สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 17 ตุลาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.akaraonline.com
    อักขระบันเทิง
  • http://www.watcafe.com/
    วรรณวรรธน์ คาเฟ่
  • http://www.thaiwriter.net/
    thaiwriter.net
  • http://www.winbookclub.com/
    วินทร์ เลียววาริณ
  • http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/
    เสาร์สวัสดี
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://www.seawrite.com/
    รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น
  • http://www.kosolanusim.com/
    โกศล อนุสิม นักเขียน
  • http://www.forwriter.com/
    เพื่อนักเขียนใหม่ และคนอยากเขียน

  • หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] 8 [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    ข่าววรรณกรรม
    มติเอกฉันท์ ให้ "คนแคระ" ของ วิภาส ศรีทอง คว้ารางวัลซีไรต์ ปี 55
    (29 Sep 2012 15:46:30 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1936

    กรรมการ คนที่สองที่ให้สัมภาษณ์ คือ ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (ข่าวขึ้นชื่อผิด)
    อ่านต่อ...next
    สัมภาษณ์
    คนแคระ คนแปลกบนโลกประหลาดของ วิภาส ศรีทอง โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (29 Sep 2012 12:37:18 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 2013

    ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่น่าอ่านประจำปี 2555 ไม่ต้องมองถึงการเข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายซีไรต์ ซึ่ง 'คนแคระ' ก็ได้ชื่อว่าเป็น 'ตัวเต็ง

    แต่ทำไมวรรณกรรมนอกสายตา จึงกลายเป็นที่จับตามองถึงเพียงนี้...


     วิภาส ศรีทอง ทำให้ผู้ติดตามวรรณกรรมประหลาดใจตั้งแต่ส่งผลงานเรื่องล่าสุด คนแคระ  สู่แผงหนังสือหลังจากหายหน้าไปจากบรรณพิภพถึงสี่ปี ทว่าสี่ปีที่ห่างหายไม่สูญเปล่า เขาซุ่มเขียนนิยายถึงสองเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ คนแคระ




     นอกจากการปรากฏตัวของวิภาสแล้ว หนังสือของเขาก็สะเทือนวงการมิใช่น้อย เพราะ คนแคระ อวดโฉมในรูปลักษณ์ทะมึนทึม ขอบหนังสือสีดำ ดูเข้มขลัง นัยว่าหนังสือเล่มนี้หาใช่นิยายเบาสมองเป็นแน่ และยิ่งคล้ายตีตราเมื่อเปิดอ่านเนื้อใน ด้วยพล็อตที่คนไทยไม่คุ้นเคยบวกกลวิธีเล่าเรื่องอันเนิบช้า ผลักดันผู้อ่านให้ละเมียดถึงแก่นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร เป็นผู้สังเกตการณ์ต่อทุกการกระทำที่ท้าทายระดับศีลธรรมจรรยาในแต่ละผู้คน

     วิภาสบ่มกลั่น คนแคระ ร่วมสองปี ตั้งแต่เขียนเสร็จในช่วงปีครึ่งและแก้ไขตัดทอนอีกครึ่งปี เหตุผลแรกที่ คนแคระ กินเวลายาวนาน หนีไม่พ้นความยาวของเนื้อเรื่อง ซึ่งถือว่ายาวมาก แต่อีกเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าและเกือบทำให้เขาโยน คนแคระ ลงถังขยะเพราะ คำวิจารณ์อันหนักหน่วง รุนแรง จากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง

     "มีกระแสตอบรับหลายอย่างที่...เอ่อ...ส่งให้เพื่อนนักเขียนหลายๆ คนอ่าน เขาบอกว่าไม่ผ่าน ต้องไปแก้เยอะ ผมต้องตัดไปเยอะ ตัดไปประมาณเกือบร้อยหน้าเอสี่ ซึ่งถ้าเป็นกระดาษมาพิมพ์ก็เกือบๆ สองร้อยหน้า...จริงๆ มีคนบอกให้ไปเขียนใหม่หมดหรือไม่ก็โยนทิ้งไปเลย ผมก็เสียความมั่นใจนะ"

     แต่วิภาสก็ต่อสู้กับสภาวะในใจอันเกิดจากผู้อื่นหยิบยื่นให้ได้สำเร็จ เขาแก้ไขต้นฉบับที่มีปัญหาจนกระทั่งสมบูรณ์
     -1-

     จะยากอย่างไร แต่พล็อตเรื่องเกี่ยวกับคนแคระกลับหลงเข้ามาโดยบังเอิญ วิภาสเล่าว่า ต้นทางของ คนแคระ คือ ตรอกเล็กๆ ย่านบางลำพู...

     "นานมากแล้ว ผมเดินเที่ยวแถวข้าวสารแล้วออกมาจากตรอกแถวๆ บางลำพู มืดๆ ผมก็เห็นคนแคระคนหนึ่ง ก็แต่งตัวดีนะ นั่งอยู่ริมทาง ดูลับๆ ล่อๆ ไม่ค่อยกล้าออกมา ผมก็เดินผ่านไปแล้วสะกิดใจมากๆ เลย ก็ชวนเขาคุย เขาก็คุยดีนะ คุยสนุก ประมาณชั่วโมง ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ ผมขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพราะกะจะทำหนังสั้น จะเอาคนแคระมาใส่หนังสั้น"

     แต่ในที่สุดโครงการทำหนังสั้นก็ถูกพับไป คนแคระและหนังสั้นถูกกาลเวลาดูดกลืนหายไปไร้ร่องรอย จนกระทั่งวันหนึ่งวิภาสคิดอยากเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับเด็กชนชั้นกลางระดับสูงกลุ่มหนึ่งที่จับคนเร่ร่อนมาขังไว้ดูเล่น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียน เพราะเขาคิดว่าพล็อตเรื่องแรงไป และแทบไม่แตกต่างจากหนังสยองขวัญเกรดบี

     "ผมก็เลยลองเขียนอย่างอื่นแทน เริ่มต้นเขียนโดยไม่คิดอะไรมาก แล้วคนแคระเก่าก็กลับมา จำได้ว่าตอนที่คุยกับเขา เขาบอกว่า ผมเป็นคนต่างจังหวัด ผมมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ ผมอยากทำเกี่ยวกับการแสดง ถ้าเป็นไปได้ แต่ทางบ้านผมเตือนมาว่าพวกคนแคระมักโดนจับ โดนวางยาแล้วจับไปแสดงละครเร่ เขาบอกเป็นเรื่องจริง ผมก็แปลกใจว่ามีอย่างนี้จริง ความทรงจำตรงนั้นก็กลับมาพอดี"

     ด้วยค่าที่เป็นนักเขียน วิภาสย่อมไม่เล่าเพียงประเด็นดังกล่าวแน่นอน สภาวการณ์ทางสังคมยังมีอะไรน่ากล่าวถึงอีกมาก

