สมาชิกล็อกอินที่นี่
อาทิตย์ 24 กันยายน 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.aldaily.com/
    Arts & Letters Daily
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.midnightuniv.org/
    มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  • http://www.tuneingarden.com/
    'รงค์ วงษ์สวรรค์
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.khaofang.com/
    ข้าวฟ่างสำนักพิมพ์

  • หน้า 1 [2] [3]
    สัมภาษณ์
    คนแคระ คนแปลกบนโลกประหลาดของ วิภาส ศรีทอง โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (29 Sep 2012 12:37:18 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1996

    ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่น่าอ่านประจำปี 2555 ไม่ต้องมองถึงการเข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายซีไรต์ ซึ่ง 'คนแคระ' ก็ได้ชื่อว่าเป็น 'ตัวเต็ง

    แต่ทำไมวรรณกรรมนอกสายตา จึงกลายเป็นที่จับตามองถึงเพียงนี้...


     วิภาส ศรีทอง ทำให้ผู้ติดตามวรรณกรรมประหลาดใจตั้งแต่ส่งผลงานเรื่องล่าสุด คนแคระ  สู่แผงหนังสือหลังจากหายหน้าไปจากบรรณพิภพถึงสี่ปี ทว่าสี่ปีที่ห่างหายไม่สูญเปล่า เขาซุ่มเขียนนิยายถึงสองเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ คนแคระ




     นอกจากการปรากฏตัวของวิภาสแล้ว หนังสือของเขาก็สะเทือนวงการมิใช่น้อย เพราะ คนแคระ อวดโฉมในรูปลักษณ์ทะมึนทึม ขอบหนังสือสีดำ ดูเข้มขลัง นัยว่าหนังสือเล่มนี้หาใช่นิยายเบาสมองเป็นแน่ และยิ่งคล้ายตีตราเมื่อเปิดอ่านเนื้อใน ด้วยพล็อตที่คนไทยไม่คุ้นเคยบวกกลวิธีเล่าเรื่องอันเนิบช้า ผลักดันผู้อ่านให้ละเมียดถึงแก่นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร เป็นผู้สังเกตการณ์ต่อทุกการกระทำที่ท้าทายระดับศีลธรรมจรรยาในแต่ละผู้คน

     วิภาสบ่มกลั่น คนแคระ ร่วมสองปี ตั้งแต่เขียนเสร็จในช่วงปีครึ่งและแก้ไขตัดทอนอีกครึ่งปี เหตุผลแรกที่ คนแคระ กินเวลายาวนาน หนีไม่พ้นความยาวของเนื้อเรื่อง ซึ่งถือว่ายาวมาก แต่อีกเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าและเกือบทำให้เขาโยน คนแคระ ลงถังขยะเพราะ คำวิจารณ์อันหนักหน่วง รุนแรง จากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง

     "มีกระแสตอบรับหลายอย่างที่...เอ่อ...ส่งให้เพื่อนนักเขียนหลายๆ คนอ่าน เขาบอกว่าไม่ผ่าน ต้องไปแก้เยอะ ผมต้องตัดไปเยอะ ตัดไปประมาณเกือบร้อยหน้าเอสี่ ซึ่งถ้าเป็นกระดาษมาพิมพ์ก็เกือบๆ สองร้อยหน้า...จริงๆ มีคนบอกให้ไปเขียนใหม่หมดหรือไม่ก็โยนทิ้งไปเลย ผมก็เสียความมั่นใจนะ"

     แต่วิภาสก็ต่อสู้กับสภาวะในใจอันเกิดจากผู้อื่นหยิบยื่นให้ได้สำเร็จ เขาแก้ไขต้นฉบับที่มีปัญหาจนกระทั่งสมบูรณ์
     -1-

     จะยากอย่างไร แต่พล็อตเรื่องเกี่ยวกับคนแคระกลับหลงเข้ามาโดยบังเอิญ วิภาสเล่าว่า ต้นทางของ คนแคระ คือ ตรอกเล็กๆ ย่านบางลำพู...

     "นานมากแล้ว ผมเดินเที่ยวแถวข้าวสารแล้วออกมาจากตรอกแถวๆ บางลำพู มืดๆ ผมก็เห็นคนแคระคนหนึ่ง ก็แต่งตัวดีนะ นั่งอยู่ริมทาง ดูลับๆ ล่อๆ ไม่ค่อยกล้าออกมา ผมก็เดินผ่านไปแล้วสะกิดใจมากๆ เลย ก็ชวนเขาคุย เขาก็คุยดีนะ คุยสนุก ประมาณชั่วโมง ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ ผมขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพราะกะจะทำหนังสั้น จะเอาคนแคระมาใส่หนังสั้น"

     แต่ในที่สุดโครงการทำหนังสั้นก็ถูกพับไป คนแคระและหนังสั้นถูกกาลเวลาดูดกลืนหายไปไร้ร่องรอย จนกระทั่งวันหนึ่งวิภาสคิดอยากเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับเด็กชนชั้นกลางระดับสูงกลุ่มหนึ่งที่จับคนเร่ร่อนมาขังไว้ดูเล่น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียน เพราะเขาคิดว่าพล็อตเรื่องแรงไป และแทบไม่แตกต่างจากหนังสยองขวัญเกรดบี

     "ผมก็เลยลองเขียนอย่างอื่นแทน เริ่มต้นเขียนโดยไม่คิดอะไรมาก แล้วคนแคระเก่าก็กลับมา จำได้ว่าตอนที่คุยกับเขา เขาบอกว่า ผมเป็นคนต่างจังหวัด ผมมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ ผมอยากทำเกี่ยวกับการแสดง ถ้าเป็นไปได้ แต่ทางบ้านผมเตือนมาว่าพวกคนแคระมักโดนจับ โดนวางยาแล้วจับไปแสดงละครเร่ เขาบอกเป็นเรื่องจริง ผมก็แปลกใจว่ามีอย่างนี้จริง ความทรงจำตรงนั้นก็กลับมาพอดี"

     ด้วยค่าที่เป็นนักเขียน วิภาสย่อมไม่เล่าเพียงประเด็นดังกล่าวแน่นอน สภาวการณ์ทางสังคมยังมีอะไรน่ากล่าวถึงอีกมาก

     "ผมต้องการซ้อนความเหลวแหลกของคนชั้นกลางด้วย และความที่เป็นคนแคระ มันดูไม่โหดเกินไปถ้าจับคนแคระ เพราะคนแคระเป็นอะไรที่สัญญะไม่ชัด ไม่มีสัญญะตายตัว ไม่มีสัญญะสำเร็จรูปของความเป็นมนุษย์ หนึ่ง เด็กหรือผู้ใหญ่ มองแล้วก้ำกึ่ง ให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วน เหมือนคนสองเพศน่ะ เพราะฉะนั้นการมองคนแคระมันจับอะไรไม่ได้หรอก น่ามอง แต่ก็น่ารังเกียจไปพร้อมๆ กัน"

     วิภาสยอมรับว่าขณะที่เขียน คนแคระ เขาประหวั่นมาก เพราะจากนิยายอาจกลายเป็นเรื่องสยองขวัญธรรมดาดาดๆ ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน อีกประการ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับการลักพาตัวพบเห็นได้มากในงานของฝรั่ง ทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ โจทย์ของวิภาส คือ ทำอย่างไรให้ไม่ซ้ำทางกับใคร คำตอบที่เขาให้มา คือ พล็อตต้องไม่เหมือนเขา ต้องเป็นต้นฉบับ ซึ่งคนแคระก็ตอบโจทย์นี้ได้ดี

     -2-

     จุดเด่นประการสำคัญของ คนแคระ อาจเป็น พล็อตที่บอกเล่าเรื่อง 'คนแคระ' ทว่า กลวิธีการเล่าเรื่องอันอ้อยอิ่ง เนิบนาบ ก็นับเป็นจุดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบก็ชอบสุดหัวใจ แต่ถ้าใครไม่ชอบอาจเบื่อหน่าย

     วิภาสบอกว่าตั้งใจเล่าอย่างอ้อยอิ่ง เพื่ออธิบายทุกห้วงความรู้สึก ทุกเม็ดไม่มีขาดหาย ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายงานของนักเขียนระดับโลก อาทิ ดี.เอช. ลอว์เรนซ์

     "มันเป็นช่วงที่ผมอ่านงานของดี.เอช.ลอว์เรนซ์จริงๆ ลองไปดูสิ หนาปึ้กเลย พูดถึงความรู้สึกตัวละคร ไปดูสิ ก็โคตรเนิบนาบเลย อีกอย่าง ผมเป็นคนเขียนไดอารี่ จดความรู้สึกตัวเองตลอด เล็กๆ น้อยๆ จะไม่มองข้าม เช่น ความเบื่อคืออะไร เราต้องพยายามรู้สึก เขียนทั้งแง่กายภาพและแง่จินตภาพ บรรยายว่าความเบื่อคืออะไร ความโกรธก็มีรายละเอียดของมันนะ ผมจดไดอารี่ไว้เยอะ เหมือนหมกมุ่นเลยล่ะ ก็เลยเอาตรงนี้มาใช้"

     และอีกหนึ่งสิ่งที่พบเห็นได้ใน คนแคระ คือ วิภาสถ่ายทอดความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมอันเนื่องจากจิตใจของมนุษย์ถูกบ่มเพาะมาอย่างผิดรูปผิดรอย เงามืดและบรรยากาศทึมเทาจึงเป็นเฉดสีหลักในฉากของเรื่อง

     "ผมตั้งใจแต่แรกแล้วว่าอยากทำรวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ตั้งแต่เด็กเราชอบงานสยองขวัญตั้งแต่เด็ก ชอบอ่าน สตีเฟ่น คิงส์ หรือนิยายผีของอังกฤษ ชาร์ล ดิกเก้น ผมก็ชอบ เลยอยากเขียนอะไรแบบนี้ที่มันมืดๆ ทึมๆ เทาๆ ความตั้งใจจะให้เป็นสยองขวัญ แต่มันก็ไม่ใช่ มันกลายเป็นงานดราม่าเสียส่วนใหญ่ เล่มนี้กลายเป็นดราม่า แต่ก็มีความเป็นทึมๆ เทาๆ กึ่งฟิล์มนัวอยู่นะ"

     ได้เห็นกระบวนการก่อกำเนิด คนแคระ พอสังเขปแล้ว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า วิภาส ศรีทอง และนิยายของเขาสร้างความประหลาดใจต่อวงการวรรณกรรมไทย ที่จู่ๆ ม้านอกสายตากลับวิ่งนำหน้าม้าฝีเท้าฉกาจจนกระทั่งติดโผ Short Lists ซีไรต์ 2555 ได้สำเร็จ

     บรรณพิภพประหลาดใจ แต่เชื่อไหมว่าเขาเองประหลาดใจยิ่งกว่า เพราะเส้นทางของ คนแคระ ไม่แตกต่างจากคนแคระตัวจริงที่ต้องต่อสู้กับสายตาหยามหมิ่นระคนสงสัยของผู้คน มิหนำซ้ำยังต้องพิสูจน์ตัวให้ยืนในสังคมได้โดยสมบูรณ์ คนแคระเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วิภาสมีคำตอบ...

