สมาชิกล็อกอินที่นี่
จันทร์ 24 กรกฎาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://onopen.com/
    โอเพ่นออนไลน์
  • http://www.kledthaishopping.com/
    ร้านหนังสือเคล็ดไทย สั่งซื้อหนังสือออนไลน์
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.magichappen.com/
    มหัศจรรย์แห่งหินบำบัด จุฑามาศ ณ สงขลา
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.si-am.com/
    si-am.com art space
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี

  • หน้า [1] [2] [3] 4 [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18]
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    ๑๒๐ ปี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์/ประชุมใหญ่สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    (09 Jan 2012 19:46:42 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1928
    กำหนดการ
    การฉลอง ๑๒๐ ปี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
    /การมอบรางวัลนราธิป ประจำปี ๒๕๕๔

    และการประชุมใหญ่ สามัญ ประจำปี ๒๕๕๕
    โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
    วันเสาร์ที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๕
    เวลา ๙.๐๐ น.-๑๖.๐๐ น.
    ณ ห้องประชุมใหญ่ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ
    -------------
    ๘.๓๐ -ลงทะเบียน /น้ำชา กาแฟ
    ๙.๐๐ -ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติกล่าวเปิดงาน
    -ฉายวีดีทัศน์ ๔๐ ปี สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    -นายเจน สงสมพันธุ์ สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวชี้แจง
    -ปาฐกถาพิเศษ ๑๒๐ ปี ศาสตราจารย์พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ ประพันธ์/

    ๑๐.๐๐ -ฉายวีดีทัศน์๑๒๐ ปี ศาสตราจารย์พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

    -พิธีประกาศเกียรติและมอบโล่แด่ผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี ๒๕๕๔

    คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ (กุลทรัพย์ รุ่งฤดี)
    นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ (พนมเทียน)

    นายชูชาติ ชุ่มสนิท
    เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่
    นายบรรเจิด ทวี (ไก่อ่อน, แดง ระวี)
    นายบุญสืบ ชื่นทรวง
    นายประสพโชค เย็นแข
    นางเพ็ญศรี เคียงศิริ (นราวดี)
    นายพลศรี คชาชีวะ
    นางรัชนี ศรีไพรวรรณ
    ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ
    นายวิญญู อังคณารักษ์
    นางสุกัญญา ชลศึกษ์ (กฤษณา อโศกสิน, กัญญ์ชลา, สไบเมือง)
    นางสมนึก สูตะบุตร (บุษยมาส)
    ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
    นางอมรา จรรยงค์
    ๑๑.๐๐ -วรรณศิลป์เสวนา: รายการเปิดใจผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี ๒๕๕๔

    ดำเนินรายการโดย บูรพา อารัมภีร และ กนกวลี พจนปกรณ์

    ๑๒.๐๐ -รับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย
    ๑๓.๓๐ -การเสวนา “นักเขียนไทยกับอีบุ๊ค” โดย เขมะศิริ นิชชากร (ตัวแทนจากสำนักลิขสิทธิ์

    อ่านต่อ...next
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    อุทกภัยในบรรณพิภพ โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (17 Dec 2011 17:04:04 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1948
    เป็นเรื่องธรรมดา...เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำย่อมไหลตามเส้นทางแม่น้ำลำคลองก่อนออกสู่ทะเล แต่เพราะปีนี้น้ำมากหลากแรง กว่าจะไหลคืนสู่ห้วงสมุทรได้ก็ทิ้งอะไรไว้มากมายเหลือคณานับ นอกจากสรรพสิ่งต่างๆที่ถูกสายน้ำกวาดเรียบแล้ว ยังมีตะกอนแห่งความสูญเสีย ตะกอนความเห็นแก่ตัว และตะกอนแห่งความขัดแย้งเปรอะเปื้อนให้เห็นมากมายทั่วประเทศ

    ตั้งแต่ฤดูมรสุมปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พายุหมุน 'นกเตน' ขึ้นฝั่งทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม สายฝนกระหน่ำเป็นวงกว้าง แทบทั้งประเทศไทยถูกปกคลุมด้วยม่านฝน นานวันปริมาณน้ำจากชั้นฟ้าที่ร่วงลงสู่พื้นดินค่อยๆ ทบทวี มากขึ้น...มากขึ้น...
     เมื่อน้ำมาก หมายความว่า ถึงฤดูน้ำหลากแล้ว กฎธรรมชาติของน้ำคือไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ น้ำจากภาคเหนือซึ่งสะสมไว้มากกว่าทุกปีเริ่มไหลทะลักโดยมีปลายทางอยู่ที่ทะเล แต่กว่าจะไปถึงหมุดหมายต้องผ่านจังหวัดต่างๆ หากพื้นที่ใดเป็นสัน เป็นดอน ย่อมปลอดภัย แต่ถ้าพื้นที่ใดเป็นแอ่ง หรือลุ่ม ก็ย่อมเจิ่งนองด้วยน้ำ

     ตลอดทางที่น้ำปริมาณมหาศาลนี้ไหลผ่าน ก่อเกิดผลกระทบต่อผู้หลงลืมพลังแห่งธรรมชาติ ผู้ประเมินสายน้ำผิดพลาด จนบ้านเรือนจมใต้บาดาล คนไร้ที่อยู่อาศัย สัตว์เลี้ยงถูกทอดทิ้งให้รอวันตาย หรือไม่ก็ต้องอพยพกันจ้าละหวั่น และเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
     ภายในสัปดาห์แรกของอุทกภัยมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 13 คน อุทกภัยดำเนินต่อไปใน 16 จังหวัด ขณะที่ฝนยังคงตกลงมามาก ภายในเวลาไม่นานอุทกภัยก็ลุกลามไปทางใต้เมื่อแม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำปริมาณมากจากแม่น้ำสาขา จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม เขื่อนส่วนใหญ่มีน้ำใกล้เต็มหรือเกินความจุ

     น้ำแทบกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เลือกเพศเลือกวัย ไม่เลือกคนรวยคนจน ไม่เลือกอาชีพใดๆ ...คนทุกวงการโดนเหมือนกันหมด  และคนในแวงวงบรรณพิภพก็เช่นกัน อุทกภัยไม่มีการยกเว้น หรือให้สิทธิพิเศษใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านนักเขียน บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ หรือแม้กระทั่งคนอ่านหนังสือ ล้วนแล้วแต่โดนอย่างถ้วนหน้า
     ตั้งแต่น้ำไหลหลากจากภาคเหนือ อีสาน กลาง สู่กรุงเทพฯ นักเขียนและบรรณาธิการมากมายกลายเป็นผู้ประสบภัยไปโดยปริยายเมื่อน้ำเยือนเรือนชาน อาทิ บรรณาธิการระดับปรมาจารย์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่ต้องซัดเซลุยกระแสน้ำไหลเอ่อเกือบท่วมเกือบหัวออกจากบ้านเพื่อลี้ภัย แม้ชีวิตของครอบครัวสวัสดิ์ศรีและสัตว์เลี้ยงจะรอดปลอดภัยดี ทว่ายังมีสมบัติของชาติมากมายต้องจมน้ำ หนังสือซึ่งประเมินค่ามิได้ วันนี้จำต้องสูญหายจากโลกไปอย่างน่าเสียดาย แม้มีบางเสียงเรียกร้องให้ผู้ทรงอำนาจเหลียวแลสักนิด ส่งคนเข้าไปกอบกู้สมบัติแผ่นดินในบ้านสุชาติ ทว่า ก็ไร้เสียงตอบกลับใดๆ

    0 น้ำมาแล้วครับท่านนายกฯ !

     เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทัพคณะกรรมการสมาคมฯ และเจ้าหน้าที่ เดินทางเยี่ยมเยือนนักเขียนผู้ประสบภัยที่จังหวัดลพบุรี แต่ยังไม่ทันพ้นวัน เย็นวันเดียวกันนั้นขณะที่คณะบุคคลจากสมาคมนักเขียนฯ จะเดินทางต่อไปเยี่ยมนักเขียนผู้ประสบภัยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองกรุงเก่าก็กลายสภาพเป็นเมืองบาดาลไปเสียแล้ว
     เท่านั้นไม่พอ บ้านและสำนักงานของนายกฯ เจน ซึ่งอยู่ที่ ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กลายเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยทันที เพราะน้ำจากอยุธยาไล่ตามหลังนายกฯ เจนมาถึงบ้าน แม้เขาจะพยายามรับข้อมูลข่าวสารมากมายเพื่อเตรียมรับมือ แต่ท้ายที่สุดทรัพย์สินบางส่วนก็เสียหาย หนำซ้ำเขายังต้องอพยพหลบภัยไปยังบ้านหลังที่สองอีก

     "ผมเจอตั้งแต่วันที่ 9 แล้ว พอกลับจากลพบุรีก็เจอเลย คืนนั้นน้ำจากอยุธยามาแล้ว เพราะผมอยู่คลองสอง น้ำเริ่มเข้าไปที่เก็บหนังสือแล้ว ข้อมูลแต่ละวันที่เราติดตามมันผิดพลาด อย่างข้อมูลบอกให้เราคิดว่าพ้นแล้ว วางหนังสือบนพาเหรดสามชั้น พอวันต่อมามันขึ้นมา ก็เพิ่มเป็นสี่ชั้น พอสี่ชั้นก็มาประเมินอีกว่าไม่น่าจะรอด ก็ต้องย้ายกันใหม่ ย้ายกันหลายรอบ เช่น วันที่ 20 ศปภ.ประกาศว่าน้ำจะขึ้นสูงที่สุด ปรากฏว่ามันไม่ใช่ มันมาขึ้นสูงสุดอีกวัน มันผิดหมด อย่างบ้านพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ใครจะคิดว่าท่วมเกือบถึงฝ้า"

     นอกจากนายกสมาคมฯ จะเป็นผู้ประสบภัย นักเขียนหลายคนก็มีสถานะไม่แตกต่างกัน เช่น จตุพล บุญพรัด หรือ ชีวี ชีวา นักเขียนและบรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ ก็ยังติดอยู่ในบ้านย่านบางบัวทองจนถึงปัจจุบัน
     ชีวี ชีวา เล่าว่า น้ำมามากเกินคาด ทั้งๆ ที่เขาประเมินสถานการณ์ก่อนหน้านี้ตลอดเวลา
     "ทีแรกกะว่าคงจะท่วมแบบโรแมนติก (หัวเราะ) คือน้ำแตะๆ เท้าบนผิวถนน แค่นั้นก็คงจะเต็มที่แล้ว เพราะว่าแรกๆ ช่วงที่มันจ่อ ตั้งแต่วันที่ 10 เป็นต้นมา น้ำมันเริ่มเข้ามาแตะหมู่บ้าน มาจ่อหลังหมู่บ้าน รอบๆ หมู่บ้าน คล้ายๆ ว่ามันล้อม คนในหมู่บ้านก็ช่วยกัน จิตอาสาช่วยขนกระสอบทราย วางแนวมิดชิดพอสมควร แต่หลังจากนั้นมันเริ่มซึมมาจากท่อ ผมก็นั่งดูมันอยู่ทุกวัน เอาเก้าอี้สนามเอกเขนกกันหน้าบ้าน ดูน้ำค่อยๆ ปริ่มขึ้น เริ่มมีปลาหลุดมาทีละตัว มันก็ดูน่ารักดีนะ ก็คงไม่มีอะไรหรอก แต่พอถึงคืนวันที่ 17 อยู่ๆ ประมาณก่อนเที่ยงคืนมาแบบน้ำป่าเลยเว้ย ผมเองก็ลุกขึ้น ไม่ได้นั่งหลับหรอก แต่นั่งรอ พอเห็นมันมาตามถนนสายหลักก็ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านว่าน้ำมาแล้ว ตอนนั้นแหละเริ่มโกลาหล น้ำมาทีเดียวระดับครึ่งเอว คนที่ไม่ค่อยเตรียมตัวก็หนีไม่ทันหรอก มันมาตูมเดียว ส่วนคนที่ไม่เคยเจอก็รีบอพยพกันคืนนั้นก็เยอะ มันเป็นภาพโกลาหล แต่พอรุ่งขึ้น สองสามวันก็เข้าสู่ภาวะปกติ"

     หลังจากน้ำเข้ามายึดพื้นที่หมู่บ้านของเขา เริ่มมีเสียงบ่นอุบ บางคนโวยวายหาคนรับผิดชอบ และร้องหาความช่วยเหลือ ชีวี ชีวา บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติของคนที่ปรับสภาพไม่ได้ ส่วนการช่วยเหลือจะเข้ามาถึงหรือไม่ เขาไม่สนใจ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ควรพึ่งตนเองก่อน
     "ก่อนหน้านั้นเราก็ตามข่าวเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่นครสวรรค์ อยุธยา ลพบุรี ซึ่งคนเหล่านั้นโดนหนักกว่าเราไม่รู้เท่าไร พอมาถึงเรานิดๆ หน่อยๆ ก็โวยวาย เมืองไทยเราเป็นแบบนี้กันเยอะ แทนที่จะตั้งรับ ปรับสภาพ มักจะไม่เข้าใจ มัวแต่รอคอย เรียกร้องต้องการให้คนเข้ามาช่วย กลายเป็นสับสนวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ถ้าเราตั้งหลักสักหน่อย อย่างที่เจอนี่ปัญหาคือเข้า-ออกลำบาก งานการที่ทำอยู่ถ้าเราทำที่บ้านได้บ้างก็ไม่เป็นไร เสบียงอาหารถ้าพอมีไว้ หรือเดินย่ำไปซื้อได้บ้างก็ไม่เป็นไร"

