สมาชิกล็อกอินที่นี่
อังคาร 17 ตุลาคม 2560
ฟรี !! สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน | ล็อกอิน
home หน้าแรก about เกี่ยวกับสมาคมฯ column คอลัมน์ news ข่าว webboard เว็บบอร์ด writers นักเขียน gallery แกลเลอรี่ member มุมสมาชิก links ลิงค์ contact ติดต่อ

คอลัมน์
297 คอลัมน์ ดูทั้งหมด >>

งานเสวนานักเขียน 4 ภูมิภาค

ข่าวและกิจกรรม
ข่าวสมาคมนักเขียน
‘เพชรพระอุมา – พรานไพรสุภาพบุรุษ’ ลึกจาก ‘พนมเทียน’ ในโลกนักอ่าน บ้านนักเขียน (17 Dec 2011)
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ
การประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ครั้งที่ ๑๗ (ปี ๒๕๕๖) (12 Dec 2012)


combangweb
lush indie magazine
on open
e-bke
นาครมีเดีย
  • http://www.kwanruen.com/
    ขวัญเรือน
  • http://www.wordreference.com/
    ดิกฯ ภาษาอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ
  • http://www.rd-bookclub.com/
    รหัสคดี สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องแนวรหัสคดี
  • http://www.combangweb.com/
    สำนักพิมพ์คมบาง พิมพ์งานวรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมคลาสสิค งานเขียนของชมัยภร แสงกระจ่าง มีแกลเลอรี่ เว็บบอร์ดพูดคุยและคอลัมน์ดีๆ น่าอ่าน
  • http://www.sarakadee.com
    นิตยสารสารคดี
  • http://www.napetch.com/
    ณ เพชร สำนักพิมพ์ / เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ
  • http://www.thaiwriterassociation.org/
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • http://www.osotho.com/
    อสท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • http://bookgang.net/
    ก๊วนปาร์ตี้
  • http://www.typhoonbooks.com/
    สำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักของปราบดา หยุ่น

  • หน้า [1] [2] [3] [4] [5] 6 [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    กิจกรรมสมาคมนักเขียน
    นักเขียนอินเดียจากสถาบันวรรณกรรมแห่งชาติ เยี่ยมสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 13 กค 2556
    (21 Jul 2013 7:08:25 am)
    โพสต์โดย : mataree
    อ่าน : 2036

    นักเขียนอินเดียจากสถาบันวรรณกรรมแห่งชาติ ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยตามโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทย - อินเดีย โดยกระทรวงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ตามข้อตกลงปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๗ โดยนักเขียนชาวอินเดียที่เดินทางมาเยือนทั้ง ๔ ท่าน ได้แก่
    ๑. ดร.ศรีนิวาสะ เรา เลขาธิการสถาบันพัฒนาอักษร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศอินเดีย
    ๒. ดร.ริต้า ชูคลา
    ๓. อาร์จัน เดโอ จารัน
    ๔. ศจ. ดร.ฮเรกฤษณะ สะตะภาธี

    โดยในวันเสาร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ คุณนาถนิศา สุขจิตต์ ผู้บริหารสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำคณะบุคคลดังกล่าวมาเยี่ยมชมสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย โดยมีนายเจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนฯ และเหล่าคณะกรรมการสมาคมให้การต้อนรับ รวมทั้งพาชมพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียน ส.บุญเสนอ ก่อนเลี้ยงรับรองอาหารกลางวันในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทั้งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทัศนะต่อวงวรรณกรรมของทั้งสองประเทศอย่างน่าสนใจ
    นายเจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้รจนาบทกวีเป็นการต้อนรับเหล่านักเขียนจากดินแดนภารตะ ใจความดังนี้

    Dear Ladies and Gentlemen,
    Not to read is not at all a fatal deed
    The uncivilized and beasts 
    Neither learn, nor read, nor ever hold a pen
    Live lives in nature, without culture, without wisdom, 
    Without glory or civilization
    Without dreams, or aesthetical sense to light their way,
    No past and no future
    Dear Learned Ones,
    Our forefathers created a wealth of races, of cultures and of nations.
    Without literature to narrate and treasure the glory,
    All would have withered away with time.
    The identities of each of us in our regions,
    Inherited through words and writings,
    Tell fair legends, in hear-touch literatures
    To stand against time, and last ten thousands years.