    เมื่อคนแคระถูกส่งประกวด

     วิภาสบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรสำนักพิมพ์สมมติก็ต้องส่งนิยายเรื่องนี้ประกวด โดยไม่เน้นผลประกวดแต่ประการใด "เขามีความคิดที่คล้ายๆ ผมตรงที่มันไม่น่าจะไปไหนได้ รางวัลวรรณกรรมไทยไม่น่าจะเห็นมันได้ แต่เขาก็ส่งไปอย่างนั้นเอง จะได้มีคนมองมันมากขึ้นถ้ามันติดไปใน 7 เล่ม หรือ 15 เล่ม ทั้งหลายแหล่ ผมไม่รังเกียจซีไรต์ มันก็เหมือนรางวัล Booker Prize มันไม่ใช่รางวัลที่ชีวิตคุณสุดยอดแล้ว มันไม่ใช่ มันแค่รางวัลหนังสือเล่มหนึ่ง ปีหน้าก็ส่งใหม่ได้ ผมคิดว่ามันต้องมีรางวัลมาคัดว่าเล่มไหนดีสุดประจำปี"

    คนแคระเฮ!

     ถึงจะไม่หวังผล แต่เมื่อนิยายเข้ารอบลึก มีหรือที่เจ้าของผลงานจะไม่เฮ "ก็ดีครับ ก็แปลกใจที่ทำไมเขาถึงมองเห็น ก็งงเหมือนกัน เพราะจริงๆ ผมบอกตรงๆ ว่ามันเป็นงานที่การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนต้องทำงานหนักนะ มันเหนื่อยนะ หนึ่ง ภาษาแปลกๆ บรรยายเยอะมาก สอง ดำเนินเรื่องค่อนข้างอืด ยืดเยื้อ แต่นั่นคือประเด็น ผมต้องการอย่างนั้น ให้มันอืด"

    นิยายเล่มนี้ แด่...นาตาลี ชไนเดอร์

     แม้แรงกายและพลังสมองจะสำคัญต่อการเขียนหนังสือ ทว่าแรงใจก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ชื่อ นาตาลี ชไนเดอร์ ที่ปรากฏในหนังสือของเขา แทนคำขอบคุณจากใจ "เขาเป็นภรรยาผมครับ พูดง่ายๆ นิยายเรื่องนี้เป็นช่วงที่ผมซัฟเฟอร์หลายๆ อย่าง สองเป็นช่วงที่ผมรายได้ก็น้อย พอดีภรรยาดูแลให้เยอะ ถ้าไม่มีคนนี้ก็ไม่มีนิยายเล่มนี้ครับ อย่างไรก็ต้องแด่นาตาลีจริงๆ เขาเป็นคนดูแล ผมเขียนแล้วก็ต้องให้เขาเป็นคนคอยวิจารณ์ให้ตลอด ก็อ่านให้เขาฟัง ถ้าผ่านก็คือผ่าน ผมฟังเขาคนแรก พูดง่ายๆ เลย บก.คนแรกของเล่มนี้นอกจากตัวนักเขียนแล้ว คือ ภรรยา...คุณนาตาลี ชไนเดอร์ครับ"

    เหนื่อยแต่คุ้ม

     เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย วิภาสก็เช่นเดียวกัน กว่าจะเคี่ยวเข็ญให้นิยายของเขาเป็นที่ยอมรับได้ ช่างเหน็ดเหนื่อย "เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเลย เหนื่อยแต่ว่าสนุก มีความสุขมาก เพราะเป็นนิยายที่ผมไม่คิดถึงหน้าคนอ่านเลย เขียนให้ตัวเองอ่านจริงๆ เขียนเหมือนเป็นไดอารี่ โดยไม่คำนึงเลยว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ใครอ่านจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิด เขียนไปเรื่อยๆ เหมือนกับเขียนไดอารี่ที่เราต้องถ่ายทอดออกมา"

    นิยาย...ทางที่ใช่

     หากย้อนดูผลงานของวิภาส จะพบว่าเขาเริ่มต้นจากเรื่องสั้น และเติบโตจากเรื่องสั้น แต่วันนี้ เขาบอกว่าพบทางที่ใช่ที่สุด นั่นคือ นิยาย "ตอนนี้ผมสนุกกับการเขียนนิยาย เพราะคนแคระเป็นงานเล่มแรก บอกตรงๆ ผมเขียนแบบลองผิดลองถูก เพราะไม่เคยเขียนเรื่องที่ใหญ่ๆ ยาวๆ แบบนี้มาก่อน ผลงานที่ลองผิดลองถูกเป็นเล่มแรกของเรา เพราะฉะนั้น มันมีความดิบเยอะ มันไม่มีการเกลา อย่างที่บอก ผมไม่ได้นึกถึงหน้าคนอ่านสักคน หรือหน้านักวิจารณ์เลยสักคน พอเล่มนี้เสร็จสิ้น ผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ผมก็เขียนอีกเรื่องหนึ่งในทันที เพราะเริ่มรู้แล้วว่านิยายเป็นอย่างไร การเขียนนิยายเป็นอย่างไร ตอนนี้มันอยู่ที่เราติดลมกับการเขียนนิยาย ถ้าผมกลับไปเขียนเรื่องสั้นหรือทำงานศิลปะแบบอื่น ผมเสียดายไง ตอนนี้เรามีเรื่องจะเล่าในรูปแบบนิยายอยู่ ทำจนกว่ามันจะหมด"

    การอ่าน + ประสบการณ์ = วัตถุดิบชั้นเลิศ

     นี่อาจไม่ต่างจากนักเขียนคนอื่น ที่เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ อ่านมากก็อยากเขียน ยิ่งถ้าได้ใช้ชีวิตมากด้วยแล้ว ย่อมมีอะไรอยากบอกต่อแน่นอน "ใช้ชีวิต เจอผู้คน เราก็พยายามเขียนพล็อตเรื่อยๆ บางทีเราอยู่บางสถานการณ์ เราก็แอบฟังๆ แล้วจดมาเลย เพราะวิธีเขียนนิยายมันต่างจากเรื่องสั้น เรื่องสั้น หัวใจคือพล็อต ฉะนั้นตัวละครมาทีหลัง นิยายพล็อตแย่ก็ไม่เป็นไร ตัวสำคัญของนิยายคือตัวละคร ตัวละครคือหัวใจสำคัญของการเขียนนิยาย เห็นไหมว่าเวลาคุณจำเรื่องสั้น แทบจำอะไรไม่ได้เลย แต่นิยายส่วนมากไม่ได้จำพล็อต จำตัวละคร

     อีกอย่างคือเราอายุมากขึ้นแล้ว เวลาหาพล็อตไม่เร็วเหมือนสมัยหนุ่มๆ พอพล็อตเราน้อยลงก็เสียดาย ปล่อยเรื่องสั้นหมดก็เสียดายพล็อต เราเขียนนิยายดีกว่าเพราะพล็อตเราก็ไม่ได้เยอะมาก ซึ่งไม่แปลกที่นักเขียนมาใหม่ๆ น้อยนะที่เขียนนิยาย"

    หยุดไม่ได้...ขาดใจ

     แม้นักเขียนในบ้านเราจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถี่บ้าง ห่างบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตายไปก็มาก บางคนตายเพราะหมดพลังสมอง บางคนตายเพราะหมดพลังใจ และบางคนก็หมดเนื้อหมดตัว แต่วิภาส ผู้ประกาศว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมละทิ้งการเขียนนิยาย เพราะหากขาดไปเขาคงตาย หากตาย ขอตายในหน้าที่ "หยุดเขียนไม่ได้ครับ หยุดก็ตายอย่างเดียว ไม่หยุดเลย ผมเคยอ่านที่เขาวิจัยไม่แน่ใจทางอเมริกาหรือยุโรป นักเขียนที่จะเขียนงานได้สุดยอดจะอยู่ในช่วง 40 ขึ้นถึง 65 สมองเรายังใช้การได้ดีอยู่ เราจะเข้าใจโลกมากขึ้น เราหายใจได้ยาวนานขึ้น ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุมากมุมมองต่อโลกยิ่งคมขึ้น ยิ่งแก่ยิ่งเคี่ยว ผมแปลกใจนะที่นักเขียนบ้านเราพออายุมากแล้วไม่ยอมเขียนงาน เสียดายมากๆ จริงๆ คือช่วงสุดยอดเลยนะ ผมก็เลยมองว่าผมกำลังเข้า 40 แล้ว กำลังเข้าช่วงสุดยอดแล้วนะ งานที่ผ่านไปพอกลับมองไปแล้วคงเป็นงานที่ใช้ไม่ได้ของเราเลยด้วยซ้ำ ผมว่าอย่างไรก็เถอะยังไม่ถึงช่วงสุดยอด สุดยอดประมาณ 50 ขึ้น"

    คนอ่านคือรางวัล

     ในยุคนี้ ยุคที่เกียรติยศ เงินทอง ถูกยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่ง แต่วิภาสกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาต้องการแค่คนอ่านงานของเขาเท่านั้น "ก็พอใจ แค่นี้ก็โอเคแล้ว เพราะผมไม่หวังอะไรกับมันเลย นักเขียนไม่มีความสุขเท่ามีคนอ่านงานคุณ ได้หรือไม่ได้รางวัลไม่สำคัญหรอก แต่ดีใจที่ได้เข้ามา ทำให้มีคนอ่านงานเราได้มากขึ้น ผมไม่ค่อยแคร์เรื่องชื่อเสียง เกียรติยศ มันไม่ใช่ คนมาเป็นนักเขียนตรงนั้นไม่สำคัญหรอก ความสุขอย่างเดียวคือการมีคนอ่านเรื่องที่เราเล่า ภูมิใจสุดแล้ว เป็นรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว"

    ก้าวเดินที่เกินคาด

     คนแคระปรากฏตัวบนบรรณพิภพและเวทีซีไรต์อย่างเหลือเชื่อ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่วิภาสจะคิดว่าคนแคระเดินมาไกลเกินที่คาดคิดไว้ "ใช่ครับ เกินคาด คนอื่นบอกว่าน่าจะเข้านะ แต่พี่ไม่เชื่อ เพราะพี่รู้สึกว่าพี่มีข้อด้อย ผมชอบมองงานตัวเองอย่างบั่นทอน จะรู้สึกว่ามีข้อเสียเยอะมากจนไม่น่าเข้า แต่ผมชอบในแง่ที่ประเด็นของมันยังไม่เคยมีใครจับมาก่อน ยังไม่มีใครเล่น อย่างน้อยมันก็มีความเป็นออริจินัลพอสมควร แล้วเราก็จบมันได้อย่างลงตัว ไม่มีอะไรติดค้าง ผมพยายามถามคนอ่านรอบแรกว่ามันยังอยู่ในหัวไหม หรือมันจบแล้วจบเลย มันยังกลับมาบ้างไหม? บก.ก็บอกว่ามันกลับมา"

     ใช่แล้ว ผมเองก็ว่ามันกลับมา...