     สำหรับ ชีวี ชีวา อุทกภัยครั้งนี้ยังกระทบเขาไม่มากนัก จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ช่วยบรรเทาความตระหนกไปจากใจได้มากโข จะมีก็แต่เพียงประหลาดใจ เพราะหมู่บ้านที่เขาอาศัยมานับสิบปีน้ำไม่เคยท่วม ปีนี้คือปีแรกที่ท่วม และท่วมมากด้วย
     "คนที่ไม่เคยเจอ ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นก็อาจจะตื่นเต้น ตกใจ อย่างเรา รุ่นนี้ก็อาจจะพอผ่านนู่นผ่านนี่มาพอสมควร ปกติที่นี่ไม่เคยท่วม แต่ก็มาท่วม ก็เท่านั้นเอง พอท่วมก็ปรับสภาพกันไปตามระดับน้ำ เราพยายามคิดว่ามันเป็นธรรมชาติ มันมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราเองเป็นคนที่เข้มแข็งก็ไม่ได้รู้สึกว่าติดเกาะ ไปไหนไม่ได้ หรือรู้สึกว่าแย่แล้ว ต้องให้คนนั้นคนนี้มาฃ่วยเหลือ บางอย่างเราช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนคนที่เข้ามาช่วยตามหมู่บ้านเราก็ยินดี เราขอบคุณ เช่น เอาถุงยังชีพมาให้"
     นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีนักเขียนและคนวรรณกรรมอีกหลายคนที่บ้านถูกนำท่วม ไม่ว่าจะเป็น นิวัติ กองเพียร,อาริตา,เอก อัคคี,ปลาอ้วน...และอีกหลายๆคน รวมทั้งนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บก.จุดประกายวรรณกรรม ก็โดนสายน้ำถล่มจนต้องอพยพออกจากบ้าน พร้อมหมากับแมวที่เลี้ยงดูเอาไว้

    0 สมาคม (ไม่ทิ้ง) นักเขียน

     ในประเทศไทยมีสมาคมมากมาย บางสมาคมเป็นตัวเอ้ในวงการของตน แต่บางสมาคมใหญ่โตด้วยชื่อเสียงและผลงาน ทว่า หาได้มีทุนทรัพย์มากนัก สมาคมนักเขียนฯ ก็เช่นเดียวกัน ลำพังทุนรอนสำหรับทำกิจกรรมกิจการต่างๆ ภายในสมาคมยังต้องใช้อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติต่อนักเขียน ในฐานะผู้ดูแลและญาติทางวรรณกรรม สมาคมนักเขียนฯ จึงเร่งหามาตรการช่วยเหลืออย่างสุดแรงกำลัง

     แต่ด้วยภาวะที่คณะกรรมการแต่ละคนก็ยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะตน บางคนยังต้องตั้งรับกับน้ำมหาศาลที่อาจมาถึงตัวเมื่อไรก็ได้ ณ ตอนนี้มาตรการเร่งด่วนที่พอจะทำได้คือช่วยเหลือเฉพาะหน้า
     เจน สงสมพันธุ์ กล่าวว่า "กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไร เมื่อวานก็คุยกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ว่าจะให้ความช่วยเหลือนักเขียนอย่างไร ในตอนนี้ก็คงจะรวบรวมข้อมูลก่อน เพราะภาวะของสมาคม เวลาจะทำอะไรก็ต้องมีแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน เพราะเราไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐเลย คนที่เข้ามาบริหารจึงมีหน้าที่หลักคือหางบประมาณ แต่ที่ยังบอกอะไรมากไม่ได้ เพราะเวลามีเรื่องอะไรต่างๆ เราต้องไปคุยกับองค์กรเอกชน ว่าเราจะทำอะไร สอดคล้องกับนโยบายของเขาไหม

     การช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างที่ลพบุรี เมื่อวันที่ 9 เราก็ไปเยี่ยมนักเขียน เช่น ปานศักดิ์ นาแสวง เยี่ยมนักเขียนลพบุรี ไปที่ราชภัฎที่ลพบุรี พอกลับมาที่อยุธยาตอนเย็นน้ำก็ท่วมเมือง วันที่ 10 แถวรังสิตก็เริ่มมาแล้ว ผมก็ไปเฝ้าโกดัง วันที่ 14 เรากับพวกมาลีฮวนน่าก็จัดรับบริจาค คือ ช่วยเฉพาะหน้าก่อน ในบางที่ที่มีนักเขียนอยู่ เราก็เอาถุงยังชีพไปให้กับนักเขียน นักเขียนกระจายให้แก่เพื่อนบ้าน  ให้รู้ว่าในวงการนี้ก็ยังมีการดูแลกัน อันนี้ในเบื้องต้น แต่พอท่วมหนักยังต้องตัวใครตัวมันอยู่ เพราะเดือนนี้สมาคมก็ยังไม่ได้ประชุม เลื่อนไป เพราะระหว่างที่นัดประชุมประจำเดือนก็อยู่ในช่วงวันที่ 20 กว่าๆ น้ำก็จะท่วมหนัก แต่ละคนก็ต้องเฝ้าระวัง ผมก็มีจดหมายไปถึงกรรมการสมาคม นอกจากเราจะทำหน้าที่ต่างๆ อยู่แล้ว ก็ให้คิดงานต่อไปด้วยว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่สิ่งที่รับอยู่ทุกวันคือนักเขียนคนไหนมีปัญหาอะไรบ้าง อย่างพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ก็รับทราบกัน ส่งข้อความให้กำลังใจแก่กันและกันอยู่"

     ณ ขณะนี้ สำนักงานสมาคมนักเขียนฯ ยังไม่ถูกน้ำท่วม แต่คณะกรรมการต่างๆ ไม่สะดวกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ การขอรับความช่วยเหลือ หรือรับแจ้งข้อมูลนักเขียนผู้ประสบภัยจึงเป็นหน้าที่ของ นรีภพ สวัสดิรักษ์ เป็นผู้รับเรื่องต่างๆ ไว้ เมื่อมีโครงการเป็นรูปธรรม ทางสมาคมจะใช้ข้อมูลส่วนนี้เพื่อกระจายความช่วยเหลือสู่นักเขียน
     เหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาตรการล่าช้า เพราะภาครัฐยังไม่เหลียวแลวงการนี้สักเท่าไร แม้แต่รัฐบาลเองก็ยังสับสนกับวิธีแก้ปัญหา ถึงแม้จะมีหน่วยงานภายนอกต้องการยื่นมือมาช่วยเหลือสมาคมนักเขียน พอเห็นความอ่อนแอของรัฐบาลแล้วคงไม่มีใครกล้าเสี่ยง
     "สำนักวัฒนธรรมบางที่เขาก็อยากช่วยเหลือแต่ปรากฏว่าข่าวที่ออกไปจากบ้านเรา มันมีปัญหากับหน่วยงานรัฐบาลมาก เพราะข้อมูลรัฐบาลก็ไม่แน่น แล้วก็มีเรื่องคอร์รัปชั่นอยู่ เขาจึงถามมาว่าจะบริจาคอย่างไรเพราะก็ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล ส่วนหนึ่งนักเขียนต้องช่วยเหลือตัวเองระดับหนึ่ง แต่การช่วยเหลือจากองค์กรคงเป็นหน้าที่ของสมาคมนักเขียนว่าจะช่วยเหลืออย่างไร"
     วลีที่ว่า "ปิดทองหลังพระ" อาจยังใช้ได้ดีในสถานการณ์แบบนี้ เพราะนอกจากสมาคมฯ จะหาแนวร่วมจากสมาคมอื่นและจากภาคเอกชนแล้ว ความช่วยเหลืออย่างมีระบบระเบียบโดยหน่วยทหารและหน่วยงานท้องถิ่นช่วยลดปัญหาและความล่าช้าลงมาก
     "สมาคมนักเขียนไม่สามารถทำด้านสังคมสงเคราะห์โดยตรง แต่ในระหว่างน้ำท่วมถ้าเยี่ยมกันได้ก็เยี่ยมกัน ที่ผ่านมาที่ลพบุรีมีระบบจัดการโดยทหารที่ชัดเจน เราสามารถประสานงานได้ก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน บอกชัดเจนว่าเขาสามารถสนองตอบเรื่องยานพาหนะเราได้ แต่ในกรุงเทพฯ นนทบุรี อยุธยา เราสับสนมาก หน่วยงาน ศปภ.ของรัฐบาลตอบเราไม่ได้ว่าเราจะไปเยี่ยมนักเขียนคนนี้ เขามีเรือให้เราไหม พอตอบตรงนี้ไม่ได้เราก็ทำงานยากเหมือนกันนะ