     "ผมต้องการซ้อนความเหลวแหลกของคนชั้นกลางด้วย และความที่เป็นคนแคระ มันดูไม่โหดเกินไปถ้าจับคนแคระ เพราะคนแคระเป็นอะไรที่สัญญะไม่ชัด ไม่มีสัญญะตายตัว ไม่มีสัญญะสำเร็จรูปของความเป็นมนุษย์ หนึ่ง เด็กหรือผู้ใหญ่ มองแล้วก้ำกึ่ง ให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วน เหมือนคนสองเพศน่ะ เพราะฉะนั้นการมองคนแคระมันจับอะไรไม่ได้หรอก น่ามอง แต่ก็น่ารังเกียจไปพร้อมๆ กัน"

     วิภาสยอมรับว่าขณะที่เขียน คนแคระ เขาประหวั่นมาก เพราะจากนิยายอาจกลายเป็นเรื่องสยองขวัญธรรมดาดาดๆ ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน อีกประการ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับการลักพาตัวพบเห็นได้มากในงานของฝรั่ง ทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ โจทย์ของวิภาส คือ ทำอย่างไรให้ไม่ซ้ำทางกับใคร คำตอบที่เขาให้มา คือ พล็อตต้องไม่เหมือนเขา ต้องเป็นต้นฉบับ ซึ่งคนแคระก็ตอบโจทย์นี้ได้ดี

     -2-

     จุดเด่นประการสำคัญของ คนแคระ อาจเป็น พล็อตที่บอกเล่าเรื่อง 'คนแคระ' ทว่า กลวิธีการเล่าเรื่องอันอ้อยอิ่ง เนิบนาบ ก็นับเป็นจุดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบก็ชอบสุดหัวใจ แต่ถ้าใครไม่ชอบอาจเบื่อหน่าย

     วิภาสบอกว่าตั้งใจเล่าอย่างอ้อยอิ่ง เพื่ออธิบายทุกห้วงความรู้สึก ทุกเม็ดไม่มีขาดหาย ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายงานของนักเขียนระดับโลก อาทิ ดี.เอช. ลอว์เรนซ์

     "มันเป็นช่วงที่ผมอ่านงานของดี.เอช.ลอว์เรนซ์จริงๆ ลองไปดูสิ หนาปึ้กเลย พูดถึงความรู้สึกตัวละคร ไปดูสิ ก็โคตรเนิบนาบเลย อีกอย่าง ผมเป็นคนเขียนไดอารี่ จดความรู้สึกตัวเองตลอด เล็กๆ น้อยๆ จะไม่มองข้าม เช่น ความเบื่อคืออะไร เราต้องพยายามรู้สึก เขียนทั้งแง่กายภาพและแง่จินตภาพ บรรยายว่าความเบื่อคืออะไร ความโกรธก็มีรายละเอียดของมันนะ ผมจดไดอารี่ไว้เยอะ เหมือนหมกมุ่นเลยล่ะ ก็เลยเอาตรงนี้มาใช้"

     และอีกหนึ่งสิ่งที่พบเห็นได้ใน คนแคระ คือ วิภาสถ่ายทอดความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมอันเนื่องจากจิตใจของมนุษย์ถูกบ่มเพาะมาอย่างผิดรูปผิดรอย เงามืดและบรรยากาศทึมเทาจึงเป็นเฉดสีหลักในฉากของเรื่อง

     "ผมตั้งใจแต่แรกแล้วว่าอยากทำรวมเรื่องสั้นสยองขวัญ ตั้งแต่เด็กเราชอบงานสยองขวัญตั้งแต่เด็ก ชอบอ่าน สตีเฟ่น คิงส์ หรือนิยายผีของอังกฤษ ชาร์ล ดิกเก้น ผมก็ชอบ เลยอยากเขียนอะไรแบบนี้ที่มันมืดๆ ทึมๆ เทาๆ ความตั้งใจจะให้เป็นสยองขวัญ แต่มันก็ไม่ใช่ มันกลายเป็นงานดราม่าเสียส่วนใหญ่ เล่มนี้กลายเป็นดราม่า แต่ก็มีความเป็นทึมๆ เทาๆ กึ่งฟิล์มนัวอยู่นะ"

     ได้เห็นกระบวนการก่อกำเนิด คนแคระ พอสังเขปแล้ว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า วิภาส ศรีทอง และนิยายของเขาสร้างความประหลาดใจต่อวงการวรรณกรรมไทย ที่จู่ๆ ม้านอกสายตากลับวิ่งนำหน้าม้าฝีเท้าฉกาจจนกระทั่งติดโผ Short Lists ซีไรต์ 2555 ได้สำเร็จ

     บรรณพิภพประหลาดใจ แต่เชื่อไหมว่าเขาเองประหลาดใจยิ่งกว่า เพราะเส้นทางของ คนแคระ ไม่แตกต่างจากคนแคระตัวจริงที่ต้องต่อสู้กับสายตาหยามหมิ่นระคนสงสัยของผู้คน มิหนำซ้ำยังต้องพิสูจน์ตัวให้ยืนในสังคมได้โดยสมบูรณ์ คนแคระเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วิภาสมีคำตอบ...

    เมื่อคนแคระถูกส่งประกวด

     วิภาสบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรสำนักพิมพ์สมมติก็ต้องส่งนิยายเรื่องนี้ประกวด โดยไม่เน้นผลประกวดแต่ประการใด "เขามีความคิดที่คล้ายๆ ผมตรงที่มันไม่น่าจะไปไหนได้ รางวัลวรรณกรรมไทยไม่น่าจะเห็นมันได้ แต่เขาก็ส่งไปอย่างนั้นเอง จะได้มีคนมองมันมากขึ้นถ้ามันติดไปใน 7 เล่ม หรือ 15 เล่ม ทั้งหลายแหล่ ผมไม่รังเกียจซีไรต์ มันก็เหมือนรางวัล Booker Prize มันไม่ใช่รางวัลที่ชีวิตคุณสุดยอดแล้ว มันไม่ใช่ มันแค่รางวัลหนังสือเล่มหนึ่ง ปีหน้าก็ส่งใหม่ได้ ผมคิดว่ามันต้องมีรางวัลมาคัดว่าเล่มไหนดีสุดประจำปี"

    คนแคระเฮ!