    ที่มา
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 5 สิงหาคม 2555 06:06
    อ่านต่อ...next
    สัมภาษณ์
    'นครินทร์ ศรีเลิศ' จากนักข่าวสู่นักเขียนรางวัล 'เรื่องสั้นอิศรา' โดย โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (11 Jun 2012 4:39:30 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1955
    อาชีพแต่ละอาชีพย่อมมีความแตกต่าง แม้บางอย่างจะคล้ายคลึงกันก็ตามที เหมือนนักข่าวและนักเขียนที่มีเพียงเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างสองอาชีพนี้ไว้

    ทว่า แก่นแกนสำคัญของทั้งสองอาชีพคือ 'การเขียน'

     จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลย หากจะพบเห็นนักข่าวมาเป็นนักเขียนหรือนักเขียนมาเป็นนักข่าว เฉกเช่นเดียวกับ นครินทร์ ศรีเลิศ นักข่าวหนุ่มสายเศรษฐกิจ แห่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แม้อายุงานของเขา ณ องค์กรสื่อแห่งนี้จะไม่มากมายนักเพียงปีครึ่งเท่านั้น แต่เมื่อครั้งร่ำเรียนเขียนอ่านที่มหาวิทยาศิลปากร เขาก็ไม่เคยห่างจากการเขียนหนังสือเลย มิหนำซ้ำยังมีผลงานตีพิมพ์อีกด้วย

     "ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่ศิลปากร เขียนหนังสือคู่กับเรียนหนังสือมาแทบจะตลอด อย่างไรก็ตามงานที่ได้ตีพิมพ์ก็มีไม่มากนัก มีนวนิยายเรื่อง เกลียวคลื่นกับผืนดิน เรื่องสั้น มหัศจรรย์วันวานย้อนตำนานอากง เด็กเก็บบอล ลานทรงพล  และเรื่องพญาอินทรีย์"

      ย้อนไปเมื่อชั้นปีที่หนึ่ง นครินทร์ เริ่มสนใจและลงมือเขียนหนังสือ แม้จะเริ่มต้นไม่นานแต่เขาก็กล้าหาญชาญชัยส่งผลงานนิยายเข้าประกวดรางวัล Young Thai Artist Award ของมูลนิธิเครือซิเมนต์ไทย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และชิงทุนการศึกษา ผลคือ นิยายของเขาเข้ารอบ 10 เล่มสุดท้าย แต่ผลงานของเขากลับไม่ได้รับการเผยแพร่

     "มูลนิธิฯ เขาตีพิมพ์เรื่องที่เข้ารอบ 5 เรื่องแรกเท่านั้น เรื่องของผมก็เลยอดตีพิมพ์ แต่หลังจากนั้นก็ส่งเรื่องไปทุกปี เพื่อรับทุนการศึกษา มีปีสี่ที่ไม่ได้ส่งเพราะเรียนหนักมาก"

     ความพลาดหวังครั้งหนึ่งมิอาจกำหนดชะตาทั้งชีวิตฉันใด เส้นทางสายน้ำหมึกของนครินทร์ก็ยังคงดำเนินต่อฉันนั้น หลังจากได้เริ่มต้นเขียนหนังสือ เขาก็ติดอกติดใจรสแห่งวรรณกรรมอันกลมกล่อม ทยอยส่งผลงานให้ประจักษ์แก่สายตาประชากรบรรณพิภพอยู่เนืองๆ จนกระทั่งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนชนแห่งประเทศไทย จัดประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้น “รางวัลอิศรา อมันตกุล” ขึ้น  เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนในวงการสื่อทุกแขนงที่สนใจเขียนงานวรรณกรรมนั่นแหละ จึงทำให้เรื่องสั้นสองเรื่องของ นครินทร์ ศรีเลิศ เข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้าย ได้แก่ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' และ 'แทบเล็ตของติ๋ม' ซึ่งทำให้แววความสำเร็จด้านการเขียนเริ่มฉายชัดอีกครั้ง

      สำหรับการประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้น “รางวัลอิศรา อมันตกุล” นั้น จัดขึ้นในปี 2555 เป็นปีแรก  เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)  มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมคนในวงการสื่อสารมวลชนที่สนใจการเขียนวรรณกรรมโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าการประกวดเรื่องสั้นรางวัลอิศราจะเพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ แต่ก็มีนักข่าวสายนักเขียนระดับยอดฝีมือร่วมชิงชังไม่น้อยเลย ชื่อบางคนคุ้นหูคุ้นตากันดีในบรรณพิภพ ชื่อบางคนก็ใหญ่โตพอจะทำให้ผู้ร่วมประกวดคนเล็กคนน้อยรู้สึกหวาดๆ กันบ้างก็มี

     แต่ในที่สุด 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ของนครินทร์ก็ทะยานขึ้นแท่นคว้ารางวัลชนะเลิศจนได้ และด้วยค่าที่เรื่องสั้นของเขากรุ่นกลิ่นเทคโนโลยี ทั้งยังหยิบจับการทำงานของนักข่าวซึ่งเขารู้ซึ้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาเป็นจุดขายของเรื่อง เมื่อโลกเทคโนโลยีกับบรรณพิภพบรรจบกัน เรื่องสนุกๆ ในมุมมองของนักข่าวที่ต้องคลุกคลีตีโมงกับ 'ทวิตเตอร์' เพื่อชิงความได้เปรียบส่งข่าวแข่งกับสื่อโทรทัศน์และวิทยุ จึงเกิดขึ้น

     "จริงๆ ผมใช้ทวิตเตอร์มาประมาณหนึ่งปี ตามนโยบาย Mobile Journalist ขององค์กร ซึ่งพอจะเขียนเรื่องนี้ก็เริ่มศึกษาโปรแกรมทวิตเตอร์มากขึ้น เก็บข้อมูลสถิติต่างๆ ที่อาจเอามาย่อยเป็นองค์ประกอบของเรื่องสั้นได้ คำถามแรกที่ค้นหาก็คือ ผมอยากรู้ว่ามีคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์จำนวนเท่าไร ปริมาณข้อความที่เราทวีตกันประมาณวันละเท่าไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณเว็บไซต์ Zocialrank ที่ได้สรุปสถิติเกี่ยวกับการทวีตบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (Twitter) ของคนไทย ตลอดปี 2554 เอาไว้ พอเริ่มลงมือเขียนเวลาเราเขียนประโยคที่ตัวละครทวีตข้อความลงไป ผมก็ลองพิมพ์ข้อความลงในโปรแกรมจริงๆ นะ อย่างข้อความแรกที่บอกว่า ข้อความครบ 140 ตัวอักษรพอดี ก็ทดลองจนได้ตามนั้นจริงๆ เพราะเราต้องการแสดงเอกลักษณ์ของทวิตเตอร์ไว้ในข้อความนั้น ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับตรงนี้มากเป็นพิเศษ

     หลังจากเขียนเสร็จก็เป็นขั้นตอนของการขัดเกลาถ้อยคำ ให้สละสลวยขึ้น ซึ่งทำควบคู่ไปกับการเขียนเชิงอรรถอธิบายศัพท์บางคำ เช่น ฟอลโลว์เวอร์ หรือรีทวีต เพราะเราต้องคิดเผื่อด้วยว่าบางทีคนอ่าน (กรรมการ) อาจจะไม่ได้เล่นทวิตเตอร์จะได้เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร

     นอกจากได้ใช้ประโยชน์จากทวิตเตอร์เพื่อทำการงานแล้ว เขายังมองทวิตเตอร์เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถ่ายไปได้อีกหลายประเด็นความ

     "ผมมองทวิตเตอร์ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมนะ และเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มีเวลาน้อยแต่ต้องการรู้ข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งด้านหนึ่งก็คือภาพสะท้อนของสังคมบริโภคนิยมนั่นเอง ที่สำคัญแม้จะมีคนใช้ทวิตเตอร์เป็นจำนวนมากแต่เท่าที่ทราบผมยังไม่เคยเห็นเรื่องสั้นที่เขียนเกี่ยวกับทวิตเตอร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องท้าทายที่จะเขียนมันขึ้นมา"

     อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นจนโดดเด้งออกมาจากบรรดาเรื่องสั้นอื่นๆ คือชื่อเรื่อง แม้คำว่า 'ทวิตภพ' จะแพร่หลายในทวิตเตอร์มานานแล้ว แต่เมื่อพ้องกับชื่อเรื่อง 'ทวิภพ' ของนักเขียนระดับปรมาจารย์อย่าง ทมยันตี ย่อมน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก ทว่า นครินทร์ตั้งใจให้ทวิตภพสื่อถึงโลกอีกดวงที่กำลังถูกให้ค่าเหนือโลกจริงซึ่งมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่

     "คำว่า 'ทวิตภพ' เป็นคำที่ผมเห็นบางคนใช้ในการสื่อสารในทวิตเตอร์ บางคนตื่นขึ้นมายังไม่ได้ทักทายคนที่นอนอยู่ข้างๆ หรืออยู่บ้านเดียวกัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีตข้อความ “อรุณสวัสดิ์ ชาวทวิตภพ” ไม่ได้ตั้งใจให้พ้องกับชื่อเรื่อง 'ทวิภพ' ของคุณทมยันตี แต่ความหมายที่ตั้งใจสื่อคือ ภพ ก็คือ 'โลก' นัยหนึ่งคือ โลกเสมือนจริง ซึ่งต่างจากโลกแห่งความจริงก็อยากให้คนอ่านตั้งคำถามว่าโลกที่เรารับรู้ผ่านการใช้เทคโนโลยีบางทีอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้"

     เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องสั้น 'แทบเล็ตของติ๋ม' ที่ผ่านเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้ายเช่นกัน ทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสารทันสมัยเหมือนกัน แต่นครินทร์ถ่ายทอดให้ทั้งสองเรื่องเดินกันคนละทางชัดเจน เขาตั้งใจให้ 'แทบเล็ตของติ๋ม' เล่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายและมาตรการรัฐซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น โดยมีตัวละครเป็นตัวแทนของคนอื่นในสังคม ส่วน 'ทวิตภพ ทวิตพบ' คือการหยิบยกเหตุการณ์และปัญหาหลายอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาเขียนในเชิงตั้งคำถาม

     นครินทร์เล่าว่า 'ทวิตภพ ทวิตพบ' คือเครื่องมือสื่อสารที่เขาใช้ถ่ายทอดสู่คนอ่าน "เทคโนโลยีอาจสร้างนิสัยให้คนยึดติดกับเทคโนโลยีจนลืมตั้งคำถามว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่จริงเพียงไร และแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้คนในทุกมุมโลกเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ แต่ลึกๆ แล้วในความเป็นมนุษย์ องค์ประกอบที่สำคัญก็คือ ต้องการความรักความเข้าใจ 'ผม' ในเรื่องจึงคาดหวังว่าในที่สุดทวิตเตอร์จะพาไปพบกับผู้ที่จะเข้าใจและยอมรับในความเป็นตัวตนของเขา"

     ตัวละคร 'ผม' ในเรื่อง ถูกสมมติขึ้นตามวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่ง หากมองอย่างผิวเผินแล้ว 'ผม' ซึ่งมีอาชีพเป็นนักข่าวที่ต้องใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางรับส่งข่าวสาร อีกทั้งยังใช้เพื่อหาบางสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนา อาจคล้ายว่า นครินทร์กำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ส่วนรวมร่วมรับรู้ก็เป็นได้ แต่นครินทร์ก็ปฏิเสธว่า 'ผม' ไม่ใช่ 'ผม' เสียทั้งหมด แต่ก็มีหลายส่วนเป็นความรู้สึกที่ตกค้างมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง

     "ผมเก็บเอาเรื่องราวที่ได้ฟังพี่ๆ นักข่าวการเมืองเล่าประสบการณ์ในการออกไปทำข่าวในช่วงที่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐมาเขียน อีกส่วนหนึ่งที่เขียนเป็นในแง่ตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกันก็คือทุกวันนี้เราเห็นผู้ชุมนุมเห็นม็อบบ่อยๆ พวกเรารู้สึกอย่างไร มีใครตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกเขาบ้างหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งคำถามให้ลึกไปกว่าว่า “ไอ้พวกนี้ถูกจ้างมา” ผมเชื่อว่าปัญหาในสังคมจะถูกแก้ไขมากขึ้น"