     ที่ลพบุรี พอท้องถิ่นประสานมาปั๊บ เราก็จัดการได้เลย เราเอาของต่างๆ ไป 98 ชุด พอไปถึง เอาของลง ฟังบรรยายสรุปที่ราชภัฏ เราออกมารอรถห้านาทีมีรถพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย แต่ตั้งแต่มีการตั้งศูนย์มาที่ดอนเมือง ประสานแล้วมันไม่ได้ เราต้องการประสานว่ามีตรงนี้ไหม เขาบอกว่า มันเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน เอาเรื่องเฉพาะหน้าก่อน อย่างที่อยุธยา เราบอกว่าอยากได้เรือไปพื้นที่บ้านนักเขียนท่านหนึ่ง เขาบอกว่ายังไม่สามารถจัดให้ได้ ต้องติดต่อมาอีกรอบหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา"

     ไม่ว่าจะติดขัดมากน้อยเพียงใด แต่นายกฯ เจนก็ยังย้ำชัดถึงมาตรการช่วยเหลือที่สมาคมฯ พร้อมหยิบยื่นให้นักเขียนทุกคน เพียงต้องรอเวลาและปริมาณน้ำให้ลดลงก่อน นโยบายต่างๆ จึงจะเดินหน้าต่อได้
     "หลังน้ำท่วมก็มีการเสนอโครงการอยู่แต่รอประชุมกรรมการหาโครงการที่ชัดเจน ตอนนี้ก็ส่งความเห็นไปให้กรรมการต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมตะลึง เพราะส่งไปแล้วมันเงียบหมดเลย เพราะทุกคนก็กำลังแก้ปัญหาของตัวเองอยู่ กำลังตะลึงกับน้ำท่วมว่ามันท่วมจริง ก่อนหน้านั้นตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานี รังสิต โดนมาก่อน ตอนนี้คนกรุงเทพฯ กำลังยุ่งกับปัญหาอยู่ และกรรมการก็อยู่รอบใน ปกติเวลาเราติดต่อ ส่งอีเมลติดต่อกัน แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมามันเงียบไปเลย แสดงว่าก็กำลังมีปัญหากันจริงๆ"

    0 อยู่ได้ถ้าเข้าใจน้ำ

     แม้ปัญหาดังกล่าวมีทีท่าจะบานปลาย ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ถึงอย่างไรชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อ ตราบใดที่ลมหายใจยังคงผ่อนเข้าผ่อนออกทุกคืนวัน นั่นแปลว่า เรายังมีชีวิต ยังสู้ต่อไปได้
     สำหรับหนุ่มบ้านนอกอย่าง ชีวี ชีวา ธรรมชาติไม่น่ากลัวแต่ทรงพลัง ดังนั้นเขาจึงเลือกโอนอ่อนผ่อนตามพลังของธรรมชาติ ดีกว่าต้านทานจนตัวตาย
     "อย่างผมเองพื้นฐานดั้งเดิมมาจากธรรมชาติ สังคมบ้านนอก เราจะเจอสิ่งเหล่านี้มา เจอธรรมชาติของน้ำป่า เจอพายุ ต่อสู้ชีวิตในวัยเด็ก เราผ่านความเข้มแข็งสร้างเสริมกระดูกมายาวนาน ในบางช่วงเราได้เห็นเพื่อนต่างจังหวัดประสบภัยเราจึงเข้าใจมันได้ ถ้าจะว่ากันจริงๆ คนโบราณเขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เข้าใจว่าพอถึงฤดูน้ำหลากน้ำก็จะมา แล้วก็ไม่มีใครไปกั้นขวางทางน้ำ น้ำก็จะไหลไปตามทางธรรมชาติ ตามแม่น้ำลำคลอง ออกสู่ท้องทุ่ง เขารับรู้ เข้าใจ ถ้ารู้ว่าน้ำจะหลากมาก็เตรียมตัว เก็บข้าวของเข้าสู่ยุ้ง เก็บขึ้นสู่ที่สูง สถาปัตยกรรมอะไรต่างๆ มันอธิบายได้หมด