     ถึงจะไม่หวังผล แต่เมื่อนิยายเข้ารอบลึก มีหรือที่เจ้าของผลงานจะไม่เฮ "ก็ดีครับ ก็แปลกใจที่ทำไมเขาถึงมองเห็น ก็งงเหมือนกัน เพราะจริงๆ ผมบอกตรงๆ ว่ามันเป็นงานที่การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนต้องทำงานหนักนะ มันเหนื่อยนะ หนึ่ง ภาษาแปลกๆ บรรยายเยอะมาก สอง ดำเนินเรื่องค่อนข้างอืด ยืดเยื้อ แต่นั่นคือประเด็น ผมต้องการอย่างนั้น ให้มันอืด"

    นิยายเล่มนี้ แด่...นาตาลี ชไนเดอร์

     แม้แรงกายและพลังสมองจะสำคัญต่อการเขียนหนังสือ ทว่าแรงใจก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ชื่อ นาตาลี ชไนเดอร์ ที่ปรากฏในหนังสือของเขา แทนคำขอบคุณจากใจ "เขาเป็นภรรยาผมครับ พูดง่ายๆ นิยายเรื่องนี้เป็นช่วงที่ผมซัฟเฟอร์หลายๆ อย่าง สองเป็นช่วงที่ผมรายได้ก็น้อย พอดีภรรยาดูแลให้เยอะ ถ้าไม่มีคนนี้ก็ไม่มีนิยายเล่มนี้ครับ อย่างไรก็ต้องแด่นาตาลีจริงๆ เขาเป็นคนดูแล ผมเขียนแล้วก็ต้องให้เขาเป็นคนคอยวิจารณ์ให้ตลอด ก็อ่านให้เขาฟัง ถ้าผ่านก็คือผ่าน ผมฟังเขาคนแรก พูดง่ายๆ เลย บก.คนแรกของเล่มนี้นอกจากตัวนักเขียนแล้ว คือ ภรรยา...คุณนาตาลี ชไนเดอร์ครับ"

    เหนื่อยแต่คุ้ม

     เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย วิภาสก็เช่นเดียวกัน กว่าจะเคี่ยวเข็ญให้นิยายของเขาเป็นที่ยอมรับได้ ช่างเหน็ดเหนื่อย "เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเลย เหนื่อยแต่ว่าสนุก มีความสุขมาก เพราะเป็นนิยายที่ผมไม่คิดถึงหน้าคนอ่านเลย เขียนให้ตัวเองอ่านจริงๆ เขียนเหมือนเป็นไดอารี่ โดยไม่คำนึงเลยว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ใครอ่านจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิด เขียนไปเรื่อยๆ เหมือนกับเขียนไดอารี่ที่เราต้องถ่ายทอดออกมา"

    นิยาย...ทางที่ใช่

     หากย้อนดูผลงานของวิภาส จะพบว่าเขาเริ่มต้นจากเรื่องสั้น และเติบโตจากเรื่องสั้น แต่วันนี้ เขาบอกว่าพบทางที่ใช่ที่สุด นั่นคือ นิยาย "ตอนนี้ผมสนุกกับการเขียนนิยาย เพราะคนแคระเป็นงานเล่มแรก บอกตรงๆ ผมเขียนแบบลองผิดลองถูก เพราะไม่เคยเขียนเรื่องที่ใหญ่ๆ ยาวๆ แบบนี้มาก่อน ผลงานที่ลองผิดลองถูกเป็นเล่มแรกของเรา เพราะฉะนั้น มันมีความดิบเยอะ มันไม่มีการเกลา อย่างที่บอก ผมไม่ได้นึกถึงหน้าคนอ่านสักคน หรือหน้านักวิจารณ์เลยสักคน พอเล่มนี้เสร็จสิ้น ผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ผมก็เขียนอีกเรื่องหนึ่งในทันที เพราะเริ่มรู้แล้วว่านิยายเป็นอย่างไร การเขียนนิยายเป็นอย่างไร ตอนนี้มันอยู่ที่เราติดลมกับการเขียนนิยาย ถ้าผมกลับไปเขียนเรื่องสั้นหรือทำงานศิลปะแบบอื่น ผมเสียดายไง ตอนนี้เรามีเรื่องจะเล่าในรูปแบบนิยายอยู่ ทำจนกว่ามันจะหมด"

    การอ่าน + ประสบการณ์ = วัตถุดิบชั้นเลิศ

     นี่อาจไม่ต่างจากนักเขียนคนอื่น ที่เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ อ่านมากก็อยากเขียน ยิ่งถ้าได้ใช้ชีวิตมากด้วยแล้ว ย่อมมีอะไรอยากบอกต่อแน่นอน "ใช้ชีวิต เจอผู้คน เราก็พยายามเขียนพล็อตเรื่อยๆ บางทีเราอยู่บางสถานการณ์ เราก็แอบฟังๆ แล้วจดมาเลย เพราะวิธีเขียนนิยายมันต่างจากเรื่องสั้น เรื่องสั้น หัวใจคือพล็อต ฉะนั้นตัวละครมาทีหลัง นิยายพล็อตแย่ก็ไม่เป็นไร ตัวสำคัญของนิยายคือตัวละคร ตัวละครคือหัวใจสำคัญของการเขียนนิยาย เห็นไหมว่าเวลาคุณจำเรื่องสั้น แทบจำอะไรไม่ได้เลย แต่นิยายส่วนมากไม่ได้จำพล็อต จำตัวละคร

     อีกอย่างคือเราอายุมากขึ้นแล้ว เวลาหาพล็อตไม่เร็วเหมือนสมัยหนุ่มๆ พอพล็อตเราน้อยลงก็เสียดาย ปล่อยเรื่องสั้นหมดก็เสียดายพล็อต เราเขียนนิยายดีกว่าเพราะพล็อตเราก็ไม่ได้เยอะมาก ซึ่งไม่แปลกที่นักเขียนมาใหม่ๆ น้อยนะที่เขียนนิยาย"

    หยุดไม่ได้...ขาดใจ

     แม้นักเขียนในบ้านเราจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถี่บ้าง ห่างบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตายไปก็มาก บางคนตายเพราะหมดพลังสมอง บางคนตายเพราะหมดพลังใจ และบางคนก็หมดเนื้อหมดตัว แต่วิภาส ผู้ประกาศว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมละทิ้งการเขียนนิยาย เพราะหากขาดไปเขาคงตาย หากตาย ขอตายในหน้าที่ "หยุดเขียนไม่ได้ครับ หยุดก็ตายอย่างเดียว ไม่หยุดเลย ผมเคยอ่านที่เขาวิจัยไม่แน่ใจทางอเมริกาหรือยุโรป นักเขียนที่จะเขียนงานได้สุดยอดจะอยู่ในช่วง 40 ขึ้นถึง 65 สมองเรายังใช้การได้ดีอยู่ เราจะเข้าใจโลกมากขึ้น เราหายใจได้ยาวนานขึ้น ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุมากมุมมองต่อโลกยิ่งคมขึ้น ยิ่งแก่ยิ่งเคี่ยว ผมแปลกใจนะที่นักเขียนบ้านเราพออายุมากแล้วไม่ยอมเขียนงาน เสียดายมากๆ จริงๆ คือช่วงสุดยอดเลยนะ ผมก็เลยมองว่าผมกำลังเข้า 40 แล้ว กำลังเข้าช่วงสุดยอดแล้วนะ งานที่ผ่านไปพอกลับมองไปแล้วคงเป็นงานที่ใช้ไม่ได้ของเราเลยด้วยซ้ำ ผมว่าอย่างไรก็เถอะยังไม่ถึงช่วงสุดยอด สุดยอดประมาณ 50 ขึ้น"