    หนังสือ
    ท่านผู้มีเกียรติ ทั้งหลาย
    ไม่อ่านก็ไม่ตาย มิใช่หรือ
    คนป่าเขา หมู หมา โค กระบือ
    ไม่ได้เรียนหนังสือถือปากกา
    ก็อยู่อย่างส่ำสัตว์เดรัจฉาน
    มิสืบสานมิสำแดงแสวงหา
    มิสืบเสาะสั่งสมบ่มปัญญา
    มิสร้างอารยธรรมอันงามงด
    ไม่มีการประดิษฐ์คิดสิ่งใหม่
    มิสานต่อฝันใฝ่ให้ปรากฏ
    ทอนความรู้ความดีสุนทรียรส
    พิสัยแห่งอนาคตคงหมดวับ
    ท่านนักปราชญ์..
    ความเป็นชาติยิ่งใหญ่สิ่งใดประดับ
    หากขาดคำอธิบายขยายทับ
    ก็ร่วงโรยลาลับกับเวลา
    อัตลักษณ์ชาติเชื้อในเครือย่าน
    ได้สืบสานสำเนียงเสียงภาษา
    เล่าได้เข้ม เขียนได้ถึง ตรึงอุรา
    ย่อมเติบกล้าอายุยืนเป็นหมื่นปี

    บทกวีข้างต้นเป็นบทแปลของบทกวีที่ชื่อว่า “หนังสือ” ซึ่ง เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ใช้เพื่อต้อนรับคณะนักเขียนจากประเทศอินเดีย ซึ่งนำทีมมาโดย ดร. ศรีนิวาสเรา (Dr. K. Sreenivasarao) เลขาธิการสถาบันอักษรสฮิตยา (Sahitya Letter Academy) กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศอินเดีย
    การเดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 


    โครงการแลกเปลี่ยนวรรณกรรมในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อตกลง (MOU) ที่ทำขึ้นระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย คณะที่มาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน คือ ดร. ศรีนิวาสเรา หัวหน้าคณะ พร้อมด้วยนักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายชื่อดังที่เป็นสตรีคนเดียวในคณะคือ ดร.ริต้า เชือขลา (Dr. Rita Chukla) นักเขียนบทละคร ดร. อารยัน จรัญ (Dr. Arjun Deo Charan) และกวีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้นำการแลกเปลี่ยนคือ ศาสตราจารย์ ดร. ฮาเร กฤษณะ สตาปะตี (Prof. Dr. Harekrishna Satapathy)

    ดร. สตาปะตี ได้แสดงความประทับใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งไม่ได้ต่างไปจากอินเดีย โดยเฉพาะมรดกทางวรรณกรรมที่มีต้นกำเนิดจากรามายณะ หรือภควัทคีตา โดยมีรูปรอบภาษามาจากสันสกฤต และบาลี บทกวีที่มาจากสันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน จึงมีท่วงทำนองที่คนทั้งสองประเทศคุ้นเคย เช่น ภาษาสวด ..พุทธัง สรณัง คัจฉามิ..


    ส่งท้าย เพื่อให้เห็นท่วงทำนองบทกวีที่ร่ายด้วยภาษาที่คล้ายคลึงกัน ดร. สตาปะตี ได้เขียนบทกวีความประทับใจเป็นบทกวีที่สรรเสริญประเทศไทย 3 ประการ คือ
     1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
    2. สุนทรภู่ จินตกวีที่รังสรรค์ผลงานได้อย่างน่าอัศจรรย์ 
    และ 3. ผู้คนที่เขาได้พบเจอรอยยิ้ม ซึ่งเป็นดินแดนยิ้มสยาม 
    อ่านเป็นทำนองโคลงของอินเดีย จนนราวดี (เพ็ญศรี เคียงศิริ) อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแลกเปลี่ยน ต้องถามย้ำว่าคุณอ่านบทกวีหรือร้องเพลง ดร. สตาปะตี บอกว่านี่คือการอ่านบทกวีที่มาจากสันสกฤต

    เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จึงเขียนบทกวีและขับเสภาแลกเปลี่ยนในเดี๋ยวนั้น สร้างเสียงปรบมือดังสนั่นเวทีแลกเปลี่ยน ว่านี่คือการตอบโต้กันด้วยปฏิภาณกวี ที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวันนี้ระทึกใจและประทับใจ บทกวีบทดังกล่าวมีว่า

    เออ.. เอิง... เอย...
    ขอให้มิตรภาพอันซาบซึ้ง ได้ตราตรึงร้อยรักด้วยอักษร
    ไทย-อินเดีย มีสายใยให้นิวรณ์ เพื่อสะท้อนความเป็นมิตร.. สนิทนาน..ฯ

    ภาพและข้อมูลจาก http://www.facebook.com/pk.whooppy
    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติ ครั้งที่1: พลังขับเคลื่อนของกลุ่ม stand alone โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (04 Jun 2013 13:00:37 pm)
    โพสต์โดย : midorikwa
    อ่าน : 1967

    ภาพงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ใครต่อมิใครเคยจดจำกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าติดตาม

    เพราะอีกไม่นานจะมีงานสัปดาห์หนังสือของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งจัดขึ้นด้วยดวงใจอันยิ่งใหญ่เกินตัว

    แม้เงินทุนของบรรดาร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กจะไม่มากมายเหมือนร้านยักษ์ใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำจิตน้ำใจของพวกเขาไม่เล็กตามขนาดร้านและกระเป๋าสตางค์เลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของร้านหนังสือเล็กๆ จะกระท่อนกระแท่น บางรายต้องปิดตัวไปอย่างจำใจและมีทีท่าว่าจะเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ

    จนกระทั่งร้านหนังสือเล็กๆ ที่ต้องคอยประคับประคองกิจการของตนให้ไม่ล้มครืน ยอมผละมือมาจับกัน และสร้างเครือข่ายที่น่าจะเหนียวแน่นกว่าลำพังมือเดียว จนเป็นที่มาของเครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ร้านหนังสือเล็กๆ ได้แอบอิงอย่างอุ่นใจจะครบขวบปีแล้ว

    และในปลายเดือนนี้เองเครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็กก็ได้แสดงพลังอีกครั้งโดยจัดงาน 'สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติ ครั้งที่ 1' (สอช.)ขึ้นทั่วประเทศหมุนเวียนไปตามร้านหนังสืออิสระทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 22-29 มิถุนายน 2556 นี้

    สำหรับรายนามร้านหนังสือที่เข้าร่วมโครงการนี้ แม้ไม่มากมาย แต่เชื่อว่าน่าจะคุ้นหูคุ้นตานักอ่านเป็นอย่างดี ได้แก่ กาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี), บูคู (ปัตตานี), ฟิลาเดลเฟีย (อุบลราชธานี), เฟื่องนคร (นครราชสีมา), มะลิ มะลิ (กรุงเทพฯ), ร้านเล่า (เชียงใหม่),ร้านหนังสือเดินทาง (กรุงเทพฯ), ริมขอบฟ้า (กรุงเทพฯ), สวนเงินมีมา (กรุงเทพฯ),สุนทรภู่ (ระยอง), หนัง (สือ) 2521 (ภูเก็ต), เอกาลิเต้ (ลำปาง), Bookmoby (กรุงเทพฯ), Book Re:public (เชียงใหม่) และ Booktopia (อุทัยธานี)

    กองทัพย่อมมีแม่ทัพ ดังนั้นการจัดงานใหญ่ย่อมมีผู้นำ และต้องเป็นผู้นำที่เชื่อถือได้อันได้แก่ จรัญ หอมเทียนทอง เป็นประธานโครงการ, วินัย ชาติอนันต์ เป็นรองประธานฝ่ายสายส่ง, สกุณี ณัฐพูลวัฒน์ เป็นรองประธานฝ่ายร้านหนังสือ และเรืองเดช จันทรคีรี เป็นรองประธานฝ่ายสำนักพิมพ์

    งานสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระมีที่มาที่ไปอย่างไร?
    เรืองเดช
     "ถ้าเป็นทางการก็ต้องนับตั้งแต่วันประชุมใหญ่ครั้งแรกของ คสล.(เครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก) คือเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนปีที่แล้ว ในหัวข้อ 'ทางเลือก ทางลง ทางเลิก หรือทางรุ่ง ของธุรกิจอิสระขนาดเล็กในวงการหนังสือไทย’ ที่อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    แต่ถ้าไม่เป็นทางการมันก็นานเป็นสิบปีที่ธุรกิจเล็กๆ ในวงการหนังสือ โดยเฉพาะคนทำหนังสืออิสระ เริ่มตระหนักถึงที่อยู่ที่ยืนของกลุ่มตัวเองว่านับวันจะถูกระบบผลักให้ไปยืนขอบเหวมากขึ้น

    ตอนปลายปี 2546 ถึงต้นปี 2547 ชาติ กอบจิตติเดินสายพบแฟนนักอ่านของเขาตามร้านหนังสือต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 30 จังหวัด เขาพบว่าร้านหนังสือเล็กๆ กำลังแแพ้เปรียบร้านเครือข่าย จำเป็นต้องสร้างอำนาจต่อรอง คุณชาติสรุปว่า “ถ้าเราแรงน้อยเราก็ควรจะรวมตัว แล้วเอาพลังที่เพิ่มขึ้นนั้นไปต่อรอง อย่างถ้าเราเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ตอนนี้ร้านเล็กๆ ทั่วประเทศมีสัดส่วนมากกว่าร้านใหญ่นะ เพียงแต่เราไม่มีการสร้างเครือข่ายเพื่อต่อรองเท่านั้น ถ้ารวมตัวกันติดต่อรองกันได้อำนาจมันก็จะคานอีกฟาก สุดท้ายร้านใหญ่เขาก็อยู่ได้ขณะเดียวกันร้านเล็กๆ ก็รอด...อย่าลืมนะว่าถึงตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือรายใหญ่หรือสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาก็ยังต้องอาศัยร้านเล็กวางหนังสืออยู่นะ เขาไม่ได้วางแค่ร้านใหญ่อย่างเดียว นี่คือเราพูดเฉพาะขณะนี้นะ แต่ในอนาคตไม่แน่...ถ้าเขาสามารถยึดพื้นที่ได้เต็มเขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งร้านเล็ก"