     แต่ในยุคปัจจุบันความเจริญ ตึกรามบ้านช่องระบบอุตสาหกรรมสร้างความเจริญ สร้างความสะดวก รวดเร็ว สร้างความง่ายๆ ให้กับคนยุคสมัยใหม่ พอเขาเจอธรรมชาติที่เขาป้องกันมันได้ในสถานการณ์ที่ไม่มากเท่าครั้งนี้นะ เขาจึงชะล่าใจ ไม่นึกว่าน้ำจะลงมาได้อย่างไรทั้งภาค จากภาคเหนือสู่ภาคกลาง ไล่ตีทีเดียวพังพ่ายยับกันไป เขาไม่นึกถึงหรอก เขาคิดว่าป้องกันได้ ไม่ว่านิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เขาคิดว่าป้องกันได้ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ ยิ่งป้องยิ่งโดน ยิ่งป้องยิ่งหนัก กว่าจะรู้ตัวกันตอนท้ายๆ สังเกตไหมทีแรกตั้งป้อมสู้ สู้ สู้ ตอนหลังเริ่มเบี่ยงให้น้ำไหลออกข้าง ไม่ปะทะส่ง ไม่น่าเชื่อว่าเราไม่มีภูมิปัญญากันเลย กว่าจะตั้งรับมันได้ใช้เวลาเป็นเดือน ก็คิดว่าจะเข้าใจมันแล้วแต่ทุกวันนี้มันยังตบตีกันอยู่เลย ไม่ว่านายกรัฐมนตรี ผู้ว่าฯ ถ้ามองดีๆ มันเป็นเรื่องตลกบนความขมขื่นของพี่น้องประชาชน ความระส่ำระสาย ความไร้สาระ ความไม่เข้าใจ พูดไปก็หาว่าไปวิพากษ์เขา แต่วิธีแก้ไขของคนที่เกี่ยวข้องโดยภาพรวมมันสอบตกโดยสิ้นเชิง
     เราต้องยึดหลักธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เราต้องนอบน้อมถ่อมตน ธรรมชาติยิ่งใหญ่และไม่มีใครจะไปชนะเขาได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เรายอมแพ้ แต่ให้เรายอมรับในกฎของธรรมชาติ กฎของน้ำ ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ น้ำมากย่อมท่วมมาก ก็เท่านั้นเอง
     หลักของการกินอยู่ ต้องปรับตัว เดิมทีเรามีสังคมน้ำ มีวัฒนธรรมน้ำ ในวันนี้ก็ประมาณอย่างนั้น เราต้องปรับตัวเองด้วย ต้องนึกว่าจริงๆ ก่อนที่ใครจะมาช่วยเราอะไรบ้างที่เราช่วยตัวเองได้ หลังจากที่ผ่านช่วงโกลาหลไปแล้ว ต้องปรับ มีอะไรกินก็กิน อดทน อย่าเครียด จะเจ๊งไปแล้วกี่ล้านไม่มีประโยชน์ ตัวเลขตอนนี้ไม่มีความหมายเลย
     ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็แปลกนะ สังคมหมู่บ้านจัดสรรอย่างที่ผมอยู่ คนไม่พูดกันนะ ต่างคนต่างอยู่ แต่จากเหตุการณ์นี้คนหันมาพูดกัน กลับมาถามทุกข์สุขกัน มีอะไรแบ่งปันกัน ให้ถือสิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียน"
     เชื่อว่าวันนี้ยังมีผู้ประสบภัยรายใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ คงไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ จุดประกายวรรณกรรมภาวนาให้ทุกคนอดทน เรียนรู้ เข้าใจ ปรับตัว และอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย
     อุทกภัยจะรุนแรงเพียงใดไม่สำคัญ มีแต่น้ำใจคนไทยเท่านั้นที่จะชะล้างคราบสกปรกและรอยน้ำตาให้หมดไปได้

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    Life Style : Read & Write
    อ่านต่อ...next
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    งาน “รวมน้ำใจให้เพื่อน”
    (17 Dec 2011 15:31:03 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1921

    วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554 สมาคม นักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และหอศิลปแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมจัดงาน “รวมน้ำใจให้เพื่อน” ตั้งโต๊ะช่วยเหลือนักเขียนครอบครัวละ 4,000 บาท พร้อมช่วยกันระดมทุนจากการประมูลของรักนักเขียน


    -ประมูลหนังสืองานศพ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งจิตติ หนูสุข ประมูลได้ในราคา 1,200 บาท

    -ประมูลหนังสืองานศพกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งคุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ประมูลได้ในราคา 1,500 บาท

    -ประมูลหนังสือนวนิยายของ “นราวดี” 5 เล่ม ซึ่งคุณเพชรลดา สิงหเสนี ประมูลได้ในราคา 1,200 บาท

    -ประมูลหนังสือนวนิยายของ “นราวดี” 5 เล่ม ซึ่งคุณพรชัย แสนยะมูล ประมูลได้ในราคา 1,500 บาท

    -ประมูลกล่องเครื่องเงิน 3 กล่อง ของคุณ “นราวดี” ซึ่งคุณนภาพร พิทยวราภรณ์ จากอมรินทร์พริ้นติ้ง ประมูลได้ในราคา 3,000 บาท

    -ประมูลสร้อยคอ ของรักของหวงของคุณชมัยภร แสงกระจ่าง ซึ่งคุณลักขณา คุณาวิชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ประมูลได้ในราคา 2,800 บาท

    -ประมูลเซรามิกรูปสุนัขสีทอง ผลงานของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินศิลปาธร สาขาการออกแบบปี ๒๕๕๓ ซึ่งคุณชมัยภร แสงกระจ่าง ประมูลได้ในราคา 5,000 บาท





    รายได้จากการประมูลทั้งหมด เพื่อช่วยนักเขียนประสบอุทก
    ภัย นอกจากนี้ในงานก็มีรายการบันเทิง ทั้งอ่านบทกวี-ดนตรี งานเริ่มตั้งแต่ บ่ายโมงครึ่ง และเสร็จสิ้นเมื่อเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม

    ข้อมูลจาก  http://www.facebook.com/media/set/?set=a.284923454882257.64317.100000938153166&type=1
    อ่านต่อ...next
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    งานเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ 'เติมน้ำใจใส่หนังสือ'
    (17 Dec 2011 13:41:06 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1938


    งานเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ 'เติมน้ำใจใส่หนังสือ'
    โดย : ปริญญา ชาวสมุน

    วันนี้...น้ำท่วมขังบางพื้นที่เริ่มลดระดับ บางพื้นที่แห้งแล้ว แต่ในอาณาจักรวรรณกรรมน้ำยังคงท่วมอยู่ ทว่าน้ำนั้นเป็นน้ำใจจากหมู่มวลมิตรน้ำหมึก
     สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยร่วมกับผู้สนับสนุนมากมาย อาทิ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ, สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ฯลฯ เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุนช่วยเหลือบรรดานักเขียนประสบอุทกภัย ซึ่งจากผลสำรวจของสมาคมนักเขียนฯ พบว่า มีมากถึง 300-400 ราย และมีแนวโน้มที่ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นด้วย

     กิจกรรมใหญ่ครั้งแรกนี้ คือ คอนเสิร์ตเติมน้ำใจใส่หนังสือ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 54 ที่ผ่านมา บริเวณลานพาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งรวบรวมเหล่าศิลปินไว้กันหนาตา เมื่อรวมกับมิตรน้ำหมึกและแฟนคลับศิลปินแล้วช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นยิ่งนัก

     ตามกำหนดการเดิมคอนเสิร์ตเล็กๆ นี้จะเริ่มต้นเมื่อ 15.00 น. และไปจบลงภายใน 2 ชั่วโมงเศษ ทว่าด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ของศิลปินใจบุญหลายร้อยชีวิตที่ดาหน้ากันร่วมขึ้นเวทีโดยไม่คิดค่าตัวแม้แต่บาทเดียว ทำให้คอนเสิร์ตจริงดำเนินไปกระทั่งทะลุเวลาเดิมล่วงไปจนดึกดื่นค่อนคืน
     อาจด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ รวมน้ำใจเพื่อจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือนักเขียนประสบอุทกภัย ซึ่งเดิมทีวงการหนังสือมักจะถูกทอดทิ้งเพียงลำพัง คนส่วนมากไม่ให้ความสำคัญต่อหนังสือแม้ว่าจะเป็นต้นธารของศิลปะแขนงต่างๆ ภาพยนตร์ ละคร เพลง ล้วนเริ่มต้นมาจากปลายปากกาของนักเขียนทั้งสิ้น หลายคนอ่านหนังสือแต่ไม่เคยนึกว่าตัวอักษรที่เรียงร้อยอยู่เบื้องหน้าสำคัญหรือมีคุณค่าเพียงใด งานเติมน้ำใจใส่หนังสือ จะสะกิดให้คนที่ละเลยคุณค่าแห่งวรรณกรรมได้เข้าใจว่าวรรณกรรมเป็นสิ่งที่ควรเก็บรักษาอย่างยิ่ง

     สำหรับนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เจน สงสมพันธุ์ พ่องานคนหนึ่ง สะท้อนใจต่อมหาอุทกภัยไว้ว่าเป็นพิบัติภัยมหาศาลต่อนักเขียน สำนักพิมพ์ สายส่ง ห้างร้าน ผลกระทบวงกว้างนี้ไม่ได้มีแค่ตัวบุคคล แต่หนังสือที่เสียหายไป ล้วนเป็นหนังสือหายาก บางเล่มเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่คุณค่ามากมายไม่อาจส่องประกายสู่สายตาผู้มีอำนาจให้เหลือบมองได้

     "เนื่องจากวงการวรรณกรรมบ้านเรา เป็นงานที่อยู่ลำดับท้ายๆ ดังนั้นการช่วยเหลือปัจจุบันนี้ยังไม่ชัดเจน ไม่มีองค์กรสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม คนที่สะสมหนังสือคือคนที่มีความรัก ความเสียหายของบุคคลก็คือความเสียหายของส่วนรวม ถ้าหนังสือคือบันทึกภูมิปัญญา ผมคิดว่า ครั้งนี้เราต้องช่วยกัน แม้ว่าประเทศเราคิดว่าการอ่านมีน้อย แต่วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราจะสร้างสังคมการอ่านที่แข็งแรงจากการเติมน้ำใจใส่หนังสือ
     นักเขียนเป็นผู้ทำงานอิสระ นักเขียนไม่มีหลักประกันเรื่องความมั่นคง โดยส่วนใหญ่ เราต้องช่วยกันในลักษณะอย่างนี้ วันนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นถึงความแข็งแรง มั่นคง ของสติปัญญาประเทศ"

     ฟากฝั่งคนดนตรีอย่าง เจนภพ จบกระบวนวรรณ ก็ต้องสลัดคราบเจ้าพ่อเสื้อลายดอกอย่างจำยอม เพราะเสื้อลายดอกในครอบครองจมอยู่ใต้บาดาลภายในบ้านของเขาย่านฝั่งธนเรียบร้อยแล้ว นอกจากบ้านของเขาต้องจมน้ำ พิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งและสถาบันวิชาไทยซึ่งเขาก่อตั้งและเฝ้าฟูมฟักมาก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือน้องน้ำเช่นกัน วันนี้ เขาจึงกลายเป็นเจ้าพ่อเสื้อลายพรางที่ติดตัวมาได้ครั้งหนีน้ำมา

     "วันที่ 2 พ.ย. รู้ว่าน้ำมา พอวันที่ 3 พิพิธภัณฑ์จมเลย วันที่ 4 ผมอยู่ใน 2 สถานะ คือผู้ประสบภัยและคนอพยพ ผมได้รับการแจ้งเตือนจากเขตบางกอกใหญ่ 2 วัน ท่วมจริงๆ ครับ" เขาเล่า

     ถึงแม้ว่าสมบัติพัสถานจะจมน้ำ แต่เขาไม่เคยท้อแท้แต่ประการใด เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะทรัพย์สินสิ่งใดล้วนหาใหม่ได้ จะตึกรามบ้านช่อง เสื้อลายดอก ที่นอนหมอนมุ้ง โทรทัศน์ ตู้เย็น เขาย้ำว่าหาได้ เพียงกลับมาสู้ ค่อยๆ อดทน มุมานะทำ แต่สำหรับคนวรรณกรรม เจนภพ ก็เห็นเช่นเดียวกับคนวรรณกรรมทั่วไปว่าหาคนเหลียวแลยากเสียเหลือเกิน

     "แต่ผมอยากจะพูดแทนหัวใจของคนวรรณกรรม แทนหัวใจของคนวัฒนธรรมทั้งประเทศ ที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลเอาใจใส่เลยจากภาครัฐ นี่คือความจริงครับ คนวรรณกรรมเขียนไป เขียนกันเอง อ่านกันเอง ดูกันเอง นักเขียนทั้งแผ่นดินนี้ ไม่เคยได้รับสวัสดิการใดๆ จากภาครัฐ ตราบใดที่กระทรวงศึกษาธิการเรายังไม่ได้เป็นกระทรวงหมายเลขหนึ่งของประเทศ คนไทยก็เป็นอย่างนี้แหละครับ คือ ว้าเหว่ วังเวง ไร้ทิศทาง กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงแก้บน เอาวัฒนธรรมของชาติมาเป็นงานแก้บน มันก็เป็นอย่างนี้ครับ"

     เห็นได้ชัดว่าวันนี้เขาไม่ได้มาในฐานะคนดนตรี หรือนักจัดรายการวิทยุ แต่เขามาในฐานะคนเขียนหนังสือที่รู้สึกเดียวดายเมื่อมองขึ้นไปยังกลุ่มคนมียศมีตำแหน่ง นอกจากนี้เขายังเผื่อแผ่ความเห็นอกเห็นใจไปยังคนวรรณกรรมอื่นๆ อีก และเป็นกระบอกเสียงแทนบางคนที่มาร่วมงานไม่ได้ เพราะ คนกลุ่มนั้นยังต้องเผชิญกับน้ำท่วมอยู่

     "วันนี้ผมมาในฐานะคนเขียนหนังสือ ผมอยากให้เราคิดถึงครูบาอาจารย์ของเรา คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี หนังสือแค่หนึ่งเล่มในบ้านอาจารย์สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทรงคุณค่ายิ่งกว่าหนังสือในหอสมุดแห่งชาติด้วยซ้ำไป ไม่ทราบจะมีใครไปเยียวยาอาจารย์สุชาติ สวัสดิ์ศรีบ้างหรือไม่"

     เท่าที่จำได้คำถามคล้ายๆ กันนี้ ถูกเอ่ยขึ้นจากปากหลายต่อหลายคน แต่คำตอบจากผู้สมควรตอบกลับไม่มีแม้เพียงเสี้ยวคำ

     นายกฯ เจน เสริมว่า "ความสูญเสียของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นความสูญเสียมากกว่าความเป็น สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นกรณีตัวอย่างว่า คนที่ไม่เข้าใจงานศิลปะ งานวรรณกรรม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องช่วยพี่สุชาติ"
     คุยกับ เจนภพ จบกระบวนวรรณ ทั้งที หากจะข้ามเรื่องเกี่ยวกับดนตรีไปคงไม่งาม แต่พิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งที่เคยให้ความรู้กับลูกหลานกำลังจมน้ำ สิ่งละอันพันละน้อยอันหาได้แต่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ย่อมถูกความเปียกชื้นแห่งสายน้ำทำลาย เขาจึงอยากจะพูดเพียงว่า วันนี้เขายังอยู่