    คนอ่านคือรางวัล

     ในยุคนี้ ยุคที่เกียรติยศ เงินทอง ถูกยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่ง แต่วิภาสกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาต้องการแค่คนอ่านงานของเขาเท่านั้น "ก็พอใจ แค่นี้ก็โอเคแล้ว เพราะผมไม่หวังอะไรกับมันเลย นักเขียนไม่มีความสุขเท่ามีคนอ่านงานคุณ ได้หรือไม่ได้รางวัลไม่สำคัญหรอก แต่ดีใจที่ได้เข้ามา ทำให้มีคนอ่านงานเราได้มากขึ้น ผมไม่ค่อยแคร์เรื่องชื่อเสียง เกียรติยศ มันไม่ใช่ คนมาเป็นนักเขียนตรงนั้นไม่สำคัญหรอก ความสุขอย่างเดียวคือการมีคนอ่านเรื่องที่เราเล่า ภูมิใจสุดแล้ว เป็นรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว"

    ก้าวเดินที่เกินคาด

     คนแคระปรากฏตัวบนบรรณพิภพและเวทีซีไรต์อย่างเหลือเชื่อ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่วิภาสจะคิดว่าคนแคระเดินมาไกลเกินที่คาดคิดไว้ "ใช่ครับ เกินคาด คนอื่นบอกว่าน่าจะเข้านะ แต่พี่ไม่เชื่อ เพราะพี่รู้สึกว่าพี่มีข้อด้อย ผมชอบมองงานตัวเองอย่างบั่นทอน จะรู้สึกว่ามีข้อเสียเยอะมากจนไม่น่าเข้า แต่ผมชอบในแง่ที่ประเด็นของมันยังไม่เคยมีใครจับมาก่อน ยังไม่มีใครเล่น อย่างน้อยมันก็มีความเป็นออริจินัลพอสมควร แล้วเราก็จบมันได้อย่างลงตัว ไม่มีอะไรติดค้าง ผมพยายามถามคนอ่านรอบแรกว่ามันยังอยู่ในหัวไหม หรือมันจบแล้วจบเลย มันยังกลับมาบ้างไหม? บก.ก็บอกว่ามันกลับมา"

     ใช่แล้ว ผมเองก็ว่ามันกลับมา...

    ที่มา
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 5 สิงหาคม 2555 06:06
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    "คนแคระ"นวนิยาย"ของ"วิภาส ศรีทอง" คว้าซีไรต์ ประจำปี 2555/ มติชนออนไลน์
    (29 Sep 2012 12:15:34 pm)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 1945

    ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายนว่า   คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2555 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้นวนิยายเรื่อง     คนแคระ ของ  "วิภาส ศรีทอง"  ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2555

    กรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ครั้งนี้ ประกอบไปด้วย นายประภัสสร เสวิกุล, นายเจน สงสมพันธ์, รศ.ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง, นางชมัยภร แสงกระจ่าง, รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, รศ.ดร. สรณัฐ ไตลังคะ และ ผศ.สกุล บุณยทัต โดยกรรมการได้ให้ความเห็นต่อนวนิยาย "คนแคระ" ในคำประกาศตัดสินรางวัลว่า
     
    "คนแคระ ของวิภาส เป็นนวนิยายที่เสนอปัญหาสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ เปิดเผยให้เห็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างของกลุ่มคนซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมร่วมสมัย โดยสะท้อนให้เห็นการขาดความตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์การหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตนเอง และการโหยหาสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์แต่จำกัดขอบเขตของความสัมพันธ์นั้นไว้ ทั้งหมดนี้ผู้เขียนนำเสนอผ่านตัวละครที่แสดงความเย็นชาต่อชะตากรรมของมนุษย์ และหาทางสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเอง

    ผู้เขียนมีกลวิธีการเล่าเรื่องเนิบช้าทว่ามีพลัง มีการสร้างจินตภาพที่ชวนให้เกิดการตีความหลากหลาย มีตัวละครซับซ้อน แปลกแยก และท้าทายกฎเกณฑ์ของสังคม   คุณค่าของนวนิยายนี้จึงอยู่ที่การกระตุ้นให้เกิดการสำรวจภาวะความเป็นมนุษย์ในโลกร่วมสมัย ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับมโนสำนึก ความรับผิดชอบชั่วดีและสารัตถะของชีวิต" 
     
     
    "คนแคระ" เป็นนวนิยาย 1 ใน 7 เรื่อง ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ 2555   เช่นเดียวกับ  เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง ของ แดนอรัญ แสงทอง ,ในรูปเงา ของ เงาจันทร์ ,รอยแผลของสายพิณ ของ สาคร พูลสุข ,เรื่องเล่าในโลกลวงตา ของ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์  ,ลักษณ์อาลัย ของ อุทิศ เหมะมูล  และ 7.โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า ของ ศิริวร แก้วกาญจน์
     
    งานพระราชทานรางวัลซีไรต์ประจำปี 2555 (ปีที่ 34) จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน นี้ ณ ห้องรอยัลบอลรูม โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เวลา 19.30 น. โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จแทนพระองค์ ในการพระราชทานรางวัล
     

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ // สุณิสา เจริญนา (นิตยสารสกุลไทย)
    (19 Sep 2012 0:06:11 am)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1990
    ร่วม “คิดถึง เพ็ญศรี-รพีพร” 
    และร่วมมอบรางวัล “รพีพร” ครั้งที่ ๓ 

    สุณิสา เจริญนา
    นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ ๓๐๑๗ 
    ประจำวันอังคารที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕


    “คิดถึงพี่ทั้งสองลองคาดหวัง ถ้าพี่ยังอยู่ด้วยจะช่วยได้
    อย่างน้อยน้อยก็จักเป็นหลักชัย ให้เราใช้เกาะยึดประพฤติตาม
    เป็นหลักแห่งพิราบแสนซาบซึ้ง เป็นหลักหนึ่งที่ยึดได้ในสยาม
    เป็นหลักแห่งเสรีภาพซาบเนื้อความ พร้อมด้วยสันติภาพงามทุกเวลา”

