได้
    อย่างน้อยน้อยก็จักเป็นหลักชัย ให้เราใช้เกาะยึดประพฤติตาม
    เป็นหลักแห่งพิราบแสนซาบซึ้ง เป็นหลักหนึ่งที่ยึดได้ในสยาม
    เป็นหลักแห่งเสรีภาพซาบเนื้อความ พร้อมด้วยสันติภาพงามทุกเวลา”

    ส่วนหนึ่งของบทกวี  “แด่ “รพีพร”- เพ็ญศรี” (คุณสุวัฒน์ วรดิลกและคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี) ประพันธ์โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน เนื่องในโอกาส “วันเพ็ญศรี-รพีพร” ประจำปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๔  กรกฎาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องรพีพร อาคาร เสาว์-ศรีสุดา บุญเสนอ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 
    ด้วยมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ได้กำหนดให้การจัดงานรำลึกถึงเพ็ญศรี-รพีพร และการมอบรางวัล  “รพีพร”  เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณสุวัฒน์ วรดิลก ให้แก่นักเขียนคุณภาพทุก ๒ ปีนั้น มูลนิธิรพีพรฯได้จัดงานมอบรางวัลไปแล้ว ๒ ครั้ง โดยมี คุณมาโนช พรหมสิงห์ เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนแรก และคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนที่ ๒ และในปี ๒๕๕๕ นี้ เป็นครั้งที่ ๓ ของการมอบรางวัล มูลนิธิรพีพรฯมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คุณมหรรณพ โฉมเฉลา เป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าว 
      พิธีมอบรางวัล และงานรำลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองของพี่น้องแวดวงวรรณกรรมในปีนี้จัดอย่างเรียบง่ายหากแต่ทรงคุณค่าและอบอุ่น มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล รวมถึงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทั้งนักเขียนอาวุโส นักเขียนหน้าใหม่ และแขกผู้มีเกียรติ์ที่มาร่วมแสดงความยินดี อาทิเช่น คุณประยอม ซองทอง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๔๘ และ ประธานมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน) คุณกฤษณา อโศกสิน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๑) คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก (น้องสาวคุณสุวัฒน์ วรดิลก) คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิฯ) คุณเจน สงสมพันธุ์ (นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย) คุณบูรพา อารัมภีร (อุปนายกสมาคมนักเขียนฯ) นอกจากนี้ยังมีกรรมการสมาคมนักเขียนฯ และผู้สนใจทั่วไป ได้แก่ คุณพินิจ นิลรัตน์ คุณจิตติ หนูสุข คุณธีระ หนูทอง คุณวรบรรณ ทองวัชระ คุณสร้อยสรวง แสนสุรศิลป์ คุณประยูร หงษาธร และคุณเตือนใจ นิลรัตน์ ที่เป็นตัวแทนสำนักพิมพ์มติชน มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
    ภายหลังการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันพิธีมอบรางวัลในช่วงบ่ายก็เริ่มขึ้น โดยนายกสมาคมนักเขียนฯกล่าวต้อนรับ พร้อมกับแสดงความยินดีกับคุณมหรรณพ โฉมเฉลา จากนั้นประธานมูลนิธิรพีพรฯ และทายาท (คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก) กล่าวแสดงความยินดี โดยความตอนหนึ่งว่า 
    “แม้ว่าเงินรางวัลจะน้อย แต่ก็ให้ถือว่า เป็นเงินจากนักเขียนเพื่อนักเขียน ด้วยเลือดเนื้อของนักเขียน ที่ทำงานด้วยความมานะ บากบั่น เพื่อเป็นเกียรติยศ และเพื่อมอบเป็นกำลังใจให้นักเขียน จะได้รู้สึกภาคภูมิใจว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกวรรณกรรมของเรา  --- ประยอม ซองทอง” และ “ขอแสดงความยินดี และขอให้ผู้รับรางวัลมีสุขภาพแข็งแรง ผลิตงานที่ดี มีคุณภาพ และสร้างสรรค์ต่อไป --- จีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก”
    หลังจากการกล่าวแสดงความยินดี มูลนิธิรพีพรฯโดยคุณประยอมมอบโล่รางวัล พร้อมด้วยคุณจีรวรรณมอบเงินรางวัล จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และคุณเจนมอบหนังสือจากสมาคมนักเขียนฯเป็นของที่ระลึกแก่คุณมหรรณพด้วย จากนั้น เป็นการเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรคนล่าสุด ดำเนินรายการโดย คุณชมัยภร แสงกระจ่าง ความบางส่วน ดังนี้ 