    ชาติ กอบจิตติวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีร้านหนังสือทั่วประเทศประมาณ 700 ร้าน เป็นเครือข่ายซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์150 สาขา เครือข่ายนายอินทร์ประมาณ 60 สาขา และเครือข่ายบุ๊คสไมล์ 50 สาขาสรุปคือ ในปี 2547 ร้านหนังสือเครือข่ายมีประมาณ 250 ร้าน ร้านอิสระมีประมาณ 450 ร้าน

    9 ปีผ่านมาถึงวันนี้ สถานการณ์เข้าขั้นสายเกินไปแล้วเมื่อร้านหนังสือทั่วประเทศประมาณ 3,500 ร้านเป็นร้านเครือข่ายกว่า 3,000 ร้าน มีร้านหนังสืออิสระเหลืออยู่ไม่เกิน 250 ร้าน จำนวนใกล้เคียงกับร้านนายอินทร์เพียงเครือข่ายเดียว ร้านหนังสืออิสระที่มีคุณภาพมีเอกลักษณ์จริงๆ มีไม่เกิน 20 ร้านด้วยซ้ำ

    หรือจะย้อนไปไกลกว่านั้น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 คุณรวี สิริอิสระนันท์จัดกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใช้ชื่องานว่า "ทางเลือก-ทางรอดของวรรณกรรมนอกกระแส" เขาเชิญผม เชิญคุณจตุพล บุญพลัดหรือคุณชีวี ชีวาบรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ เชิญคุณวชิระ บัวสนธ์, คุณรักษ์ มนันยา ที่ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการดอกหญ้าไปพูดคุยกันว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรหนังสือวรรณกรรมจึงขายไม่ได้ ทำไมสำนักพิมพ์เล็กๆ จึงอยู่รอดยาก คุณรวีกับเพื่อนๆ จัดกิจกรรมเสวนา "ทางเลือก-ทางรอดของวรรณกรรมนอกกระแส" ต่อเนื่องกัน 3 ปีเพื่อสร้างพื้นที่ให้วรรณกรรมทางเลือก เริ่มเกิดปรากฏการณ์ของหนังสือมือทำและการจัดงานหนังสือริมน้ำที่สวนสันติชัยปราการ กระทั่งรวมตัวเป็นเครือข่ายหนังสืออิสระ หรือ Indy Book Net เป็นตัวตั้งตัวตีจัดงาน Indy Book Day ขึ้นครั้งแรกในปี 2546 ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง แล้วพัฒนาต่อมาเป็น "งานมหกรรมหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย" จัดต่อเนื่องกัน 6 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน มีนาคม 2554

    จึงเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อหาที่พื้นที่ให้กับหนังสือทางเลือกและสำนักพิมพ์อิสระนี่ยาวนานกว่า 10 ปีแล้ว และพิจารณาในแง่ตัวบุคคลและเครือข่ายแล้วถือว่าเป็นขบวนการที่ต่อเนื่อง เพียงแต่ใครเหนื่อยก็พัก ใครอาสาสมัครจะทำก็รับไม้ต่อ มันขาดแต่การออกแบบกิจกรรมที่นำไปสู่การสร้างระบบที่ผู้มาทีหลังสามารถสานต่อและต่อยอดได้เท่านั้น

    งานสัปดาห์หนังสืออิสระแห่งชาติเป็นการออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างระบบ อันเป็นปฏิบัติการณ์หนึ่งใน 2-3 อย่างที่เกิดขึ้นหลังจากการประชุมใหญ่ คสล.เมื่อปีที่แล้ว"

    จัดงานสัปดาห์หนังสือโดยกลุ่มร้านหนังสืออิสระแบบนี้เป็นการประชดประชันงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรือกรุงเทพฯเมืองหนังสือโลกหรือเปล่า?

    เรืองเดช
     "เปล่าเลยครับ ถ้าพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ว่ามาจะเห็นเลยว่าไม่เกี่ยวกัน กรุงเทพฯเมืองหนังสือโลกมาทีหลัง และมาแค่ปีเดียวกระมังถ้าไม่มีโครงการสานต่อ แต่สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติมีครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไปแน่ ความจริงเราก็อยากให้ทาง กทม.หรือ สสส.ยื่นไมตรีมาเกี่ยวกับเราบ้างหากเห็นว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะเราไม่มีงบไม่มีทุน ครั้นจะให้เขียนโครงการของบ พวกเราก็ทำไม่เป็น ก็ว่ากันไปลุ่นๆ จริงๆ กันไป ทำดีที่สุด ได้แค่ไหนก็แค่นั้น"

    นี่คือสัญญาณว่าร้านหนังสืออิสระกำลังร่อแร่หรือไม่ หรือเป็นสัญญาณที่ดีที่มีการจับมือกัน สามัคคีกัน?