    ส่วนหนึ่งของบทกวี  “แด่ “รพีพร”- เพ็ญศรี” (คุณสุวัฒน์ วรดิลกและคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี) ประพันธ์โดยคุณชมัยภร  แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน เนื่องในโอกาส “วันเพ็ญศรี-รพีพร” ประจำปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๔  กรกฎาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องรพีพร อาคาร เสาว์-ศรีสุดา บุญเสนอ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 
    ด้วยมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ได้กำหนดให้การจัดงานรำลึกถึงเพ็ญศรี-รพีพร และการมอบรางวัล  “รพีพร”  เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณสุวัฒน์ วรดิลก ให้แก่นักเขียนคุณภาพทุก ๒ ปีนั้น มูลนิธิรพีพรฯได้จัดงานมอบรางวัลไปแล้ว ๒ ครั้ง โดยมี คุณมาโนช พรหมสิงห์ เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนแรก และคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร เป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนที่ ๒ และในปี ๒๕๕๕ นี้ เป็นครั้งที่ ๓ ของการมอบรางวัล มูลนิธิรพีพรฯมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คุณมหรรณพ โฉมเฉลา เป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าว 
      พิธีมอบรางวัล และงานรำลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองของพี่น้องแวดวงวรรณกรรมในปีนี้จัดอย่างเรียบง่ายหากแต่ทรงคุณค่าและอบอุ่น มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล รวมถึงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันทั้งนักเขียนอาวุโส นักเขียนหน้าใหม่ และแขกผู้มีเกียรติ์ที่มาร่วมแสดงความยินดี อาทิเช่น คุณประยอม ซองทอง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๔๘ และ ประธานมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน) คุณกฤษณา อโศกสิน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๑) คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก (น้องสาวคุณสุวัฒน์ วรดิลก) คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมูลนิธิฯ) คุณเจน สงสมพันธุ์ (นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย) คุณบูรพา อารัมภีร (อุปนายกสมาคมนักเขียนฯ) นอกจากนี้ยังมีกรรมการสมาคมนักเขียนฯ และผู้สนใจทั่วไป ได้แก่ คุณพินิจ นิลรัตน์ คุณจิตติ หนูสุข คุณธีระ หนูทอง คุณวรบรรณ ทองวัชระ คุณสร้อยสรวง แสนสุรศิลป์ คุณประยูร หงษาธร และคุณเตือนใจ นิลรัตน์ ที่เป็นตัวแทนสำนักพิมพ์มติชน มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
    ภายหลังการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันพิธีมอบรางวัลในช่วงบ่ายก็เริ่มขึ้น โดยนายกสมาคมนักเขียนฯกล่าวต้อนรับ พร้อมกับแสดงความยินดีกับคุณมหรรณพ โฉมเฉลา จากนั้นประธานมูลนิธิรพีพรฯ และทายาท (คุณจีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก) กล่าวแสดงความยินดี โดยความตอนหนึ่งว่า 
    “แม้ว่าเงินรางวัลจะน้อย แต่ก็ให้ถือว่า เป็นเงินจากนักเขียนเพื่อนักเขียน ด้วยเลือดเนื้อของนักเขียน ที่ทำงานด้วยความมานะ บากบั่น เพื่อเป็นเกียรติยศ และเพื่อมอบเป็นกำลังใจให้นักเขียน จะได้รู้สึกภาคภูมิใจว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกวรรณกรรมของเรา  --- ประยอม ซองทอง” และ “ขอแสดงความยินดี และขอให้ผู้รับรางวัลมีสุขภาพแข็งแรง ผลิตงานที่ดี มีคุณภาพ และสร้างสรรค์ต่อไป --- จีรวรรณ พนมยงค์ วรดิลก”
    หลังจากการกล่าวแสดงความยินดี มูลนิธิรพีพรฯโดยคุณประยอมมอบโล่รางวัล พร้อมด้วยคุณจีรวรรณมอบเงินรางวัล จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และคุณเจนมอบหนังสือจากสมาคมนักเขียนฯเป็นของที่ระลึกแก่คุณมหรรณพด้วย จากนั้น เป็นการเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรคนล่าสุด ดำเนินรายการโดย คุณชมัยภร แสงกระจ่าง ความบางส่วน ดังนี้ 
    คุณมหรรณพ โฉมเฉลา นักเขียนรางวัลรพีพร คนที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เกิดและเติบโตในค่ายมวยชื่อดัง “อิทธิอนุชิต” ของบิดา มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๓ คน คนโตเป็นนักดนตรี คนรองทำงานด้านส่งออก และตัวเองเป็นนักเขียน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี บิดาและมารดาแยกทางกันจึงย้ายมาอยู่กับบิดาซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์จอนห์ แต่จากความเป็นเด็กบ้านแตก เขารู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่อยากเรียนหนังสือ และคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนบีบคั้น ข่มขู่ และทารุณเกินไปสำหรับเด็กบ้านแตกอย่างเขา เขาจึงหนีโรงเรียนแล้วไปหมกตัวอยู่ในโรงหนัง จนถูกไล่ออก ระหว่างนั้นต้องอยู่บ้านเพียงลำพังเมื่อบิดาออกไปทำงาน แต่ด้วยความที่บิดาเป็นนักอ่าน มีหนังสือมากมายหลายประเภท เขาจึงแอบอ่านหนังสือของบิดา เช่น สามเกลอ, พล นิกร กิมหงวน, ผู้ชนะสิบทิศ และวรรณกรรมแปลอื่น ๆ อย่าง เจมส์ บอนด์ หลังจากหยุดเรียน ๑ ปี เขากลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งที่โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ซึ่งผลการเรียนของเขาดีขึ้น จากเคยเรียนได้อันดับท้าย ๆ ของห้อง ขยับขึ้นมาเป็นที่สองของห้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยส่วนตัวแล้วเขาเชื่อว่า อาจเป็นเพราะอำนาจวรรณกรรม เป็นเพราะพลังของการอ่านหนังสือ ที่ทำให้เขามีความคิดความอ่าน ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และยังตอบคำถามตัวเองหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้นด้วย
    คุณมหรรณพสอบเข้าเรียนคณะโบราณคดี มหาวิยาลัยศิลปากร โดยได้อิทธิพลมาจากหนังสือเรื่อง อินเดียนน่า โจนส์ ที่เป็นเรื่องราวของการผจญภัยและแนวโบราณคดี แต่เขาก็ตัดสินใจออกมาก่อนที่จะจบการศึกษา เขารู้สึกว่า าขาโบราณคดีที่เรียนนั้นสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ได้รู้ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการอย่างไร มีกิเลศ มีตัณหาอย่างไรก็จริง กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย บวกกับเป็นช่วงเดียวกันกับที่เขาอกหักจากสาวคนรัก และจากการอ่านหนังสือของคุณขรรค์ชัย บุนปาน เรื่อง “หนี” ยิ่งเป็นแรงขับให้เขาตัดสินใจเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อหาคำตอบให้ชีวิตได้ง่ายขึ้น 