     "ถึงพิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งจะล่มสลายไปแล้ว แต่ผู้ชายเสื้อลายดอกที่วันนี้เป็นผู้ชายเสื้อลายพรางยังอยู่ ยังสู้เสมอ"
     ก่อนจะผันตัวเองกลายเป็นผู้ร่วมงานโดยสมบูรณ์ เขาได้ฝากบทเพลงที่กลั่นกรองจากความรู้สึกเบื้องลึกในฐานะผู้อพยพและประสบภัย ที่วันนี้ 'อยากกลับบ้าน'

     สิ้นเสียงเพลงจากใจ เจนภพ ผู้ใจบุญในและนอกวงการวรรณกรรมต่างพากันขึ้นมอบเงิน สมดังที่ตั้งเป้าประสงค์ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือนักเขียน ผู้มีจิตศรัทธามีมาก อาทิ มูลนิธิอมตะ มอบ 1 แสนบาท, สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มอบ 1 แสนบาท, สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊ค มอบ 1 แสนบาท, ดนัย จันทร์เจ้าฉาย มอบ 1 แสนบาท, สุมาลี วงศสวรรค์ (ภรรยา รงค์' วงศ์สวรรค์) มอบ 5 พันบาท, ดลสิทธิ์ และ ชมัยภร บางคมบาง มอบ 2 หมื่นบาท  กาละแมร์-พัชรศรี เบ็ญจมาศ ช่วยเหลือ 3 หมื่นบาท ฯลฯ

     ดูเหมือนยอดบริจาคจะพุ่งทะยานหลายแสนบาทในเวลาอันน้อยนิด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักเขียนประสบภัย กลับไม่พอ

     เจน สงสมพันธุ์ เผยว่า "จากการสำรวจ นักเขียนที่ประสบภัยมี 300-400 คน เมื่อมาดูงบประมาณเงินสวัสดิการ เนื่องจากสมาคมนักเขียนได้เงินดำเนินงานทุกอย่างมาจากการบริจาค ซึ่งเราแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการบริหารและสวัสดิการนักเขียน งานหลักคือ หาเงินเข้าสวัสดิการนักเขียนเวลานักเขียนเจ็บป่วย พอมาดูตัวเงินแล้วพบว่ามีนิดเดียว การช่วยเหลือจึงเป็นการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ เวลาต่อมาเราได้คุยกับเนชั่นฯ ขอเรือ ขอถุงยังชีพ เป็นการบรรเทาเฉพาะหน้า ทางเนชั่นฯจึงบอกว่าน่าจะมีการจัดงานนะ ถ้าเราไม่มีเงินก็จัดงานระดมทุนขึ้นมา แต่เราไม่มีกำลังจัดงาน ก็ขอทางเนชั่นฯไป เนชั่นฯและเครือข่ายทั้งหมดก็เป็นแม่งานให้ ซึ่งสยามพารากอนก็ให้ใช้สถานที่แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเป็นงานต่อเนื่องจากงานช่วยน้ำท่วมที่จบไปแล้ว ถือเป็นจังหวะดีที่หลายฝ่ายมาร่วมกัน วันนี้เราได้พันธมิตรต่างๆ มาช่วยมากมาย

     ยอดบริจาคพอเอามาเฉลี่ยกับนักเขียนประสบภัย ก็ยังไม่ทั่วถึงหรอกครับ เราจึงเปิดบัญชี ช่วยนักเขียนประสบอุทกภัย ธนาคารกรุงไทย สำนักงานนานาเหนือ เลขบัญชีสวยมาก 0000358789 จนถึงเดือนม.ค. เพราะเงินจำนวนนี้ยังไม่เพียงพอ เป้าประสงค์ของสมาคมฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือ ช่วยเหลือนักเขียนทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกในขั้นต้น"

     แต่สำหรับศิลปินที่แท้จริง เงินไม่ใช่สารัตถะแห่งชีวิต นักเขียนก็เช่นเดียวกัน เงินเป็นเพียงเครื่องหมายของน้ำใจไมตรียามต้องช่วยเหลือกัน
     "เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักของความเป็นมนุษย์ แต่ให้มันเป็นเครื่องหมายของการช่วยเหลือกัน เครื่องหมายให้เรามีกำลังใจสู้กับอุปสรรคต่างๆ และอยากจะให้นักเขียนเป็นแบบอย่างในสังคมที่เข้มแข็ง นักเขียนไม่ว่าจะอยู่ในภาวะอย่างไร ยิ่งวิกฤติยิ่งเป็นผู้นำพาคนอื่นได้ด้วย" นายกฯ เจน กล่าว
     บนเวที...ศิลปินมากมายจากหลายค่ายทั้งน้อยใหญ่ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีมอบความสุขผ่านบทเพลงหลากแนวแก่ผู้ชม อาทิ หงา คาราวาน, แคท รัตติกาล, อี๊ด ฟุตบาท และครอบครัว, เอิร์น เดอะสตาร์, ศิลปินจาก AF, เตชินท์, หนูนา หนึ่งธิดา, สิงโตนำโชค, วงเดอะจั๊กส์ ฯลฯ

     สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน หนึ่งในศิลปินที่ร่วมบรรเลงความสุข ก็เป็นผู้ประสบภัยแต่เขาบอกว่านี่เพียงเล็กน้อย
     "ที่โดน โดนกันถ้วนหน้า หลายส่วน หลายฝ่าย ผมรู้สึกว่าเรื่องของเรามันเล็กน้อย ของเรามันท่วมนิดเดียว ที่อื่นเขาหนักกว่าเราเยอะ"

     ด้านพิธีกรอาสามาด้วยใจอย่าง คมสัน นันทจิต ซึ่งคลุกคลีวงการวรรณกรรมมายาวนาน จึงได้เห็นความจริงว่า บรรณพิภพเสียหายมหาศาล
     "คิดเล่นๆ นะ หนังสือน่าจะหายไปเป็นล้านเล่ม แค่บ้านคุณสุชาติคนเดียวก็ไม่รู้เท่าไร วันก่อนก็คุณนิวัติ กองเพียร หนังสือพวกนั้นบางทีก็ไม่รู้จะหาได้จากไหน จะมีการขาดหายตกหล่นทางประวัติศาสตร์ไป"
     ซึ่งในแง่ของธุรกิจสิ่งพิมพ์ ความเสียหายแผ่เป็นวงกว้าง ตั้งแต่น้ำเริ่มมาก็เห็นผลกระทบได้ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ผ่านมาแล้วว่าคนน้อยเพียงใด แต่เบื้องลึก นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ วรพันธ์ โลกิตสถาพร เล่าว่า กระทบไปถึงเรื่องการขนส่งหนังสือยังภูมิภาคต่างๆ ด้วย