    เรืองเดช
     "สอช.เป็นสัญญาณที่ดี เป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการหนังสือ เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซึ่งบอกว่ามีทางออกแล้ว ในรอบ 9 ปีที่คุณชาติมองเห็นภาพว่าร้านหนังสืออิสระกำลังถูกเชนสโตร์คุกคามนั้นมีร้านหนังสืออิสระบางร้านอย่างเช่น 'ร้านเล่า' และ 'ร้านหนังสือเดินทาง' อยู่รอดมาได้ ทั้งสองร้านนี้มีอายุเกิน 10 ปีแล้วแม้จะต้องย้ายทำเลกันร้านละ 3 หน อีกทั้งในช่วงสองสามปีมานี้มีร้านหนังสืออิสระที่มีคุณภาพมีเอกลักษณ์เกิดขึ้นอีกจนรวมกันเกินกว่า 10 ร้าน นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการธุรกิจหนังสือ

    เมื่อก่อนมีร้านธมบุ๊คซาลองของคุณเชิด ทรงศรี มีร้านบุ๊คแอนด์เบียร์ของอาจารย์นพพร สุวรรณพานิช แต่มันเกิดทีละร้านแล้วก็เลิกราไปและเกิดเฉพาะในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ต่างจังหวัดอาจมีบ้าง เช่นร้านนาคร-บวรรัตน์ของคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช แต่ไม่เคยปรากฏการณ์มีร้านหนังสืออิสระที่ขยันจัดกิจกรรมมีความอดทนมีใจรักในธุรกิจเกิดขึ้นพร้อมกัน 10 กว่าแห่งทั่วทุกภูมิภาค บางจังหวัดอย่างเชียงใหม่และอุทัยธานีมี 2 ร้านด้วยซ้ำ และมีแนวโน้มว่าหลังจาก สอช.แล้ว จะเกิดขึ้นอีกมาก เพราะคำตอบมีให้แล้วว่าการทำธุรกิจร้านหนังสืออิสระไปได้ ทำแล้วอยู่ได้ คุณทราบไหมร้านฟิลาเดลเฟียที่อุบลฯกำลังลงทุนสร้างบ้านหรือก็คือร้านใหม่ ร้านเฟื่องนครเมื่อย้ายไปอยู่ทำเลที่สามสามารถผสานการทำงานกับชุมชนถึงขั้นจะออกแบบธุรกิจสร้างสรรค์ในระดับจังหวัดกันแล้ว บุ๊ครีพับลิคที่เชียงใหม่จัดประชุมคู่ขนานเรื่องนโยบายน้ำคู่ขนานกับรัฐบาลจนเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อเร็วๆ นี้ หรือร้านก็องดิดที่บริหารโดยคุณดวงฤทัย เอสะนาชาตังที่จะเปิดในทำเลใหม่เดือนสิงหาคมนี้ก็อยู่ในทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยามีสถานที่กว้างขวางเหมาะแก่การชุมนุมนักเขียนนักอ่านเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง ไม่นับบุ๊คโมบี้ฯที่ได้นักคิดนักสร้างสรรค์อย่างปราบดา หยุ่นบริหารจัดการที่กลายเป็นสถานที่นัดพบของคนรุ่นใหม่ผู้มีวัฒนธรรมไปแล้ว

    ผมเชื่อว่าปีหน้า ร้านหนังสืออิสระจะเป็นกระแสยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอ่านสาระบันเทิงใหม่ๆ ด้วยวิธีการใหม่ที่ผสมผสานหลายสื่อเข้าด้วยกัน โดยยังมีตัวหนังสือกระดาษเป็นแกนกลางอยู่"

    ดูจากรายชื่อร้านหนังสืออิสระที่เข้าร่วม ถือว่าน้อยไปไหม หรืออันที่จริงร้านหนังสืออิสระก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว?

    เรืองเดช "ถ้านับจำนวนแม้เทียบกับร้านหนังสือห้องแถวที่จัดเป็นร้านเอกเทศ หรือ stand alone รวมกับร้านเครือข่ายเล็กอย่างเส้งโหและแพร่พิทยา ก็ถือว่าน้อยมาก เพราะเป็น 15 ร้านจาก 250 ร้าน แต่ในแง่คุณภาพแล้วถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีพลัง เพราะหลายร้านอดทนต่อสู้ สร้างกิจกรรมจนมีพื้นที่ในการรับรู้ของผู้คนมากพอจากระดับท้องถิ่น สู่ระดับภูมิภาค จนกระทั่งระดับประเทศ เมื่อจับมาเชื่อมโยงให้เห็นภาพเป็นโครงข่าย พลังรวมจึงเกิดขึ้น

    ปีนี้มีร้านอื่นๆ มาขอเข้าร่วมอีก 2-3 ราย แต่เราดูคุณสมบัติแล้วยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงยกยอดไปปีหน้า ให้เขามีเวลาพัฒนาไปอีกระยะ