    จากการเปิดใจคุณมหรรณพในช่วงแรกอาจดูเหมือนว่า “ไม่มีอะไรน่าสนใจ” ถือว่าก็เป็นแค่ช่วงชีวิตของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียน และยังครอบครัวแตกแยก แต่หากจะมองกลับกันอีกด้านหนึ่งนั้น  ในทุก ๆ ช่วงชีวิตของเขา เขามีหนังสือเป็นเพื่อน เขาอ่านหนังสือ เขาเรียนรู้ อีกทั้งยังมีความรู้สึกผูกพันกับหนังสือมาโดยตลอด ไม่เพียงตัวเขาที่เป็นนักอ่านเท่านั้น บิดาผู้สะสมหนังสือจำนวนมากก็ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการอ่านของเขาอีกด้วย 
      ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยของคุณมหรรณพนั้น เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อเขาย้ายไปอยู่กับมารดาที่ประเทศออสเตรียถึง ๒ ปี ระหว่างนั้นเขาเรียนภาษาเยอรมัน และทำงานร้านอาหาร เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เขาเปิดบริษัททัวร์กับเพื่อนโดยใช้ความรู้ทางภาษาและทางโบราณคดีทำมาหากิน แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน บริษัททัวร์ก็ต้องปิดตัวลง แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามในการประกอบอาชีพ จึงหันมาร่วมทุนกับเพื่อนเปิดร้านขายของตกแต่งบ้าน และงานศิลปะที่ตลาดนัดสวนจตุจักร แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ใช่เส้นทางชีวิตที่ลงตัวสำหรับเขา เมื่อทุกอย่างล้มเหลวอีกครั้ง เขาจึงหันเหตัวเองไปอยู่กับเพื่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นการกลับเข้าสู่โลกของการอ่านอีกครั้งก็ว่าได้ เมื่อเพื่อนก็เป็นนักอ่านตัวยง มีหนังสือมากมายให้เขาอ่าน เช่น ผลงานเขียนของ วัฒน์ วรรยางกูร หรือ ช่อการะเกด และที่สำคัญไปกว่านั้น การมาอยู่กับเพื่อนคราวนี้เมื่อเพื่อนเห็นว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เพื่อนจึงสนับสนุนและให้กำลังใจในการผลิตงานเขียนเป็นของตัวเอง 
    คุณมหรรณพเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่บัดนั้น ฝึกเขียนเรื่องสั้นอาทิตย์ละเรื่องหรือสองเรื่อง ส่งไปตามหนังสือต่าง ๆ เรื่องสั้นหลายเรื่องถูกทิ้งลงถังขยะ แต่ในที่สุดเรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ คือเรื่อง "จดหมายถึงบรรณาธิการ" ในนิตยสาร "ลลนา" พ.ศ. ๒๕๓๔ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเหมือนหลงเสน่ห์ของงานวรรณกรรม ที่มิอาจแยกตัวเองออกมาจากการเขียนได้ ภายหลังเขามีผลงานรวมเรื่องสั้น และนวนิวยายออกสู่สายตานักอ่านเป็นระยะ ๆ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นเชิงสัญลักษณ์และเสียดสีสังคมอยู่ในที 
    ผลงานเขียนคุณมหรรณพจากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน ได้แก่ รวมเรื่องสั้น “เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก” (ปี ๒๕๓๘) รวมเรื่องสั้น “บ่ายหอยทาก” (ปี ๒๕๔๒) รวมเรื่องสั้น “ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง” (ปี ๒๕๔๕) นวนิยาย สาวงามตาบอดทั้งสิบสอง (ปี ๒๕๔๕) และ นวนิยาย “ในอ้อมกอดกาลี” ปี ๒๕๕๔ ได้รับรางวัลวรรณกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ได้ประดับช่อการะเกด จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จากเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี พ.ศ.๒๕๓๙ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก" ได้รางวัลที่ ๒ จากประกวดเรื่องสั้น ช่อปาริชาต พ.ศ. ๒๕๔๔ จากเรื่อง "ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง" และรางวัลที่ ๓ เซเว่น บุ๊ค อวอร์ดส ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๖ - ๒๕๔๗ จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "บ่ายหอยทาก" 
    ด้านชีวิตครอบครัวนั้น คุณมหรรณพมีคู่ชีวิตที่อยู่ในแวดวงการอ่านการเขียนเช่นเดียวกัน คือ คุณรวิวาร โฉมเฉลา นักเขียน-นักแปลอิสระ ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันบนดอยเชียงดาว ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร แต่ในช่วงแรกของการสร้างครอบครัวนั้น ทำให้เขาห่างหายไปจากการเขียนนานหลายปี โดยเขาให้เหตุผลว่า ในแต่ละช่วงที่ก้าวเดินนั้น มีทั้งการหาที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง เขาและภรรยาร่วมกันสร้างบ้านแต่ก็เป็นการสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป มีเงินทุนมากหน่อยก็ต่อยอดก็สร้างเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ เขามีไร่ลำไยที่แม้เป็นเพียงไร่เล็ก ๆ บนเนื้อที่เพียง ๕ ไร่นั้น แต่ก็ล้วนต้องใช้เวลาและให้ความสำคัญกับทุก ๆ อย่างอย่างเต็มที่เช่นกัน 
    ในวันนั้นคุณรวิวารให้เกียรติเปิดใจกับแขกที่มาร่วมงานฟังด้วยว่า ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นนักเขียนอิสระ กว่าจะสร้างสรรค์งานเขียนหรืองานแปลสำเร็จ หรือได้ตีพิมพ์แต่ละชิ้นนั้นค่อนข้างใช้เวลา และผลงานที่ตีพิมพ์ก็ใช่ว่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในหลาย ๆ ครั้งนั้นเองก็ทำให้ทั้งคู่ประสบปัญหาด้านการเงิน ช่วงแรกของใช้ชีวิตคู่ คุณรวิวารยังไม่เข้าใจในความมุ่งมั่น ความตั้งใจในการเขียนหนังสือของเขา จึงมีปัญหากันบ้างตามประสา แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเรียนรู้เกิดขึ้น และเกิดเป็นความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน เพราะอุดมการณ์ทางการเขียนของคุณมหรรณพนั้นชัดเจนยิ่ง “วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือ การเขียนหนังสือ” คุณรวิวารยังเสริมตอนท้ายอีกว่า “ไม่ว่าสถานะทางเศรษฐกิจหรือทางการเงินของเราจะย่ำแย่แค่ไหน แต่เราก็รู้สึกว่า ปัญหาเหล่านั้นไม่กระทบ และไม่มีผลอะไรกับความรักที่เรามีให้กันและกันเลย”...
    ทั้งนี้ คุณชมัยภร ผู้ดำเนินรายการถามคุณมหรรณพเป็นคำถามสุดท้ายก่อนปิดรายการเปิดใจว่า “ในเมื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขนาดนั้น เหตุใดคุณมหรรณพจึงไม่หันกลับมาทำงานประจำ” และคำตอบที่ได้ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำให้ชัดลงไปอีกว่าผู้ที่ได้รับรางวัลรพีพรคนนี้ มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ต่อการอ่านการเขียน อีกทั้งยังมุ่งมั่น ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ และศรัทธาให้ทุกคนได้ประจักษ์ได้มากเพียงใด ... “การอยู่กับคน อยู่กับงานแบบนั้น มันขัดใจ มันอึดอัด  มันไม่ใช่ตัวเรา รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างมีปัญหากับการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงคิดว่า เขียนหนังสือดีกว่า ... มีชีวิตเพื่อเขียนหนังสือดีกว่า”   
    งานเปิดใจนักเขียนรางวัลรพีพรจบลงไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมิจบลงไปด้วย คือพลังในความรัก พลังของการสร้างสรรค์งานเขียนที่ยังจุดประกายอยู่ในตัวตนของคุณมหรรณพอย่างไม่มีวันหมดสิ้นนั่นเอง