     นอกจากนี้นครินทร์ยังเล่าต่อว่า เรื่องสั้น 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ไม่ได้สื่อสารกับคนอ่านเพียงประเด็นเดิมๆ นี้ ประเด็นเดียว เขาต้องการฉายภาพการรายงานข่าวที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยี รวมทั้งพฤติกรรมในการรับรู้ข่าวสารที่เปลี่ยนไป เขาต้องการบอกเล่าการทำงานของสื่อมวลชนในสถานการณ์ขัดแย้ง เขาอยากสะท้อนความขัดแย้งในสังคมไทยที่ชนวนมาจากปมปัญหาทางการเมือง และเขาอยากกล่าวถึงการแสวงหาความรักและการยอมรับอันเป็นความคิดพื้นฐานของมนุษย์

     นอกจากนครินทร์จะเป็นนักข่าวนักเขียนมือดีแล้ว วัตถุดิบต่างๆ รวมทั้งลีลาภาษาย่อมได้มาจากการอ่านทั้งสิ้น เขาคือนักอ่านตัวยง อ่านหลากหลาย โดยเฉพาะนิยายแปล แนวสืบสวนสอบสวน การผูกเงื่อนปม ดำเนินเรื่อง กระทั่งคลี่คลาย จึงค่อนข้างสละสลวย ขณะที่เขากำลังรังสรรค์ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' หนังสือ 'เส้นสมมติ' ของ วินทร์ เลียววาริณ ซึ่งเป็นแรงขับหนึ่งในผลงานเรื่องสั้นระดับรางวัลของเขา

     "หนังสือเรื่อง เส้นสมมติ มีอิทธิพลต่อเรื่อง ทวิตภพฯ หรือไม่ คงมีผลบ้างเนื่องจากหนังสือเรื่องนี้เขียนเรื่องความสัมพันธ์ของคนในรูปแบบต่างๆ แต่เรื่องสั้นที่เขียนขึ้นมาแต่ละเรื่องคงไม่ได้มีแรงขับจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งโดยเฉพาะแต่เป็นส่วนผสมของประสบการณ์หลายๆ อย่าง ทั้งประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์ที่เคยอ่านหนังสือสะสมมา"

     เรื่องสมมติจึงไม่สมมติอีกต่อไป เขาส่งงานเข้าประกวดทั้งๆ ที่ไม่ได้เขียนมานานนับปี ทั้งยังเกือบส่งงานไม่ทันเพราะกว่าจะส่งไปรษณีย์ก็เกือบปิดแล้วในวันสุดท้ายกำหนดส่งผลงาน แม้ต้นทางของงานจะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่เรื่องสั้นของเขาก็ไปถึงมือคณะกรรมการจนได้ ที่สำคัญเข้าตากรรมการอีกด้วย...'ทวิตภพ ทวิตพบ' ได้รางวัลชนะเลิศ

     "ผมรู้สึกดีใจระคนแปลกใจ จริงๆ รู้สึกดีใจตั้งแต่ตอนที่เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้าย พอไปถึงที่งานประกาศรางวัลเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกอะไร แต่เราเห็นเรื่องสั้นของเราได้รางวัลที่ 1 ก็รู้สึกภูมิใจ ตื่นเต้นและเคอะเขินเล็กน้อยตอนที่ต้องขึ้นไปรับรางวัล"

     ไม่ว่าสิ่งใดจะเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความสำเร็จ รางวัลคือหนึ่งในสิ่งอันทรงเกียรตินั้น สำหรับนครินทร์ก็เฉกเช่นกัน...

     "รางวัลเรื่องสั้นอิศราถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีอย่างหนึ่ง แต่ในฐานะคนเขียนหนังสือทุกเรื่องที่เขียนเสร็จได้อย่างที่ตั้งใจ ทุกเรื่องที่มีคนอ่านแล้วชอบ หรือไม่ชอบแต่มีคำติชมที่เป็นประโยชน์ถือเป็นความสำเร็จเช่นกัน"

     อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนักข่าวและนักเขียนคล้ายคลึงกันมาก มีเพียงเส้นบางๆ คั่นกลางไว้ แล้ว 'เส้นบางๆ' ที่ว่าคืออะไร ในฐานะที่นครินทร์ได้ลอดผ่านเส้นดังกล่าวโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งข่าวและวรรณกรรมเขา "เอาอยู่ !"

     "ผมคิดว่างานวรรณกรรมกับงานข่าวเป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่งานวรรณกรรมหรืองานเขียนเราเล่าเรื่องแต่ง อาจเป็นเรื่องแต่งที่อิงจากเรื่องจริงผสมกับจินตนาการ ขณะที่งานข่าวเราต้องเล่าเรื่องจริงทั้งหมดจะเอาเรื่องแต่งมาอิงด้วยไม่ได้ ถามว่าชอบงานแบบไหนมากกว่าคงตอบว่าชอบทั้ง 2 อย่างเท่าๆ กัน ส่วนจะถนัดอย่างไหนมากกว่ากันต้องตอบว่าความถนัดเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเราถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่า แต่ปัจจุบันก็คิดว่าถนัดเขียนข่าวมากกว่าเพราะข่าวเราต้องเขียนแทบทุกวัน อย่างไรก็ตามทั้งข่าวและเรื่องสั้นผมคิดว่าตัวเองยังพัฒนาได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้บอกว่าถนัดเขียนข่าวแล้วจะหยุดฝึกเขียนข่าว ขณะเดียวกันเรื่องสั้นก็ต้องพัฒนาการเขียนไปได้เรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วเรื่องสั้นมีวิธีการนำเสนอที่หลากหลายมาก"

     เขายกตัวอย่างสิ่งที่ ชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พูดไว้อย่างน่าประทับใจว่า “ในอดีตนักข่าว และนักเขียนเป็นคนคนเดียวกัน” ซึ่งเขาก็เชื่อว่านักข่าวเป็นนักเขียนที่ดีได้ เพราะอาชีพนักข่าวเปิดโอกาสให้ได้รับรู้ข้อมูลมากดังนั้นจึงมีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีวัตถุดิบให้เลือกมาเขียนได้มากมาย

     ความสำเร็จของ นครินทร์ ศรีเลิศ ในวันนี้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวของเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกหลายคนที่อยากเดินตามรอย บางคนอาจเริ่มเขียน บางคนอาจยังเคอะเขินไม่กล้าเขียน แต่เจ้าของรางวัลเรื่องสั้นอิศราคนนี้เชื่อมาตลอด คือ ถ้าอยากเขียนต้องเริ่มเขียน หยุดเป็นนักคิดแล้วเปลี่ยนเป็นนักปฏิบัติ

     "การเขียนหนังสือเป็นการทำงานที่ช่วยให้เราเปลี่ยนจากนักคิดมาเป็นนักปฏิบัติ ดังนั้นใครที่อยากเขียนหนังสือ ต้องเลิกพูดว่าจะเขียน หรือว่าจะเขียน แต่ต้องลงมือเขียน ที่สำคัญนอกจากฝึกเขียนเราต้องฝึกคิดควบคู่กันไปด้วย เพราะยิ่งคิดได้ตกผลึกเท่าไรสิ่งที่เราเขียนก็จะชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น"

     และแล้วสิ่งที่ตกผลึกในสมองของเขาก็ผ่านกระบวนการ 'เขียน' กลายเป็นเรื่องสั้นคุณภาพ 'ทวิตภพ ทวิตพบ' ประจักษ์แก่สายตาคนอ่านและผงาดอย่างงามสง่าบนเวทีวรรณกรรมอีกด้วย

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    สัมภาษณ์
    "อัคนี มูลเมฆ" สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ โดย : เรื่อง : รายา ผการ์มาศ
    (11 Jun 2012 4:34:46 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 2011


    ความจริง-สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ (Chiangmai Writer Club) เปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนคนเชียงใหม่ไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 มกราคม

    พร้อมกับกิจกรรมแรก คือจัดงาน “อ่าน’รงค์ให้คุณฟัง” เพื่อรำลึกถึงการจากไปของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ร้านสุดสะแนน กลางเมืองเชียงใหม่

     การพูดคุยกับ อัคนี มูลเมฆ นักข่าว/นักเขียน/นักแปล (ศาสดาขบถ, คำสารภาพ, กฎแห่งความรักและกฎแห่งความรุนแรง, ปิกัสโซ...อัจฉริยภาพและสัญชาตญาณมืด ฯลฯ) หนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ และนำมาถ่ายทอดในที่นี้ ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในวงกว้างระดับประเทศ เพื่อให้ญาติน้ำหมึกและมิตรสหายหลากหลายรุ่นในแวดวงการอ่านการเขียน ได้รับรู้ถึงความเป็นมา ภารกิจ และอุดมการณ์ ที่สโมสรนักเขียนเชียงใหม่ตั้งใจและวางแผนไว้สำหรับก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโลกหนังสือของเราให้วัฒนาถาวรสืบไป

    0ความเป็นมาของการจัดตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่?
     เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ คุณลุงสมบูรณ์ วรพงษ์ ซึ่งเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ท่านเป็นคนเชียงใหม่ หลังเกษียณท่านก็มาอยู่เชียงใหม่ และอยากเห็นการรวมกลุ่มของนักเขียนในเชียงใหม่ โดยไม่ได้ระบุว่าจะเป็นสโมสรหรือเป็นอะไรอย่างอื่น แต่อยากเห็นการรวมกลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกัน ตอนนั้นท่านก็เรียกพวกเราหลายคนในเชียงใหม่ไปพูดจากัน แต่หลังจากดำริแล้ว คุยกันแล้วก็ยังไม่สำเร็จ คือยังทำไม่ได้ในขณะนั้น ด้วยปัญหาหลายๆ ประการ

     เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะนี้คุณลุงสมบูรณ์ก็ป่วย นอนอยู่กับบ้าน แต่ผมก็ได้ฝากข่าวไปแล้ว บอกว่าเรากำลังก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ขึ้นมาตามที่ท่านดำริไว้ นั่นอย่างหนึ่ง แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อนๆ เราหลายคนในเชียงใหม่ก็ได้สะท้อนออกมาว่า นักเขียนในเชียงใหม่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง จริงๆ แล้วในเชียงใหม่มีนักเขียนจำนวนมาก ถ้ารวมทั้งภาคเหนือก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก แต่คนเหล่านี้ไม่มีสเปซ ไม่มีที่สำหรับแสดงออก ไม่มีที่สำหรับการทำกิจกรรม ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้รวมตัวกัน จัดทำออกมาในรูปสโมสรน่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับตัวนักเขียน ผู้อ่าน และสังคมโดยรวม ก็เลยชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นนักเขียน 2-3 คน มาคุยกัน ทุกคนเห็นว่าควรจะทำ หลังจากนั้นก็นำความคิดนี้ไปพูดคุยกับเพื่อนนักเขียนอีกหลายคน ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่าเราควรจะมีสโมสรนักเขียนเชียงใหม่

    0เริ่มคิดกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่?
     ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ จากนั้นวันที่ 18 มกราคม ก็ได้เปิดตัวไปเรียบร้อย ทำกิจกรรมเปิดตัว ประกาศตัวเองออกไปในนามสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ หรือเชียงใหม่ไรเตอร์คลับ ถึงวันนี้ได้ทำกิจกรรมไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกที่ร้านสุดสะแนน เราจัดงาน “อ่าน’รงค์ให้คุณฟัง” เชิญนักเขียนและนักอ่านให้เลือกหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บทที่ชอบๆ มาอ่านให้คนที่ไปร่วมงานได้รับฟัง แล้ววันนั้นก็เป็นวันประกาศเปิดตัวของเราด้วย