    คสล.ได้จับมือกับโครงการร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิดของเครือข่ายนักอ่านไทยซึ่งมีคุณปราย พันแสงเป็นหัวเรือใหญ่แล้วด้วย ร้านสุนทรภู่ที่ระยองเป็นร้านแรกของโครงการนี้จะเปิดเป็นทางการในวันที่ 26 มิ.ย.เพื่อร่วม สอช.ด้วย ถ้าโครงการร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิดขยายตัวได้อย่างที่วางเป้าหมาย งาน สอช.ปีหน้าจะมีร้านหนังสืออิสระที่มีคุณภาพเข้าร่วมมากกว่า 30 ร้าน และถ้าสายส่งลงพื้นที่ปรับสภาพร้านเดิมที่เป็นคู่ค้าให้มีคุณภาพมีเอกลักษณ์มากขึ้น เป้าหมายจำนวน 50 ร้านน่าจะเป็นไปได้ ซึ่งถ้ามีถึง 50 ร้านก็เริ่มส่งผลบวกต่อธุรกิจหนังสือโดยรวมอย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว"

    ถามแบบมาตรฐานงานหนังสือ---ในงานมีกิจกรรมเด่นอะไรบ้าง?

    เรืองเดช "กิจกรรมพื้นฐานที่สุดในงานสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระคือรายการนักเขียนพบนักอ่านในร้านหนังสือ แต่ปีนี้ไม่ได้ประสานไปทางสมาคมต้นน้ำของวงการหนังสือทั้ง 4 สมาคม จึงยังไม่มีการจัดกิจกรรมที่ริเริ่มจากสมาคมต้นน้ำร่วมกับร้าน เช่น กิจกรรมเปิดตัวหนังสือ แจกลายเซ็นนักเขียน กิจกรรมอ่านบทกวี ฯลฯ แต่ก็พยายามประสานนักเขียนในพื้นที่เป็นรายบุคคลแทนปีนี้บอกกล่าวกันไม่ทัน จริงๆ ควรเริ่มประกาศเชิญชวนให้สำนักพิมพ์ส่งรายชื่อนักเขียนที่จะร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี

    ในส่วนกิจกรรมที่ริเริ่มจากร้านเองจะเป็นรายการเสวนาในหัวข้อต่างๆ ซึ่งปกติแต่ละร้านก็มีการจัดอยู่บ่อยครั้ง บางร้านก็เรียกได้ว่ามีทุกเดือนอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงสอช. อาจจะถี่หน่อยคือในรอบ 8 วันบางร้านอาจจัดถึง 3 รายการ

    อีกส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายจากสำนักพิมพ์เล็ก มีหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น

    1.สำนักพิมพ์ผีเสื้อมอบหนังสือเป็นพิเศษแก่ผู้อ่านทุกท่านที่ซื้อหนังสือของสนพ.ใดก็ได้จากร้านที่เข้าร่วม 3 เล่มขึ้นไป ใน สอช.โดยขอใบเสร็จจากร้านส่งไปยังสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

    2.สำนักพิมพ์รหัสคดีมอบหนังสือแถมให้ผู้ที่ซื้อหนังสือจากร้านที่เข้าร่วม (15 ชื่อเรื่องๆละ 2 เล่ม รวมร้านละ 30 เล่ม) โดยมีเงื่อนไขซื้อหนังสือของสนพ.ใดก็ได้ในร้านที่เข้าร่วม 1 เล่ม แถมหนังสือสนพ.รหัสคดี 1 เล่มในราคาที่เท่ากันหรือต่ำกว่า (หนังสือแถมรับที่ร้านได้ทันที หมดแล้วหมดเลย)

    3.สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นใช้วิธีสนับสนุนแบบเดียวกับสนพ.รหัสคดี วิธีนี้หนังสือที่มอบให้เป็นของแถมต้องไม่มีวางจำหน่ายในร้านนั้นๆ ในช่วง สอช. เพื่อให้หนังสือแถมมีพลังเพิ่มขึ้น

    4.สำนักพิมพ์สารคดีจัดกิจกรรม 'หนึ่งวันซื้อหนังสือ 3 ร้าน เที่ยว 3 แพร่ง' ร่วมกับร้านหนังสือเดินทาง, ริมขอบฟ้า และสวนเงินมีมา โดยให้ผู้อ่านปั๊มตราร้านในพาสปอร์ตครบ 3 ร้านใน 1 วันในช่วง สอช.แล้วเขียนชื่อที่อยู่ใส่กล่องที่ร้านทั้งสามเพื่อนำไปจับฉลากชิงรางวัลพิเศษ"

    หากเป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผู้จัดมักจะหวังผลเป็นเม็ดเงินมหาศาล แล้วงานสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระหวังผลอะไรบ้าง?