     "ก่อนหน้านี้พื้นที่ภาคกลางน้ำท่วม ร้านหนังสือปิด ขายไม่ได้ สอง เส้นทางส่งหนังสือไปทางเหนือถูกตัดขาด หมายถึงว่า จังหวัดทางเหนือไม่ท่วมแต่ไปไม่ได้ มาถึงตอนนี้ กรุงเทพฯ ท่วม เส้นทางเปิดได้แต่กรุงเทพฯ เปิดไม่ได้ ทำให้ปัญหาครั้งนี้กินเวลากว่าปกติ ปัญหามันเปลี่ยนที่ไป กระบวนการกระจายสินค้ามันทำไม่ได้ มูลค่าทางธุรกิจปีนี้ก็คงจะตก"
     สำหรับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แม้จะไหวตัวทัน ขนหนังสือส่วนตัวไปพักพิงที่ จ.กาญจนบุรี เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีไม่พ้นอุทกภัยในหัวใจ เขาเห็นเพื่อนพ้องต้องทุกข์ระทม ใจเขาจึงระทมไม่แตกต่างกัน
     "ผมว่าสมบัติที่มีค่าที่สุดของนักเขียนก็คือหนังสือ แต่ละคนจะมีหนังสือของตัว นอกจากของตัว อาจจะมีหนังสือที่ตัวเองรัก หายาก บางทีห้องสมุดก็อาจจะไม่มี สมบัติเหล่านี้ผมว่าเป็นภูมิปัญญาของแผ่นดิน สมบัติของแผ่นดินซึ่งมันสูญเสีย สูญหายไปยับเยิน ทำให้เราต้องมาช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางที่จะมีหลักประกันให้กับงานดีๆ เหล่านี้ เช่น สมาคมนักเขียนเอง หรือตัวนักเขียนเอง น่าจะมาคุยกันว่าใครมีหนังสือดีๆ ควรจะมาขึ้นทะเบียนกันเอาไว้ นั่นเป็นประการหนึ่ง

     อีกประการหนึ่ง โดยปกติแล้วนักเขียนดูแลกันเอง ไม่ได้หวังพึ่งพาทางการเท่าไร ต่อไปนี้ต้องคิดด้วยจิตสำนึกใหม่ ทำอย่างไรถึงจะให้นักเขียนได้ทำงานที่มีคุณค่า สร้างสรรค์จิตสำนึกใหม่ วัฒนธรรมใหม่ สังคมใหม่ ให้กับผู้คน เพราะคนที่จะคิดได้อย่างนี้ ก็มีแต่ศิลปินเท่านั้นแหละ เพราะถ้าร่วมกันคิด มันจะเป็นวิทยาศาสตร์ และมีจินตนาการด้วย เหมือนที่ไอสไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ นักวิชาการเขาจะรู้เฉพาะด้าน ส่วนมากจะขาดจินตนาการ ก็มีแต่นักเขียนเท่านั้นแหละที่มีจินตนาการ วันนี้นักเขียนได้พบแล้ว ที่เป็นจริงคืออะไร สังคมมันเน่าอย่างไร น้ำครั้งนี้มาสอน และมันจะมาช่วยล้างขยะปฏิกูลที่เป็นความคิดสังคมเน่าๆ ออกไป เราต้องช่วยกัน

     งานครั้งนี้เป็นการให้กำลังใจและทำให้ปรากฏว่านักเขียนก็ดูแลกันเองและมีบทบาทสำคัญอย่างไรในสังคมนี้ เพราะความสูญเสียหนังสือที่มีค่า มันไม่ใช่ความสูญเสียเฉพาะตัว มันเป็นความสูญเสียของสังคมด้วย"



     ด้านนายกฯ วรพันธ์ กล่าวถึงงานเติมน้ำในใส่หนังสือว่า "งานนี้เป็นงานที่ดีนะ ที่คนในวงการได้มีส่วนร่วม เพราะนักเขียนถือเป็นต้นน้ำของงานวรรณกรรม ถ้าเขาเดือดร้อน เขาย่อมขาดกำลังใจ ถ้าเรามีส่วนร่วมช่วยเหลือ อย่างน้อย จิตใจได้แล้ว เขาจะมีกำลังใจทำงานต่อได้... ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของคนไทย คือ ความมีน้ำใจเอื้ออารีต่อกัน เวลามีปัญหาอะไรคนไทยจะจับมือกัน"

     บนเวที... สิ้นเสียงเมโลดี้สุดท้าย พ่องานแม่งานพากันขึ้นไปขอบคุณและสรุปยอดบริจาค เหลือเชื่อที่งานเล็กๆ เพียงค่อนวันจะระดมทุนที่เป็นเงินได้มากถึง 695,628 บาท และยิ่งน่าดีใจกว่า คือ เสียงเล็กๆ ในงานเล็กๆ ดังไปถึงภาครัฐแล้ว เพราะมีสายตรงถึงผู้จัดงานว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จะช่วยเหลือเป็นเงิน 2 แสนบาท โดยจะเบิกจ่ายให้ภายหลัง
     หากมองในแง่วัฒนธรรม งานเติมน้ำใจใส่หนังสือ จึงเป็นงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    http://www.bangkokbiznews.com/

    Life Style : Read & Write
    อ่านต่อ...next
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    กำหนดการ ๔๐ ปีสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    (06 Oct 2011 2:46:43 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1912
    กำหนดการ วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม ค่ะ

    ๔๐ ปีสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    “หวัง ฝัน จริง ต่อวงวรรณกรรมไทย”
    วันเสาร์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๔
    ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ ๑๖ ณ ห้องประชุม ๔ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    -----------------------------------

    ภาคเช้า
    ๙.๐๐ น. -ลงทะเบียน
    ๙.๓๐ น. -นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน
    -ชมวีดิทัศน์ ๔๐ ปีสมาคมนักเขียน
    -พิธีประกาศเกียรติคุณแด่ คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต
    -พิธีมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล
    ๑๐.๐๐ น. - การเสวนา “บทบาทของสมาคมนักเขียน อดีต อนาคต ในสายตาอดีตนายก”
    โดย ธนิต ธรรมสุคติ ประยอม ซองทอง เพ็ญศรี เคียงศิริ ประภัสสร เสวิกุล
    ไมตรี ลิมปิชาติ ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินการเสวนาโดย นิเวศน์ กันไทยราษฎร์
    ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย

    ภาคบ่าย
    ๑๓.๓๐ น. -การอภิปราย “หวัง ฝัน จริง ต่อวงวรรณกรรมไทย” โดย โตมร ศุขปรีชา
    ขจรฤทธิ์ รักษา อุทิศ เหมะมูล งามพรรณ เวชชาชีวะ วัชระ สัจจะสารสิน
    ดำเนินรายการโดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม
    -มอบรางวัลผู้แต่งกายย้อนยุคดีเด่น
    ๑๖.๐๐ น. นายกสมาคมนักเขียน กล่าวปิดงาน
    (เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ พิธีกร)

    อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] 4 [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design