    .................................................

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๖ และการเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ก้าวไปทางไหนดี” // สุณิสา เจริญนา (นิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์)
    (18 Sep 2012 23:55:37 pm)
    โพสต์โดย : suisia
    อ่าน : 1946
    การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๖
    และการเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ก้าวไปทางไหนดี”

    สุณิสา เจริญนา
    สกุลไทย รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๙๙๖
    ประจำวันอังคารที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ 


    วงการวรรณกรรมกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งหลังจากงานประกาศรางวัลหรืองานต่าง ๆ จำเป็นต้องเลื่อนหรือยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางน้ำหลายเดือนก่อน เมื่อมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯจัดพิธีมอบรางวัลสุภาว์ เทวกลุฯ ครั้งที่ ๑๖ และเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยในช่วงเช้าก่อนการมอบรางวัลและการเสวนา มูลนิธิสุภาว์ฯจัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระเพล เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับนางสุภาว์ เทวกุลฯและนักเขียนผู้ล่วงลับ จากนั้นในช่วงบ่ายจึงเป็นพิธีมอบรางวัลและการเสวนาตามลำดับ 
    งานนี้นักเขียน กวี ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างก็มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง อาทิ คุณสุกัญญา ชลศึกษ์ หรือ “กฤษณา อโศกสิน” คุณถาวร สุวรรณ คุณประยอม ซองทอง คุณอดุล จันทรศักดิ์ ม.ล.  สุภรัตน์ เทวกุลฯ (ทายาทของคุณสุภาว์ เทวกุลฯ) คุณชมัยภร แสงกระจ่าง คุณบูรพา อารัมภีร คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า คุณพินิจ นิลรัตน์ คุณเสรี ทัศนศิลป์ คุณจิตติ หนูสุข นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนที่เคยได้รับรางวัลสุภาว์ฯมาร่วมงานด้วย เช่น “ธีรวิชย์ วงศ์มุสิก” “กันย์นรา พิชาพร” “กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ” “จารี จันทราภา” “นทธี ศศิวิมล” “ส.ปาลกะวงศ์” เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีนักอ่าน นักเขียน และกวีหน้าใหม่ที่เคยเข้ารับการอบรมการเขียนกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาร่วมงานและฟังการเสวนาด้วย 
    ช่วงบ่ายของวันนั้นคุณบูรพา อารัมภีร อุปนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนสมาคมนักเขียนกล่าวต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นจึงเป็นการกล่าวต้อนรับจากคุณสุกัญญา ชลศึกษ์ ประธานมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯพร้อมทั้งเปิดงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งในวันนั้น คุณสุกัญญากล่าวในฐานะของเพื่อนสนิทผู้ที่มีศรัทธา ผู้ที่มีความชื่นชมในผลงานของคุณสุภาว์ เทวกุลฯว่า “คุณสุภาว์ฯถือว่าเป็นนักเขียนมือทองในยุคสมัยของเธอที่แสดงถึงลักษณะประสบการณ์ที่ล้ำเลิศ มีรายละเอียดของชีวิต ของประสบการณ์ ของทุกความรู้สึก และทุกจิตสำนึกของมนุษย์ปุถุชนที่เคยเป็น เคยมี บรรจุอยู่ในผลงานครบถ้วนทุกตัวอักษร” ซึ่งภายหลังการกล่าวต้อนรับจากประธานมูลนิธิแล้ว ม.ล.  สุภรัตน์ เทวกุลฯทายาทของคุณสุภาว์ก็กล่าวต้อนรับพร้อมทั้งแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศเช่นกัน 
    จากนั้นคุณชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯอ่านคำประกาศการตัดสินการประกวดรางวัลวรรณกรรมสุภาว์ เทวกุลฯครั้งที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๓ ซึ่งในการประกวดครั้งนี้มีผู้สนใจส่งนวนิยายเข้าประกวด ๑๘ เรื่อง จากผู้ส่งเข้าประกวด ๑๘ คน ภายหลังการพิจารณาจากคณะกรรมการตัดสินทั้ง ๓ คน คือ คุณชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คุณพินิจ นิลรัตน์ และ คุณสาโรจน์ มณีรัตน์ กรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มีนวนิยายผ่านเข้ารอบ ๓ เรื่อง คือ ในรัก ของ “ละเวง ปัญจสุนทร” วาดวิมาน ของ “ชาติณรงค์ วิสุตกุล” และ สัมพันธภาพ ของ “กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ” คณะกรรมการพิจารณาแล้วตัดสินให้นวนิยายเรื่อง ในรัก ของ “ละเวง ปัญจสุนทร” ได้รับรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯครั้งที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๓ โดยได้รับเงินสด ๓๐,๐๐๐ บาทพร้อมโล่รางวัล และสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์เป็นผู้จัดพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรก
    หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลคุณชมัยภร ก็นำเข้าสู่การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” แต่ก่อนการเสวนาจะเริ่มขึ้น เป็นการเปิดใจนักเขียนรางวัลสุภาว์ฯคนล่าสุด “ละเวง ปัญจสุนทร” ให้ทราบถึงแรงบันดาลใจ หรือความเป็นมาของนวนิยายเรื่อง “ในรัก” 
    “ผมอยากเขียนนิยายที่เล่าเรื่องความรัก - - อยากเล่าเรื่องความรักที่มีมากกว่าคนทั่วไปนึกถึง มันมีความรักในครอบครัวเรา ผมเชื่อว่าหลายคนไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วความรักคืออะไร ทั้งที่อยู่ในวัยต่าง ๆ กระทั่งคนที่มีครอบครัวแล้ว สุดท้ายความรักก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เหมือนกัน ผมเลยคิดพล็อตนี้ขึ้นมา”