    เรืองเดช "ผลลัพธ์ที่คาดหวัง หรือวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย เบื้องต้นหรือเฉพาะหน้าเฉพาะครั้งก็มี 3-4 อย่าง

    1.เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ร้านหนังสืออิสระประจำท้องถิ่นเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นทั้งในระดับชุมชน ระดับภูมิภาคและระดับชาติ

    2.เพื่อให้ผู้คนในวงการหนังสือและนอกวงการได้ร่วมกันให้กำลังใจร้านหนังสืออิสระที่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อประกอบสัมมาชีพที่ตนรักและเชื่อมั่นให้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

    3.เพื่อให้เป็นหมุดหมายเชื่อมโยงระหว่างร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กด้วยกันเองเชื่อมโยงร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ สายส่ง และผู้อ่านนำไปสู่การจัดระบบห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก

    4.ส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเพื่อพัฒนาคุณภาพและเนื้อหาที่แตกต่างหลากหลายควบคู่กับความมีเอกลักษณ์ของแต่ละราย

    ส่วนเป้าหมายเบื้องลึก หรือระยะยาวคือ ให้เป็นหัวหอกในการเสริมสร้างความมั่นคงธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่น เป็นศูนย์ทางวัฒนธรรมและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ร้านค้าอิสระยิ่งมีมากเท่าไร โอกาสเลือกและความหลากหลายก็ยิ่งมีมากเท่านั้นรวมถึงชุมชนนั้นก็รักษาความเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง ทำให้มีการจ้างงานมีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ประหยัดพลังงาน รักษาสภาพแวดล้อมอย่าเพิ่งให้อธิบายรายละเอียดเลย จะกลายเป็นความเพ้อเจ้อไป เอาแค่เป้าหมายระยะสั้นให้ได้ก่อนแล้วกัน

    เรื่องเม็ดเงินมหาศาลไม่ได้หวังครับ ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมากกว่าการขายกันก่อนดีกว่า เงินจะไหลมาทีหลัง"

    การจัดงานทั่วประเทศแบบนี้ หวังให้เป็นการหว่านเมล็ดรอครั้งหน้าเลยหรือเปล่า?

    เรืองเดช "คำตอบได้ให้ไปแล้ว อย่าเรียกว่าการหว่านเมล็ดหรือหว่านพืชเพื่อหวังผลเลย ผลจะเป็นอย่างไร เราไม่รู้หรอก แต่ต้องทำเหตุให้ดีที่สุดก่อน นั่นหมายถึงวางรากฐานให้ต่อยอดได้ ถ้ารากลึกฐานกว้างก็ต่อยอดขึ้นไปได้สูงเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น กรอบเวลาจัด สอช.ใครๆ ก็รู้ล่วงหน้าได้ว่าเป็นปลายเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งมีที่มามีเหตุผลของมันอยู่ ทำไมสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติควรจัดในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ของทุกปี

    1.เครือข่าย สนพ.อิสระขนาดเล็ก จัดประชุมใหญ่ครั้งแรกเมื่อ 23 มิ.ย. 2555 และวันต่อมาเริ่มเปิดแฟนเผจเป็นทางการ 2 แฟนเผจและเปลี่ยนชื่อเป็นเครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก เพื่อรวมสนพ.และร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กเข้ามาเป็นเครือข่ายเดียวกันคสล.จึงถือเอาวันที่ 24 มิ.ย.2555 เป็นวันเริ่มต้นเครือข่าย

    อนึ่ง วันที่ 24 มิ.ย.เป็นวันชาติไทย โดยเฉพาะ 24 มิ.ย.2555 ครบรอบ 80 ปีพอดี

    2.การจัดช่วงปลายเดือนนอกจากจะมีวันที่ 24 มิ.ย. เป็นวันสำคัญแล้วยังมีวันที่ 26 มิ.ย. เป็นวันสุนทรภู่ด้วยทั้งสองวันสำคัญนี้เหมาะแก่การจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระให้ตรงกับวันได้

    3.ปลายเดือนมิถุนายนอยู่หลังงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประมาณ 2 เดือนกว่า ผู้อ่านน่าจะกระตือรือร้นในการเข้าร่วมแล้ว

    4.ผลจากข้อ 3 สนพ.จะเตรียมทรัพยากรสำหรับงานนี้ไปพร้อมกับงานเดือนเมษาได้สะดวกขึ้น เช่น พิมพ์ใบคั่นหนังสือเผื่อไว้ (บางเจ้าลงหลายแบบพร้อมกันจะได้ออกแบบสำหรับงานสัปดาห์ร้านหนังสือไปเลย)

    5.ผลจากข้อ 3 และ 4 สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือในปริมาณที่ขายต่อในงานร้านหนังสืออิสระได้ตรงนี้ร้าน ต่างจังหวัดจะได้ประโยชน์กว่าร้านในกรุงเทพฯ เช่นตอนนี้หนังสือรหัสคดีบางปกมีนโยบายพิมพ์ขายเฉพาะงานศูนย์สิริกิติ์ 2 งานโดยไม่วางตามร้านหนังสือเลย ก็จะมีโอกาสวางตามขายตามร้านอิสระที่อยู่ต่างจังหวัดในช่วงงานปลายเดือนมิถุนายน (ขอโทษที่ต้องยกตัวอย่างของตัวเองเพราะจะได้เห็นภาพชัด ปีนี้รหัสคดียังไม่มีหนังสือวางขาย มีแต่หนังสือไปให้แถม)