     งานที่สองเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เราจัดงาน “Love Symposium...สนทนาว่าด้วยความรัก” ที่ร้านกาแฟร่ำเปิง เชิญ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ มาเป็นคนนำวงสนทนาร่วมกับผม และมีคุณกริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
     เลิฟ ซิมโพเซียม คือการคุยกันเรื่องความรักซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเบาๆ ซอฟท์ๆ แต่การจะเข้าใจความรักให้ลึกซึ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การที่เรามาคุยกันเรื่องความรัก ค้นหาความหมาย ค้นหาแก่นแท้ของความรัก ว่าความรักที่ถูกต้อง ความรักที่แท้จริงคืออะไร อย่างนี้ก็ถือเป็นกิจกรรมทางสังคม เป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้คนที่สนใจในสังคมนี้ มีคนมาร่วมงานอบอุ่นครับ โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ๆ 

     ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่จะตามมา ตอนนี้เราก็ประชุมก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง รวมทั้งเรื่องสำคัญที่เราต้องทำก่อน คือการก่อตั้งองค์กรให้มั่นคง ให้เป็นปึกแผ่น ให้มีทุนมาทำงาน ตอนนี้พวกเราที่ทำงานอยู่ก็ถือเป็นทีมรักษาการ เป็นกรรมการชั่วคราว เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อมีสมาชิกพอสมควร ตั้งใจไว้ว่าสองปีข้างหน้า เราจะเลือกนายกสโมสร เลือกคณะกรรมการที่แท้จริงขึ้นมาบริหาร แล้วกิจกรรมอื่นๆ ของเราก็จะตามมา ก็คงได้เห็นกันในอนาคต

    0 มีคนบอกว่านักเขียนมีลักษณะความเป็นปัจเจกสูง ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคของการก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่หรือไม่?
     คำกล่าวที่ว่า “นักเขียนมีลักษณะปัจเจกสูง” นั้น เป็นเรื่องจริง เพราะนั่นคือธรรมชาติของคนเขียนหนังสือ ทุกคนอยากมีอิสระ อยากอยู่คนเดียว อยากทำงานเงียบๆ ไม่อยากยุ่งกับใครมาก ไม่อยากจะไปทำกิจกรรมหรือวุ่นวายกับผู้คนมากมาย แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะมีสโมสรนักเขียนไม่ได้ หรือเราจะมีพื้นที่ของเราไม่ได้ เพราะแม้ว่าท่านจะเป็นปัจเจก แต่บางครั้งท่านก็ต้องการพื้นที่เพื่อการแสดงออก หรือนักเขียนหลายคนก็ต้องการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม นักเขียนเหล่านี้ก็สามารถที่จะทำแทน หรือทำในนามของนักเขียนปัจเจกที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว ทำได้ครับ ผมคิดว่าการที่เรามีสเปซมีพื้นที่ ซ้ำจะเป็นประโยชน์กับตัวนักเขียนเอง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมนอกเหนือจากงานเขียนที่แต่ละคนนำเสนอออกไป

     แน่นอนครับ ความเป็นปัจเจกของนักเขียนอาจจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้างในการจัดตั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย ผมคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นปัญหา เพราะการเคลื่อนไหว การจัดกิจกรรม ผมว่าเป็นเรื่องที่ทำแทนกันได้ หากได้รับการสนับสนุนทั้งจากนักอ่านนักเขียน องค์กรของนักเขียนก็เดินหน้าไปได้ ขณะที่นักเขียนก็ยังอยู่บ้าน ทำงานเงียบๆ ต่อไปได้ และอาจจะมาเข้าร่วมกิจกรรมขององค์กรเป็นครั้งคราวเมื่อพร้อม หรือเมื่อต้องการจะเข้าร่วม แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรมากมายต่อองค์กร

    0นักเขียนรุ่นใหญ่หรือนักเขียนอาวุโสมีบทบาทอย่างไรบ้างในสโมสรนักเขียนเชียงใหม่? 
     เราก็เชิญมาเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นศักดิ์และเป็นศรีแก่สโมสร ซึ่งแทบทุกคนก็ไม่ได้ขัดข้อง ทุกคนยินดีที่ได้เห็นสโมสรนักเขียนเกิดขึ้นในเชียงใหม่ เห็นการรวมตัวกันของนักเขียน

    0แล้ววัตถุประสงค์ของสโมสรที่วางไว้มีอย่างไรบ้าง?  
     เราตั้งเป้าไว้กว้างพอสมควร อย่างหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วคือเป็นพื้นที่ให้กับนักเขียน เพื่อแสดงออกในเรื่องต่างๆ แสดงความคิดเห็นทางด้านสังคม ทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ต่อผู้อ่าน ต่อแวดวงปัญญาชน ต่อนักเขียนด้วยกัน และต่อสังคมในวงกว้าง 

     อีกอันหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วเช่นกัน คือเป็นการเปิดพื้นที่ บางครั้งนักเขียนต้องการใช้เวที ถ้าเราไม่มีเวทีตรงนี้นักเขียนก็ไม่มีพื้นที่ในการแสดงออก ตรงนี้ก็เท่ากับเป็นการให้ที่ว่างกับเขา  ที่ว่างตรงนี้ใช้ประโยชน์ได้มากมาย นอกจากเรื่องแสดงความคิดเห็นแล้ว ผมว่านักเขียนก็ต้องทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วย  ตรงนี้สำคัญ

     นักเขียนไม่ใช่จะอยู่บนหอคอยงาช้างหรืออะไรอย่างนั้น มีหลายเรื่องที่จะต้องลงมือทำ แน่นอนครับ หลายเรื่องต้องทำผ่านข้อเขียน แต่หลายเรื่องอาจต้องลงมือทำ เช่น การแสดงออกเรื่องทัศนะต่างๆ แม้กระทั่งทัศนะทางการเมือง ต้องบอกว่านโยบายหนึ่งของสโมสรนักเขียนเชียงใหม่คือเราไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ไม่ได้เป็นองค์กรนอนโพลิติก หรือองค์กรที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เรายุ่งครับถ้าการเมืองนั้นเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าจำเป็นต้องมีบทบาทเราก็ไม่ปฏิเสธ

     0เรื่องการเขียนการอ่านของเยาวชน สโมสรมีนโยบายอย่างไร?
     กิจกรรมอันหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องทำแน่ๆ คืองานที่ทำเป็นประจำกับผู้อ่านซึ่งมีหลายกลุ่มหลายวัย เราอาจต้องเน้นที่เยาวชนเป็นสำคัญ ทีนี้เยาวชนในแต่ละที่ก็มีโอกาสไม่เท่ากัน คนหนึ่งอยู่ไหล่ดอย คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ คนหนึ่งอยู่กับความพรั่งพร้อมทุกอย่าง แต่อีกคนอยู่กับความขาดแคลน ในเชียงใหม่เรามีเยาวชนที่ขาดแคลนมากมาย เราก็ต้องดูแลคนเหล่านั้นก่อน 

     นอกจากนั้นก็ต้องดูแลกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น เยาวชนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา หรือผู้อ่านทั่วๆ ไปที่เขาอาจจะอยากพบกับนักเขียน คิดว่านักเขียนจะช่วยอะไรเขาได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องทัศนะความคิดต่างๆ ทั้งเรื่องการอ่านการเขียน กิจกรรมกับผู้อ่านเหล่านี้ ในอนาคตจะเป็นจุดเน้นหนักของเรา   

    0แล้วเรื่องห้องสมุด ? 
     เรื่องห้องสมุดผมคิดไว้สองอย่าง...อย่างหนึ่งเราจะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตหนังสือหรือสำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งอยู่ในส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่กับผู้อ่านที่ขาดแคลน เราจะเป็นตัวกลางตรงนี้ให้ พูดง่ายๆ คือเราจะพยายามขอบริจาคหนังสือมาแจกจ่าย 

     อีกอย่างคือการทำกิจกรรมห้องสมุดโดยตรง เพราะห้องสมุดถือเป็นคลังของหนังสือที่ผู้คนสามารถมาใช้ได้ มีหลายๆ อย่างที่เราทำกับห้องสมุดได้ นอกจากนั้นผมอยากทำเครือข่ายห้องสมุด เพราะเดี๋ยวนี้มีผู้คนที่ทำงานเพื่อสังคม แล้วก็ตั้งห้องสมุดส่วนตัวในหลายๆ ที่ หลายๆ แห่ง ห้องสมุดเหล่านี้ให้บริการสังคมโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร แต่เนื่องจากเป็นห้องสมุดส่วนตัวก็มักขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดแคลนกิจกรรม ขาดแคลนความร่วมมือ ถ้าเราสามารถเป็นตัวกลางหรือตัวประสานห้องสมุดเหล่านี้ได้ ในอนาคตก็จะเป็นประโยชน์กับสังคมได้มากมาย

    0สมาชิกของสโมสร จำกัดไว้เฉพาะนักเขียนหรือ? 
     ไม่จำกัดครับ เพราะเรามีแต่วงเล็บเปิด ไม่มีวงเล็บปิด ฉะนั้นใครก็ตามที่สนใจเรื่องการอ่านการเขียน  สนใจงานทางสังคม ไม่ว่าท่านจะเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักเขียน อยากเป็นนักเขียน หรือใครก็ตามสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา ร่วมเป็นสมาชิกสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ได้ โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น 

    0สำหรับคนที่สนใจอยากเป็นสมาชิกสโมสรต้องทำอย่างไร?
     ง่ายมากเลยครับ ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊ค “สโมสรนักเขียนเชียงใหม่” ใครอยากเป็นสมาชิก ไปแอดเป็นเพื่อนตรงนั้นก็จะกลายเป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ ตอนนี้เอาแบบนี้ไปก่อน มีข่าวคราวอะไรเราก็จะบอกกล่าวกันผ่านทางเฟซบุ๊ค ใครอยากสื่อสารอะไรได้ทั้งนั้น จะมีคนของสโมสรคอยดูแลอยู่ตลอด ต่อไปเมื่ออะไรต่างๆ ลงตัวมากขึ้น เราก็จะขอข้อมูลจากสมาชิกทุกคนมาจัดทำรายชื่อให้เป็นเรื่องเป็นราว

     ตอนนี้ดูจากเพื่อนในเฟซบุ๊ค เรามีสมาชิกหลายร้อยคนแล้วนะครับ ทั้งที่เป็นนักเขียนและไม่ได้เป็นนักเขียน แล้วก็มีเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเชียงใหม่เป็นชุมชนทางปัญญา มีคนสนใจเรื่องนี้มากทีเดียว

    0ในฐานะแกนนำคนสำคัญในการก่อตั้ง คาดหวังความก้าวหน้าของสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ไว้อย่างไร?
     สิ่งที่ผมคิดไว้ในใจคือ เมื่อก่อตั้งแล้วควรเดินต่อไปให้ยั่งยืน ควรเป็นองค์กรของประชาชน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นองค์กรที่มีกิจกรรมอยู่เฉพาะวันที่ 5 พฤษภาคมเท่านั้น ฉะนั้นองค์กรอย่างนี้ต้องมีพื้นฐาน มีเครือข่าย ต้องทำงานกับผู้อ่าน กับสังคมในวงกว้าง