    คุณมหรรณพ โฉมเฉลา นักเขียนรางวัลรพีพร คนที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เกิดและเติบโตในค่ายมวยชื่อดัง “อิทธิอนุชิต” ของบิดา มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๓ คน คนโตเป็นนักดนตรี คนรองทำงานด้านส่งออก และตัวเองเป็นนักเขียน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี บิดาและมารดาแยกทางกันจึงย้ายมาอยู่กับบิดาซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์จอนห์ แต่จากความเป็นเด็กบ้านแตก เขารู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่อยากเรียนหนังสือ และคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนบีบคั้น ข่มขู่ และทารุณเกินไปสำหรับเด็กบ้านแตกอย่างเขา เขาจึงหนีโรงเรียนแล้วไปหมกตัวอยู่ในโรงหนัง จนถูกไล่ออก ระหว่างนั้นต้องอยู่บ้านเพียงลำพังเมื่อบิดาออกไปทำงาน แต่ด้วยความที่บิดาเป็นนักอ่าน มีหนังสือมากมายหลายประเภท เขาจึงแอบอ่านหนังสือของบิดา เช่น สามเกลอ, พล นิกร กิมหงวน, ผู้ชนะสิบทิศ และวรรณกรรมแปลอื่น ๆ อย่าง เจมส์ บอนด์ หลังจากหยุดเรียน ๑ ปี เขากลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งที่โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ซึ่งผลการเรียนของเขาดีขึ้น จากเคยเรียนได้อันดับท้าย ๆ ของห้อง ขยับขึ้นมาเป็นที่สองของห้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยส่วนตัวแล้วเขาเชื่อว่า อาจเป็นเพราะอำนาจวรรณกรรม เป็นเพราะพลังของการอ่านหนังสือ ที่ทำให้เขามีความคิดความอ่าน ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และยังตอบคำถามตัวเองหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้นด้วย
    คุณมหรรณพสอบเข้าเรียนคณะโบราณคดี มหาวิยาลัยศิลปากร โดยได้อิทธิพลมาจากหนังสือเรื่อง อินเดียนน่า โจนส์ ที่เป็นเรื่องราวของการผจญภัยและแนวโบราณคดี แต่เขาก็ตัดสินใจออกมาก่อนที่จะจบการศึกษา เขารู้สึกว่า าขาโบราณคดีที่เรียนนั้นสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ได้รู้ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการอย่างไร มีกิเลศ มีตัณหาอย่างไรก็จริง กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย บวกกับเป็นช่วงเดียวกันกับที่เขาอกหักจากสาวคนรัก และจากการอ่านหนังสือของคุณขรรค์ชัย บุนปาน เรื่อง “หนี” ยิ่งเป็นแรงขับให้เขาตัดสินใจเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อหาคำตอบให้ชีวิตได้ง่ายขึ้น 
    จากการเปิดใจคุณมหรรณพในช่วงแรกอาจดูเหมือนว่า “ไม่มีอะไรน่าสนใจ” ถือว่าก็เป็นแค่ช่วงชีวิตของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียน และยังครอบครัวแตกแยก แต่หากจะมองกลับกันอีกด้านหนึ่งนั้น  ในทุก ๆ ช่วงชีวิตของเขา เขามีหนังสือเป็นเพื่อน เขาอ่านหนังสือ เขาเรียนรู้ อีกทั้งยังมีความรู้สึกผูกพันกับหนังสือมาโดยตลอด ไม่เพียงตัวเขาที่เป็นนักอ่านเท่านั้น บิดาผู้สะสมหนังสือจำนวนมากก็ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการอ่านของเขาอีกด้วย 
      ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยของคุณมหรรณพนั้น เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อเขาย้ายไปอยู่กับมารดาที่ประเทศออสเตรียถึง ๒ ปี ระหว่างนั้นเขาเรียนภาษาเยอรมัน และทำงานร้านอาหาร เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เขาเปิดบริษัททัวร์กับเพื่อนโดยใช้ความรู้ทางภาษาและทางโบราณคดีทำมาหากิน แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน บริษัททัวร์ก็ต้องปิดตัวลง แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามในการประกอบอาชีพ จึงหันมาร่วมทุนกับเพื่อนเปิดร้านขายของตกแต่งบ้าน และงานศิลปะที่ตลาดนัดสวนจตุจักร แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ใช่เส้นทางชีวิตที่ลงตัวสำหรับเขา เมื่อทุกอย่างล้มเหลวอีกครั้ง เขาจึงหันเหตัวเองไปอยู่กับเพื่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นการกลับเข้าสู่โลกของการอ่านอีกครั้งก็ว่าได้ เมื่อเพื่อนก็เป็นนักอ่านตัวยง มีหนังสือมากมายให้เขาอ่าน เช่น ผลงานเขียนของ วัฒน์ วรรยางกูร หรือ ช่อการะเกด และที่สำคัญไปกว่านั้น การมาอยู่กับเพื่อนคราวนี้เมื่อเพื่อนเห็นว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เพื่อนจึงสนับสนุนและให้กำลังใจในการผลิตงานเขียนเป็นของตัวเอง 
    คุณมหรรณพเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่บัดนั้น ฝึกเขียนเรื่องสั้นอาทิตย์ละเรื่องหรือสองเรื่อง ส่งไปตามหนังสือต่าง ๆ เรื่องสั้นหลายเรื่องถูกทิ้งลงถังขยะ แต่ในที่สุดเรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ คือเรื่อง "จดหมายถึงบรรณาธิการ" ในนิตยสาร "ลลนา" พ.ศ. ๒๕๓๔ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเหมือนหลงเสน่ห์ของงานวรรณกรรม ที่มิอาจแยกตัวเองออกมาจากการเขียนได้ ภายหลังเขามีผลงานรวมเรื่องสั้น และนวนิวยายออกสู่สายตานักอ่านเป็นระยะ ๆ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นเชิงสัญลักษณ์และเสียดสีสังคมอยู่ในที 
    ผลงานเขียนคุณมหรรณพจากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน ได้แก่ รวมเรื่องสั้น “เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก” (ปี ๒๕๓๘) รวมเรื่องสั้น “บ่ายหอยทาก” (ปี ๒๕๔๒) รวมเรื่องสั้น “ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง” (ปี ๒๕๔๕) นวนิยาย สาวงามตาบอดทั้งสิบสอง (ปี ๒๕๔๕) และ นวนิยาย “ในอ้อมกอดกาลี” ปี ๒๕๕๔ ได้รับรางวัลวรรณกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ได้ประดับช่อการะเกด จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี พ.ศ.๒๕๓๙ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รางวัลที่ ๒ จากประกวดเรื่องสั้น ช่อปาริชาต พ.ศ. ๒๕๔๔ จากเรื่อง "ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง" และรางวัลที่ ๓ เซเว่น บุ๊ค อวอร์ดส ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๖ - ๒๕๔๗ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "บ่ายหอยทาก" 
    ด้านชีวิตครอบครัวนั้น คุณมหรรณพมีคู่ชีวิตที่อยู่ในแวดวงการอ่านการเขียนเช่นเดียวกัน คือ คุณรวิวาร โฉมเฉลา นักเขียน-นักแปลอิสระ ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันบนดอยเชียงดาว ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร แต่ในช่วงแรกของการสร้างครอบครัวนั้น ทำให้เขาห่างหายไปจากการเขียนนานหลายปี โดยเขาให้เหตุผลว่า ในแต่ละช่วงที่ก้าวเดินนั้น มีทั้งการหาที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง เขาและภรรยาร่วมกันสร้างบ้านแต่ก็เป็นการสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป มีเงินทุนมากหน่อยก็ต่อยอดก็สร้างเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ เขามีไร่ลำไยที่แม้เป็นเพียงไร่เล็ก ๆ บนเนื้อที่เพียง ๕ ไร่นั้น แต่ก็ล้วนต้องใช้เวลาและให้ความสำคัญกับทุก ๆ อย่างอย่างเต็มที่เช่นกัน 
    ในวันนั้นคุณรวิวารให้เกียรติเปิดใจกับแขกที่มาร่วมงานฟังด้วยว่า ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นนักเขียนอิสระ กว่าจะสร้างสรรค์งานเขียนหรืองานแปลสำเร็จ หรือได้ตีพิมพ์แต่ละชิ้นนั้นค่อนข้างใช้เวลา และผลงานที่ตีพิมพ์ก็ใช่ว่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในหลาย ๆ ครั้งนั้นเองก็ทำให้ทั้งคู่ประสบปัญหาด้านการเงิน ช่วงแรกของใช้ชีวิตคู่ คุณรวิวารยังไม่เข้าใจในความมุ่งมั่น ความตั้งใจในการเขียนหนังสือของเขา จึงมีปัญหากันบ้างตามประสา แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเรียนรู้เกิดขึ้น และเกิดเป็นความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน เพราะอุดมการณ์ทางการเขียนของคุณมหรรณพนั้นชัดเจนยิ่ง “วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือ การเขียนหนังสือ” คุณรวิวารยังเสริมตอนท้ายอีกว่า “ไม่ว่าสถานะทางเศรษฐกิจหรือทางการเงินของเราจะย่ำแย่แค่ไหน แต่เราก็รู้สึกว่า ปัญหาเหล่านั้นไม่กระทบ และไม่มีผลอะไรกับความรักที่เรามีให้กันและกันเลย”...
    ทั้งนี้ คุณชมัยภร ผู้ดำเนินรายการถามคุณมหรรณพเป็นคำถามสุดท้ายก่อนปิดรายการเปิดใจว่า “ในเมื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขนาดนั้น เหตุใดคุณมหรรณพจึงไม่หันกลับมาทำงานประจำ” และคำตอบที่ได้ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำให้ชัดลงไปอีกว่าผู้ที่ได้รับรางวัลรพีพรคนนี้ มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ต่อการอ่านการเขียน อีกทั้งยังมุ่งมั่น ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ และศรัทธาให้ทุกคนได้ประจักษ์ได้มากเพียงใด ... “การอยู่กับคน อยู่กับงานแบบนั้น มันขัดใจ มันอึดอัด  มันไม่ใช่ตัวเรา รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างมีปัญหากับการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงคิดว่า เขียนหนังสือดีกว่า ... มีชีวิตเพื่อเขียนหนังสือดีกว่า”   
    งานเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรจบลงไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมิจบลงไปด้วย คือพลังในความรัก พลังของการสร้างสรรค์งานเขียนที่ยังจุดประกายอยู่ในตัวตนของคุณมหรรณพอย่างไม่มีวันหมดสิ้นนั่นเอง

    .................................................

    อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] 4 [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design