    “ประเด็นหลักๆ คือผู้ชายพอมีภาระครอบครัว ไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อน ชวนกินข้าวก็ไม่กิน แต่ก็มีบางคนไม่ใช่แค่ไม่กินกับเพื่อน แต่ไม่กินกับภรรยาตัวเอง ไปกินกับสาวอื่น มันเป็นอย่างนี้ ผมหงุดหงิด ทำให้คิดว่าในมุมมองเขา เขามองอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้ ผมว่ามันเกิดขึ้นในสังคมเยอะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดกันว่าครอบครัวมีปัญหาเรื่องนี้ มันถึงมีคำว่า “กิ๊ก” ขึ้นมา แต่ที่มันเป็นนิยายคงไม่ได้เขียนประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา เพียงแต่สร้างเรื่องราวในสิ่งที่เราอยากจะบอก”
    คุณชมัยภรหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลเสริมหลังจากคุณละเวงกล่าวเปิดใจแล้วว่า  “จริงๆ แล้วเขาเขียนดี มีหลายมิติในเรื่องของความรัก เวลาอ่านแล้วจะรู้สึกเหมือนลึกกว่าที่เป็นเรื่องรักกันตามปรกติ ไม่ใช่รักที่ต้องแข่งขัน แย่งชิง และเรื่องนี้ตอนจบดีมาก เขาตั้งใจ เขามีเหตุผล พอถึงตอนจบดิฉันก็ตัดสินใจ ตอนที่เขาจบนั่นแหละ ตอนที่เขาพลิกเรื่อง” 
    ละเวง ปัญจสุนทร เคยได้รับรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๔๑ เรื่อง “บันทึกถึงวันพรุ่งนี้” นอกจากนี้ ยังมีผลงานปรากฏตามหน้านิตยสาร และรวมเล่มอื่น ๆ ได้แก่ “สัญญาณไฟแดงที่รัก” (นิตยสารสกุลไทย/ปี ๒๕๓๘) “ดอกไม้พลาสติก” (หนังสือทำมือ/ปี ๒๕๔๓) “ความตายเป็นเพียงแค่ความฝัน” (รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม/ปี ๒๕๕๓) 
    หลังจากเปิดใจผู้เขียน “ในรัก” คุณชมัยภรก็นำเข้าสู่การเสวนาพิเศษ “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ–ก้าวไปทางไหนดี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสวนากับนักอ่าน นักเขียน ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันผู้รับรางวัลสุภาว์ฯกับก้าวต่อไปของรางวัลว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้ มีการแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งข้อเสนอแนะมากมายจากผู้เข้าร่วมเสวนา เพราะด้วยเหตุที่มูลนิธิเป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำ มีเพียงรายจ่ายที่ต้องใช้สอยเป็นประจำทุกปีสำหรับการจัดการประกวด ทำให้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นลดน้อยลง และต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าในการทำกิจกรรมครั้งถัดไป อีกทั้งคุณมาลีรัตน์ แก้วก่า เหรัญญิกมูลนิธิสุภาว์ฯเพิ่มเติมว่าหากในปีต่อไปที่จะจัดรางวัลคงต้องลดจำนวนผู้รับรางวัลให้น้อยลง จากที่เคยมอบให้ผู้รับรางวัล ๑๕ รางวัล อาจลดลงเหลือ ๑๐ รางวัล ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนหนึ่งเสนอให้มูลนิธิจัดอบรมการเขียนนวนิยายให้กับผู้สนใจทั่วไป และเก็บค่าเข้าอบรมโดยประมาณคนละ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ บาท
    คุณชมัยภรถามผู้ร่วมเสวนาเกี่ยวกับประเภทของรางวัลว่าครั้งต่อไปว่าจะจัดประกวดเรื่องสั้นหรือนวนิยาย โดยในที่ประชุมเสนอให้จัดสลับประเภทเช่นเดียวกับที่มูลนิธิเคยจัด คือ เป็นประเภทเรื่องสั้น เพราะครั้งล่าสุด (ปี ๒๕๕๓) จัดประเภทนวนิยายแล้ว คุณพินิจ นิลรัตน์ จึงเสนอว่า หากจัดประกวดรางวัลประเภทเรื่องสั้น ทางมูลนิธิจะขยายจำนวนหน้าจากเดิม ๕-๘ หน้า เป็นประมาณ ๕-๒๐ หน้า คุณอดุล จันทรศักดิ์ เสนอให้มีการมอบรางวัลชนะเลิศเพียง ๑ รางวัล หรือจัดเป็นลำดับ ๑, ๒, และ ๓ เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของนักเขียน และง่ายต่อการประชาสัมพันธ์             คุณชมัยภรกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคนสำหรับข้อเสนอแนะ และการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ รวมทั้งจะนำข้อเสนอที่ได้ในวันนี้ไปประชุมหารือกับคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อสรุปและบริหารจัดการต่อไป
    ก่อนการเสวนาจะจบลง “ธีรวิชย์ วงศ์มุสิก” และ “กันย์นรา พิชาพร” สองนักเขียนศิษย์เก่าที่เคยได้รับรางวัลสุภาว์ฯแสดงความรู้สึกที่มีต่อรางวัลนี้ว่า 
    “รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ์ มีคุณค่า และมีความหมายยิ่งต่อนักเขียน เป็นการสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจให้กับนักเขียนมือใหม่ อีกทั้งรางวัลสุภาว์ฯก็มิได้ด้อยไปกว่ารางวัลวรรณกรรมอื่น ๆ คณะกรรมการที่ร่วมตัดสินล้วนเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ เป็นกรรมการชุดเดียวกันที่ร่วมตัดสินรางวัลวรรณกรรมสำคัญอื่น ๆ เช่น รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (รางวัลซีไรต์) รางวัลนายอินทร์ อวอร์ด รางวัลเซเว่นบุคส์อวอร์ด  และรางวัลพานแว่นฟ้า เป็นต้น อีกทั้ง ยังรู้สึกภาคภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ และคิดว่า เรื่องเงินรางวัลจะมากหรือน้อยนั้น ไม่ใช่หัวใจสำคัญของการเข้าร่วมประกวด หากแต่เป็นการพิสูจน์ว่า นักเขียนเขียนหนังสือเพื่อให้ได้เขียน มิใช่เขียนหนังสือเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินรางวัลที่ตั้งไว้” 

    ------------------------------

    อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] 8 [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design