     แล้วอย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนนี้เราเป็นกรรมการรักษาการ แต่อีก 2 ปีข้างหน้าเราจะเลือกกรรมการที่เป็นตามวาระมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงาน กิจกรรมของเราจะได้ต่อเนื่อง ก็มองในแง่ดีมากในใจผม ว่าองค์กรนี้จะต้องยั่งยืน ได้สร้างคุณูปการให้กับสังคมเชียงใหม่ สังคมภาคเหนือ และสังคมที่กว้างไกลออกไป

    0อยากฝากอะไรไปถึงญาติน้ำหมึก นักอ่านและนักเขียนของเราบ้าง?
     ผมคิดว่าตอนนี้สถานการณ์โลก เรื่องเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ เรียกว่าลงถึงก้นเหวแล้ว การเมืองก็กำลังปั่นป่วนไปทั้งโลก กำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สถานการณ์เรื่องนิเวศก็ย่ำแย่ สามสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายทำให้โลกปั่นป่วนมากๆ ซึ่งกระทบไปถึงเรื่องพลังงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม กระทบไปทุกเรื่องในชีวิตประจำวันของพวกเรา

     ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คนไทยควรจะได้มีสติ ได้ยั้งคิด ได้ไตร่ตรองว่าเราควรปรับเปลี่ยน ควรสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่ได้อย่างไร ช่วยกันดูแลร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างไร การจัดตั้งองค์กร ก่อตั้งสโมสรนักเขียนเชียงใหม่ขึ้นมาก็เพื่อการสร้างสรรค์ทั้งด้านการอ่านการเขียน ด้านสังคมสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น หลายท่านหรือทุกท่านถ้ามีโอกาสก็ควรจะเข้าร่วม ผมเองโดยส่วนตัวก็ทำหน้าที่แค่สร้างเวทีให้ทุกคนมีพื้นที่อีกแห่งหนึ่งในการแสดงออกเท่านั้นเอง 

     ผมคิดว่าการอ่านการเขียนเป็นเรื่องของการคิด เป็นเรื่องของความคิด ความคิดเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนา ของการเดินไปข้างหน้า ของการใช้ชีวิตประจำวันทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    สัมภาษณ์
    'ชีวัน วิสาสะ' ในโลกแห่งนิทาน โดย : อรุณรัตน์ เหมะนัค : รายงาน
    (11 Jun 2012 4:24:10 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1940
    'ชีวัน วิสาสะ' ในโลกแห่งนิทาน


    ในโลกของเด็ก การได้อ่านหรือได้ฟัง ‘นิทาน’ ก่อนนอนดีๆ สักเรื่อง ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาเดินทางไปพบความสนุกสนานและหลับฝันอย่างมีความสุข

    หากพูดถึงกิจกรรมที่เด็กๆ ชื่นชอบกัน  หนึ่งในนั้นต้องมี ‘ นิทาน’  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของนิทานนั้นมีมากกว่าความสนุกสนานเพราะเนื้อหาของนิทานแต่ละเรื่องเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้  ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการคิดเชื่อมโยงเรื่องราวได้ง่าย  และทำให้จดจำข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น  นอกจากนี้นิทานยังช่วยสร้างจินตนาการให้แก่เด็กอีกด้วย

    แต่มีใครรู้ไหมว่ากว่าจะเป็นนิทานสำหรับเด็กแต่ละเล่มให้เด็กๆ ได้อ่านกันนั้น  มีขั้นตอนและที่มาอย่างไร  และกว่าที่นักเขียนจะผลิตงานออกมานั้นเขาต้องลงทุนลงแรงในการเรียนรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นจุดประกายวรรณกรรมจึงอยากจะพาผู้อ่านไปพบกับเซียนนิทานผู้คร่ำหวอดอยู่กับงานสร้างสรรค์นิทานภาพสำหรับเด็กของเมืองไทย ที่เด็กๆ  เรียกกันในนามของ  "ครูชีวัน" ผ่านนิทานเรื่องนี้ที่ถูกถ่ายทอดจากเขาโดยตรง ดังนี้

    (1)

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ด.ช.ชีวัน อาศัยอยู่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยศิลปะ  พ่อ ลุง  ล้วนเกี่ยวข้องกับศิลปะกันทั้งนั้น แม้กระทั่งแม่ของเขาถึงแม้จะประกอบอาชีพค้าขายแต่ก็มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวค่อนข้างสูง และเขาก็เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติอันใสบริสุทธิ์เพราะในสมัยนั้นเทคโนโลยีความทันสมัยต่างๆ ยังไม่เข้ามามีบทบาทมากเหมือนเช่นปัจจุบัน

    ชีวิตต่างจังหวัดที่นครปฐมดำเนินไปด้วยความสดใสตามวัย เขาก็มีเพื่อนเยอะทั้งเพื่อนละแวกบ้าน  เพื่อนที่โรงเรียน  และต่างจังหวัด  ทำให้มีประสบการณ์ในวัยเด็กที่หลากหลาย  ความซนตามประสาเด็กผู้ชายทำให้ได้สัมผัสกับเพื่อนในวัยเด็กด้วยกันมีเรื่องราวความขัดแย้งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สำคัญ

    “ เรื่องของการเล่นตรงนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวที่หล่อหลอม และปลูกฝัง ทำให้เรามีโอกาสสัมผัสสิ่งที่เป็นธรรมชาติ   ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่สะสม และมีผลต่อวิธีคิดของเรา มีผลต่อความเข้าใจในตัวเด็กในปัจจุบัน ” นี่คือสิ่งที่ชีวันให้ความสำคัญ

    (2)

    เด็กๆ ทุกคนต้องไปโรงเรียน...เมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน   ด.ช. ชีวันก็เช่นกันเขาต้องไปโรงเรียน  หากแต่ในเรื่องของการเรียนนั้นทางครอบครัวของเขาไม่ได้ขีดเส้นว่าต้องเรียนอะไร  ถือว่าเป็นครอบครัวที่เปิดโอกาสให้เลือกเองว่าต้องการเรียนอะไร  ปล่อยให้คิดเองให้อิสระในการตัดสินใจ   ครอบครัวจะสนับสนุนไม่ว่าลูกๆ อยากเรียนอะไร  

    เนื่องจากครอบครัวต้นตระกูลเป็นศิลปะ  พี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวต่างก็มีทักษะทางศิลปะกันทั้งนั้น  เพียงแต่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น   ส่วนชีวันแรกเริ่มนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเรียนศิลปะเพราะคิดว่ามีทักษะทางด้านศิลปะอยู่แล้วเขาจึงอยากจะไปเรียนสายอื่นบ้าง   ท้ายที่สุดก้าวไม่พ้นความเป็นศิลปะเขาจึงเลือกเรียนศิลปะที่วิทยาลัยครูที่นครปฐม 

    หลังจากเรียนจบเขาก็รับราชการครูสอนศิลปะอยู่ 9 ปี  จากนั้นก็เรียนต่อที่ มศว ประสานมิตร เรียนศิลปศึกษา เนื่องด้วยเขาเป็นคนชอบทำหนังสือจึงเลือกเรียนวิชาโทการทำหนังสือ  และฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียน อยากเขียนเรื่องสั้น เขียนนวนิยาย

    “เราไม่สามารถจะทำถึงขั้นนั้นได้หรอก  การเขียนเรื่องสั้น  เขียนนวนิยายนั้นมันยาวเกินไป  มันต้องใช้วัตถุดิบเยอะ ”

    แต่ด้วยความที่มีใจรักทางด้านการทำหนังสือ  ประกอบกับความรู้ที่เรียนมาทางด้านศิลปะ  ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อีกทั้งทักษะในการสื่อสารกับเด็ก ความรู้ในการทำหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรมเด็กซึ่งได้ครูที่ดีทำให้เขาศึกษาค้นคว้าต่อว่าหนังสือที่ดีสำหรับเด็กนั้นเป็นอย่างไร และมีโอกาสที่ดีได้เรียนกับครูทั้งคนไทยและญี่ปุ่น   เขาจึงไม่ได้ทิ้งความฝันไปเลยทีเดียว

    (3)

    “ ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้  ปลายทางไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะ แต่ระหว่างทางให้มีศิลปะไปเกี่ยวข้อง ศิลปะในที่นี้อาจหมายถึงการเขียน บอกเล่าเรื่องราว แต่ก่อนที่จะเขียนนั้นต้องอ่าน   หาข้อมูล ดูภาพไปสัมผัสกับของจริง  กลั่นกรองถ่ายทอดออกมา  และลองเขียน วาดดู เด็กนั้นเมื่อมีความประทับใจอะไรเขาก็วาดออกมาตามจินตนาการของเขา  เราต้องเชื่อว่าเด็กมีศิลปะนิสัย ในที่นี้หมายถึงการชอบวาด ขีดเขียน รูปที่เขามองเห็นรูปที่เขาประทับใจ พอทำบ่อยๆ ก็จะเกิดทักษะ พอโตขึ้นความลึกของข้อมูลก็จะมากขึ้น

    แต่ศิลปะไม่ใช่ปลายทาง เป็นกระบวนการหนึ่งเท่านั้น  อย่างเช่นคนที่เป็นหมอ นักวิทยาศาสตร์ พวกนี้เขาก็มีศิลปะอยู่ในตัวเพียงแต่ว่าศิลปะไม่ใช่ปลายทางของเขา  ยกเว้นแต่คนที่สนใจศิลปะและให้ศิลปะเป็นปลายทาง  เช่นศิลปินซึ่งพวกเขาจะให้ศิลปะเป็นปลายทาง   ศิลปะจึงเป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างดี เพราะทำให้เรามีความสุขอิ่มเอมใจระหว่างที่ศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้  ”

    จาก ด.ช.ชีวันในวันนั้น  เติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคู่ชีวิตเป็นครูศิลปะเช่นเดียวกันกับเขาพบกันเมื่อครั้งที่เรียนที่ประสานมิตร   หลังจากนั้นก็สร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน  มีพยานรักที่เติบโตขึ้นมาด้วยการหล่อหลอมด้วยศิลปะ  หากแต่ลูกชายเลือกที่จะเรียนในสายวิทยาศาสตร์ ส่วนลูกสาวตอนนี้เรียนอยู่มัธยมต้น  

    การที่เราเคยเป็นลูกมาก่อนเราถูกเลี้ยงมาอย่างไร  มองย้อนกลับไปว่าอะไรคือข้อดี อะไรคือข้อเสีย   เราต้องดูว่าการเลี้ยงสมัยก่อนอาจใช้ในปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนไปไม่ได้  เช่นการปล่อยและให้อิสระที่เคยถูกปล่อยแต่สมัยก่อนมีสภาพแวดล้อมที่ดี พ่อแม่ปล่อยเรา เราก็ไม่ไปหาสิ่งที่ไม่ดี ...การเลี้ยงลูกเราต้องหาข้อมูลและดูสภาพแวดล้อม  อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด  ดูสิ่งที่เขาสนใจเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ไหมและสนับสนุน 

    ถ้าตอนเด็กๆ เราปูพื้นฐานให้เขาดีในเรื่องการเล่านิทาน ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้   เขาก็จะหาสิ่งที่เขาชอบ หาจุดยืนได้เจอ ไม่ต้องแข่งขันมากมาย เพราะในปัจจุบันการแข่งขันสูง เป็นที่น่าสังเกตว่าการแข่งขันจะเป็นแบบไม่รู้จุดหมายไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชัดเจนไม่มีเป้าหมาย  ถ้าเลี้ยงลูกให้เขารู้ว่าชอบอะไรตั้งแต่เด็ก เขาก็จะมีเป้าหมายการแข่งขันก็จะน้อยลง

    หลังจากชีวันได้ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวและหน้าที่พ่อแล้วหน้าที่ทางการงานเขาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปเลย  ในวัยผู้ใหญ่เขาเริ่มมีความคิดและมองโลกที่แตกต่าง

    ในช่วงที่ทำงานใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่เขาก็เริ่มมีความคิดบางอย่างและเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราตั้งแต่เกิดจนตายจะต้องประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียว   พ่อเป็นครูต้องเป็นครูจนเกษียณเลยเหรอ  แม่ต้องค้าขายไปนานแค่ไหน เขาก็เริ่มมีความคิดว่าจะเป็นครูอีกกี่ปี   จะเป็นอย่างอื่นได้ไหม  จะเป็นนักเขียนได้ไหม  เป็นศิลปินได้ไหม   ค้าขายได้ไหม  เมื่อมีความคิดที่ท้าทายเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะลาออกจากอาชีพครู 

    เขาเริ่มเข้าไปสัมผัสแวดวงการผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก โดยการชักชวนจากคนรู้จักอย่างน้านิดจากรายการสโมสรผึ้งน้อย   นอกจากนี้ยังมีสำนักพิมพ์ที่เขาเคยเสนองานไป  และสำนักพิมพ์กำลังจะเปิดใหม่จะทำหนังสือเกี่ยวกับเด็ก ชักชวนให้ไปทำ   จึงมีโอกาสได้ทำหนังสือเด็ก  ซึ่งพวกนี้ก็จะใช้ทักษะทางด้านการสื่อสารและศิลปะ การสื่อสารก็คือวิธีการที่จะพูดคุยสื่อสารกับเด็กซึ่งมันมีรูปแบบ   จะใช้ภาษาอย่างมีชั้นเชิงอย่างไรซึ่งไม่ใช่การสื่อสารโดยตรง  ดังนั้นอาชีพนอกเหนือจากการรับราชการครูก็จะเริ่มมา นอกนั้นเขาก็ทำงานอื่นๆ ไปด้วยไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพลง  เขียนบทละคร  ขนาดแสดงละครเขาก็ยังเคยทำมาแล้ว

    ด้วยหน้าที่บทบาทของอาชีพครูกับนักเขียนในทัศนะของชีวันเขามองว่ามันไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย วิธีการสื่อสารกับเด็ก ความเป็นครูกับนักเขียนจะเกี่ยวเนื่องกันในเรื่องของการสื่อสารการพัฒนา  ครูต้องสื่อสารแต่ก็มีรูปแบบมีกรอบของครู มีโรงเรียน มีเนื้อหาในการสอน มีการบ้าน  ส่วนนักเขียนจะนำเรื่องราวต่างๆ มาบอกสอนเด็ก  และถ่ายทอดให้เด็กได้รับรู้เพียงแต่ว่ารูปแบบไม่เหมือนกัน 

    นักเขียนต้องถ่ายทอดในแบบหนังสือ ภาษา ภาพ  แต่ครูเมื่ออยู่ในห้องการใช้ภาษาก็จะเป็นเฉพาะรูปแบบเป็นของตัวเอง  ถ้าเทียบกับศิลปะก็จะเป็นการแสดงสด แต่ว่านักเขียนจะต้องมีการออกแบบก่อน เพราะนักเขียนแต่ละคนนั้นจะมีลักษณะเฉพาะตัว  ดูรูปลักษณ์ภายนอกของหนังสือจะเห็นว่าเหมือนกัน  มีเรื่องมีภาพ   ถ้าดูดีๆ แต่ละเรื่องจะมีวิธีการสื่อสารไม่เหมือนกันและนี่คือสิ่งที่นักเขียนต้องออกแบบเพื่อให้เด็กไปถึงเป้าหมายให้ได้  ชีวันเล่าถึงการทำหนังสือเด็กด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

    " การใช้ภาษาใช้ภาพตรงนี้มันมีเหตุผลที่มาที่ไป นักเขียนบางคนไม่คิดถึงขนาดนี้  ทำไมตัวละครต้องเป็นตัวนี้  ทำไมเรื่องต้องดำเนินแบบนี้ เพราะอะไร แม้กระทั่งเทคนิคที่ใช้ก็ยังมีผล บางทีการวางหน้าหนังสือก็ยังต้องกำหนด  อย่างนี้ที่บอกว่าคือการออกแบบลักษณะของการสื่อสาร " 

    การทำหนังสือสำหรับเด็กนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจในตัวเด็กเพราะว่าเด็กมีความคิด และจินตนาการที่ใสบริสุทธิ์  เเต่ในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายใช้ชีวิตมามากกว่า บางเรื่องเราต้องคิดแทนเพราะเด็กยังไม่ทันโลก  นอกจากนั้นเราต้องมั่นใจหรือรู้ตัวว่าเรามีความเป็นเด็กอยู่ในตัว  สิ่งที่เราคิดเราคิดด้วยความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  บางครั้งวลีที่พูดเราไม่สามารถวิพากษ์ได้ว่าถูกหรือผิด  ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเด็กเริ่มฉลาดและเรียนรู้ด้วยตัวเองแต่บางเรื่องที่เด็กคิดเองแล้วก็เกิดความผิดพลาด  เราต้องมีแผนสำรองว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดแล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะสังคมทุกวันนี้ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์ บางทีเราต้องคิดช่วยเด็ก

    กว่าจะมาเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กเเต่ละเล่มนั้น  ชีวัน เล่าว่า   "การที่เราจะสร้างแรงบันดาลใจหรือหาประเด็นมาทำหนังสือเราต้องลงทุนในชีวิตของเรา เรียนรู้ตลอดเวลา  เวลาผ่านไปแต่ละนาที  วินาที เราได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น อายุเราน้อยลง นี่ละคือการลงทุน ลงทุนไปกับการพูดคุยกับผู้คน ลงทุนไปกับเดินทาง  การอ่านหนังสือ  และต้องคิดตลอดเวลา 

    ฉะนั้นนักเขียนไม่ใช่เขียนอย่างเดียว ต้องอ่านเยอะๆ  พบปะพูดคุยกับผู้คน ถึงแม้ว่าบางคนจะมีนิสัยไม่ชอบพูดกับผู้คน แต่ก็จำเป็นเราต้องละนิสัยนั้น  ใครที่ชอบปลีกวิเวกไม่อยากพบปะผู้คนจะเป็นนักเขียนได้ยาก เมื่อเราจะสื่อสารกับคนอื่นแล้ว อยากให้คนอ่านหนังสือเรา  ต้องไม่เอาเปรียบผู้คนโดยไม่พบปะ จะให้คนอื่นหางานเราถือว่าเอาเปรียบเราจะต้องออกไปพบปะแลกเปลี่ยน  ต้องเข้าใจความคิดคนอื่นก่อน "

    หลังจากนั้นเมื่อได้ประเด็นเราก็มาออกแบบโครงสร้างของหนังสือภาพ  จากนั้นก็มาคิดต่อว่าจะสื่อสารด้วยวิธีการแบบไหน เรื่องต้องมาก่อนอยู่แล้ว ความเป็นหนังสือจะมีข้อจำกัดว่ากี่หน้า  24 หน้า  32 หน้า แต่รายละเอียดของนักเขียนแต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน แต่ของครูชีวันค่อนข้างละเอียดในแง่ที่ว่าหนังสือเมื่อเปิดไปในแต่ละหน้าต้องคิดว่ามีความหมายอย่างไรไม่ใช่ว่าเราแต่เรื่องแล้วเอาจำนวนหน้ามาหาร เราต้องรู้ว่ามีหน้ากี่หน้าสำหรับการสื่อสารประเด็นนี้เราต้องแต่งเรื่องให้พอดีไปทีละหน้าทีละคู่  ไม่ใช่แต่งเรื่องแล้วเอาจำนวนหน้ามาหาร  เพราะเรื่องจะมีจุดเริ่มต้น    กลาง คลี่คลาย ช่วงไหนเด็กจะได้ความคิดอะไร อารมณ์ประมาณไหน  การเปิดหน้าแต่ละหน้าหมายถึงอะไร  หมายถึงความคิดที่เปลี่ยนไป เวลาที่เปลี่ยนไป สถานที่ที่เปลี่ยนไป  มุมมองที่เปลี่ยนไปตรงนี้ค่อนข้างจะละเอียด

    ลักษณะเด่นของงานชีวันนั้นจะต้องมีปมความคิดที่ทำให้เด็กเกิดความคิด กระตุ้นให้คิด  ให้เหลือก้อนความคิดหรือปมความคิดให้เด็กไปคิดต่อ  ลองเปิดดูว่าจะได้ความคิดใหม่ๆ อะไรขึ้นมา  โดยสรุปในเรื่องจะมีจบและเข้าใจว่าเรื่องจบอย่างไร แต่ต้องให้สามารถนำไปคิดต่อได้  เรื่องล่าสุดที่กำลังทำคือ  เรื่อง 50 เท่า เขาเล่าว่าเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม  ด้วงกว่างตัวเท่านี้ถ้ามันโตกว่านี้จะมีขนาดเท่าไร ก็จะนำเสนอด้วยด้วงกว่างขนาดจริง แล้วอีกภาพหนึ่งก็จะเป็นภาพด้วงกว่างขนาดใหญ่กว่า 50 เท่า 

    การใช้เทคนิคการสร้างภาพก็ต้องดูว่าใช้อย่างไรถึงจะเหมาะสม ถ้ามดดำตัวเท่านี้ถ้ามันใหญ่ 50 เท่า คุณสมบัติมันก็จะเปลี่ยนไป  ก็จะมีตัวละครหลายตัวนำมาใช้  ปิดท้ายที่ตัวละครแต่ละตัวก็จะพูดว่า ถ้าเราใหญ่กว่านี้ 100 เท่าล่ะจะเป็น แล้วตัวละครอีกชุดหนึ่งก็จะพูดว่าถ้าเราใหญ่กว่านี้ 200 เท่าล่ะ  เรื่องจะจบแบบนี้ ทิ้งท้ายเอาไว้สำหรับเด็กและพ่อแม่ว่าเรื่องนี้จะทำให้คิดเชื่อมโยงความน่าจะเป็นในเรื่องของคุณสมบัติ แล้วแก่นของมันก็คือตัวเด็กเองเพราะอนาคตเราต้องโตขึ้นกว่านี้ เติบโตขึ้นไม่ใช่เฉพาะร่างกาย เราจะมีพลังมีความสามารถ แล้วเราจะเป็นอย่างไรจะรับผิดชอบอย่างไร  เหมือนกับพลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เหมือนฮีโร่นิดๆ อันนี้คือปมความคิดที่เราต้องหยอดเอาไว้นอกเหนือจากหนังสือจบ 

    ตรงนี้คือลักษณะพิเศษอยู่ในหนังสือทุกเล่ม ไม่ใช่จบอย่างมีความสุข ต้องทิ้งให้คิดเพราะเราต้องปลูกฝังให้เด็กคิดเพื่ออนาคตไม่ใช่เพื่อปัจจุบันอย่างเดียว

    (4)

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ว่าอะไรนั้นขึ้นอยู่จินตนาการของเด็กๆ

    ...ไม่ต่างจากโลกแห่งนิทาน  ชีวัน วิสาสะ  เป็นนักเขียนอย่างที่ฝันเอาไว้    มีผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ  ไม่ว่าจะเป็น  อีเล้งเค้งโค้ง,  คุณตาหนวดยาว,  คุณฟองนักแปรงฟัน และอื่นๆ อีกมากมาย     ด้วยประสบการณ์ในแวดวงหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ถือว่าอยู่ในขั้นเซียน  อีกทั้งยังเป็นนักเล่านิทาน  มุมมองต่อวงการหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีหลายสถาบันมามอบรางวัล

    ในเเง่ของเขานั้นมองว่ารางวัลไม่ใช่ความสำคัญ  สำคัญที่ว่าใครเป็นคนให้รางวัล   คณะกรรมการเป็นคนให้รางวัลและเรากล้าตั้งคำถามไหมว่ากรรมการมีความรู้ช่ำชองเกี่ยวกับหนังสือภาพไหม  ถ้าเราไม่กล้าตั้งคำถามเราก็จะเชื่อถือกับรางวัล  ถ้าเรากล้าตั้งคำถามว่าคนที่ให้รางวัลมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือก้าวทันหนังสือภาพสำหรับเด็กหรือเปล่า ต้องไม่มองว่าหนังสือภาพสำหรับเด็กเป็นงานศิลปะของเด็ก หลายที่จะมองอย่างนั้น  มองประหนึ่งว่าเด็กทำหนังสือแล้วตัวเองเป็นผู้ใหญ่มองงานของเด็ก ตรงนี้เป็นข้อเสียของบ้านเรา 

    ต้องถามว่ากรรมการอ่านหนังสือภาพทุกวันหรือเปล่า  วิเคราะห์หนังสือในชีวิตประจำวันหรือเปล่า  คนที่จะตัดสินอะไรมันต้องทุกวันที่จะคิดจะวิเคราะห์  ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาเรามีเวลา  2 เดือน  ก็มาพิจารณารางวัล นักเขียนต้องพัฒนางานทุกวัน  แล้วกรรมการทันกับความคิดของนักเขียนไหม

    " อีกอย่างหนึ่งที่มันขาดหายไปจากวงการก็คือการวิเคราะห์หนังสือภาพ ซึ่งตรงนี้มันหาย  ถ้ามีการวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารในหนังสือภาพก็จะปรากฏต่อที่สาธารณะ  ไม่ใช่มีใครก็ไม่รู้ในปี 1 มาตัดสิน  เเล้วการตัดสินก็จะเยินยอ พูดถึงข้อดีจริงๆ แล้วมันดีหรือเปล่า มันต้องมีวงจรตรงนี้ว่ามันดีหรือเปล่า "  ชีวันกล่าว

    ฝากทิ้งท้ายกับเซียนนิทานผู้นี้เขามองถึงอนาคตเด็กไทยว่า 

    "ในอนาคตข้างหน้าเด็กในปัจจุบันนี้จะต้องรับผิดชอบอนาคตอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่อย่าตั้งความหวังไว้กับเด็กและอนาคตที่เราคาดเดาไม่ได้   อยากให้สร้างปัจจุบันที่ดี เมื่อเราไปตั้งความหวังไว้กับอนาคตก็ลืมปัจจุบัน  ปัจจุบันเราทำอะไรพยายามที่จะกอบโกยทำให้ตัวเองมั่นคง เราก็จะลืมอนาคตเพราะว่าเราฝากอนาคตไว้กับเด็กแล้ว  แต่เราจะสร้างอนาคตที่ดีเราต้องสร้างปัจจุบันให้ดีก่อน 

    อนาคตที่ดีมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อผู้ใหญ่ไม่ได้สร้างพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก  ปัจจุบันเป็นพื้นฐานของอนาคต บางทีเรามองย้อนกลับไปอดีตอาจจะพบว่าดีกว่าปัจจุบัน เพราะว่าเราทำลายอดีตและกอบโกยจากอดีต  ณ ปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงกอบโกยเราใช้ต้นทุนจากอดีต  สิ่งดีๆในอดีตจึงเลือนหายไป "

    ผู้ใหญ่เติบโตจากเด็ก...แล้ววันนี้คุณลองมองย้อนกลับไปในวัยเด็กของคุณหรือยัง...คุณยังจำภาพเก่าในวันที่เยาว์วัยนั้นได้ไหม  ?

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    สัมภาษณ์
    เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์... หลากมุมคิดของ"นักรู้สึก"
    (04 Sep 2011 16:34:24 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1983

    ผู้ชายในรูปบอกกับเราด้วยรอยยิ้มนิดๆ ว่า หากให้นิยามตัวเองแล้วเขาคงเป็น "นักรู้สึก" ที่มีความสุขกับการสังเกตโลก สังเกตตัวเอง

    ทั้งๆ ที่สาธารณชนรู้จัก "เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์" ในมุมของ "นักเขียน" ที่สร้างสรรค์ผลงานได้หลายหลาก ทั้งบทกวี ที่เคยทำให้คว้าซีไรต์มาจากรวมบทกวีเรื่อง "แม่น้ำรำลึก" รวมถึงเรื่องสั้นที่ล่าสุด "กระดูกของความลวง" เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์อีกครั้งในปีนี้

    "เพราะ งานของเราเขียนจากความรู้สึก ไม่ได้เขียนจากความคิดโดยตรง นักคิดอาจวิเคราะห์ค้นคว้ามาก แต่นักรู้สึกต้องมีอะไรกระทบใจ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะเขียนไปเพื่ออะไร แต่จะว่าไปก็คงเขียนเพื่อตัวเอง เหมือนพอมีอะไรมากระทบความรู้สึกเศร้า ทุกข์ อ่อนไหว เปราะบางก็ต้องปล่อยออกไป"

    เพราะงั้นทุกครั้งที่เรวัตรลงมือเขียนงานในช่วงก่อนหน้านี้่ จึงไม่ต่างกับการเยียวยาความรู้สึกต่างๆ ของตัวเอง

    โดย เฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยกลุ่ม Underdog ของสังคม ที่เรวัตรว่ามันมาจากใจลึกๆ ของตัวเอง ที่มาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งในกระแสรองของสังคม เป็นเหมือนส่วนเกินของกลุ่มก้อน ถึงวันนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง เขาก็ว่าสิ่งที่ฝังมาลึกๆ ในใจก็ยังคงฝังแน่นอยู่ดี

    จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิจารณ์หรือนัก อ่านหลายคนจะรู้สึกว่า เรื่องเล่าของเรวัตรมีน้ำเสียงของเรื่องจริงที่ถูกป้ายด้วยสีฝุ่นหม่นๆ ชวนให้ใจรู้สึกซึมๆ

    ทว่าในกระดูกของความลวง หลายอย่างแตกต่างออกไป

    "พยายาม ที่จะฉีก พยายามที่จะผละจากเล่มเก่า ถอยออกมาบ้าง ไม่เอาตัวเองเข้าไปมาก อยากออกจากตัวเองบ้างในบางครั้งถอยห่างออกมาไม่คลุกคลีกับตัวละครมาก ไม่งั้นเดี๋ยวจะหมกมุ่นในความมืดมากเกินไปทั้งเราและคนอ่าน" ว่าแล้วก็ยิ้มกว้าง

    เพราะงั้นในรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดนี้ จึงเห็นถึง "ความคิด" ที่เข้มขึ้นในประเด็นใหม่ๆ ท่ามกลางเอกลักษณ์เดิมอย่างท่วงทำนองแห่งภาษา โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วย "ความจริง-ความลวง" ที่เป็นกระดูกสันหลังของเรื่องเล่า

    "เรา ก็เป็นตัวละครหนึ่งในโลก เรามีชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเอาความลวงมาหล่อเลี้ยงให้คิดว่าตัวเองมีคุณค่า ถ้าเราลวงมากไป บางทีก็ทำให้เราปล่อยเวลา ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ พอความลวงใหญ่ขึ้น ก็เหมือนโกหกตัวเองจนเราเชื่อ ทั้งที่พอพินิจจริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตเราหรือให้คนอื่นเลย"

    เรวัตรมองว่า ความลวงที่ว่าเกิดทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม และเป็นผลมาจากการ "เลือกเชื่อ"

    "บาง ทีเราเลือกที่จะเชื่อเรื่องโกหก ฟังแล้วสบายใจ ไม่ชอบการพูดตรงๆ ไม่เชื่อเรื่องจริง เชื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่ต้องกับจริตของตัวเอง ทั้งที่ก็รู้แก่ใจว่าโกหกทั้งคู่ แล้วมาแบ่งฝ่ายกัน มันไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดมานานแล้ว ที่ผ่านมาเราพยายามมองข้าม พยายามปกปิด ลวงตัวเองว่าสังคมเราไม่มีอะไร ทั้งที่เราก็เห็นปัญหา คนเรามักไม่ค่อยแตะต้องตัวเอง แต่ชอบแตะต้องคนอื่น เราเป็นสวรรค์คนอื่นเป็นนรกเสมอ"

    เรวัตรวิเคราะห์ว่าความลวงทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากเพราะเราเป็น "สังคมนักพูด"

    "มัน ไม่มีใครฟังใคร เพราะประเทศเราไม่มีนักฟัง มีแต่นักพูด แล้วเราก็ชอบเพราะมันง่าย สนุกชั่วครู่ชั่วคราว ใครพูดประชดประชันคนอื่นก็กรี๊ดฮา" เรวัตรกล่าวนิ่งๆ

    ย้อนกลับไปยัง งานเล่มนี้ เรวัตร์ก็บอกว่าเขาพอใจในการฉีกตัวเอง ทว่าก็อยากทำให้ลุ่มลึกและกลมกล่อมกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี

    แต่ที่ทำทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะต้องการจะหนีคลื่นลูกใหม่ในแวดวงนักเขียนที่ไล่หลังมา เรื่อยๆ เพราะสำหรับเรวัตรแล้วการหนีที่สำคัญที่สุดก็คือการหนีตัวเอง

    "เรา ไม่มีสิทธิหนีคนอื่น เพราะก็ไม่ได้ไปตามอ่านงานทุกชั้นของทุกคน แต่เราต้องเคลื่อนตัวเองให้ไปข้างหน้า ทำตัวให้เป็นคลื่นที่มีพลวัต เคลื่อนช้าบ้าง เอื่อยบ้าง แต่ก็ยังเคลื่อน เพียงแต่ระหว่างทำงานชิ้นใหม่ๆ ก็อยากให้ออกมาดีกว่าเดิมทุกครั้ง"

    ส่วนงานเล่มใหม่ นั้น เรวัตรว่ากำลังจะเขียนนิยายเพราะคันไม้คันมือมาพักหนึ่งแล้ว หลังจากเห็นเพื่อนๆ น้องๆ สนุกสนานกับนิยายกันมาระยะหนึ่ง

    พูดคุยกันมา ทุกครั้งที่มีประเด็นว่าด้วยเรื่องการเขียน ผู้ชายคนนี้จะมีแววตาสดใสสุดสุด

    อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าไม่เขียนหนังสือ เรวัตรจะเป็นยังไง

    เรวัตร์ฟังแล้วยิ้มกว้าง ก่อนบอกชัดเจนว่า

    "ไม่เคยคิด ยังไงก็ต้องเขียน"

    เพราะไม่งั้น...

    "คงเป็นบ้าไปเลย โลกการเขียนมันดึงดูดเราไม่ให้ลอยไป"

     



    หน้า 23,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2554
    อ่านต่อ...next
    หน้า 1 [2] [3]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design