    แต่ละปีจะรู้ได้เองเลยว่าสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติจะมีขึ้นเมื่อไร หลักก็คือจัดช่วงปลายเดือน มิ.ย. ของทุกปี ระยะเวลา 8 หรือ 9 วัน ให้คร่อมวันที่ 24 และ 26 มิ.ย.ด้วยทุกปี เช่น ครั้งที่ 2 ปีหน้าจะจัดระหว่างวันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. จบวันเสาร์ที่ 28 มิ.ย. (คร่อมวันที่ 24 และ 26 เช่นเดียวกับปีนี้) หรือจะให้ไปจบวันอาทิตย์ที่ 29 มิ.ย. เลยก็ได้

    ถ้าผลักสัปดาห์ร้านหนังสือแห่งชาติให้เป็นวาระของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯและมีแผนกส่งเสริมกิจการร้านหนังสืออิสระอย่างจริงจัง ก็จะมีคนรุ่นใหม่กล้าเข้ามาในธุรกิจนี้มากขึ้นแน่นอน ภายใน 4-5 ปีเครือข่ายร้านหนังสืออิสระจะถ่วงดุลกับเครือข่ายนายอินทร์และซีเอ็ดได้ สีสันความหลากหลายจะเกิดขึ้นในวงการหนังสือ เนื่องจากร้านเครือข่ายเองก็จะเจอปัญหาค่าเช่าในโมเดิร์นเทรดแพงขึ้น ต้องปรับไปขายสินค้านอนบุ๊ค (Non-book) มากขึ้น ความเป็นร้านหนังสือที่มีสีสันมีทางเลือกหลากหลายจะยิ่งลดน้อยลงไปอีก คนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมจะหันเข้าร้านหนังสืออิสระมากขึ้น"

    เพราะฉะนั้นคงจะดีหากคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมจะไปร่วมงานสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติครั้งที่ 1 นี้กันถ้วนหน้า

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    http://www.bangkokbiznews.com/

    Life Style : Read & Write
    วันที่ 3 มิถุนายน 2556 06:00
    อ่านต่อ...next
    หนังสือ
    สัมภาษณ์ บรรณาธิการ นิตยสาร "ปล่อย" E-book
    (29 May 2013 14:51:34 pm)
    โพสต์โดย : midorikwa
    อ่าน : 1977

    โลกของการอ่านสมัยใหม่ ตัวหนังสือมีพื้นที่หลากหลายขึ้น คนทำหนังสือกลุ่มเล็กๆ จึงเปิดพื้นที่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีทางเลือกในการอ่าน นิตยสารปล่อย อีบุ๊ก มาจากความคิดของเขาคนนี้
     "ประยูร หงษาธร"

    วันนี้มาให้เขาบอกเล่าเรื่องนิตยสารปล่อย ให้ได้ติดตามกันค่ะ
    (ประยูร หงษาธร บรรณาธิการ)

    ปล่อย เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

    เกิดจากหลายปัจจัยรวมกันครับ ผมมีเพื่อนพี่น้องที่รู้จักหลายๆ คนที่รักชอบในการอ่านเขียน แล้วเกิดความอยากจะเขียนอะไรของตนขึ้นมาบ้าง แต่ช่องทางการเผยแพร่บนหน้าสื่อกระดาษนั้นมันน้อยมาก หลายๆ คนจึงเขียนผ่านบล็อก ผ่านเฟสบุ๊ค ผ่านเว็บไซต์ หรือกระทู้แสดงความคิดเห็นต่างๆ ในโลกไซเบอร์ ผมก็ตามอ่านบ้างเป็นระยะๆ พบเห็นงานบางชิ้นมันเป็นประโยชน์สาระ และมีชั้นเชิงการเขียน การเล่าเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้งานที่ตีพิมพ์ในหน้านิตยสาร ผมเลยคิดว่าถ้าจับงานเขียนพวกนี้มาทำเป็นแมกกาซีนในรูปแบบทำมือมันคงจะดี หนึ่งได้เผยแพร่งานของพรรคพวกเพื่อนฝูงให้กระจายในวงกว้าง สอง ผมได้ฝึกทำนิตยสารที่ตัวเองอยากเห็นไปในตัว 
    แต่ครั้นคิดไปคิดมา ผมไม่มีเงินไม่มีทุนที่จะทำเป็นรูปเล่มเปเปอร์ได้ จึงลองมองช่องทางอื่น แล้วมาพบว่าอี-แมกกาซีน เหมาะกับสถานะอย่างเราที่สุด ก็เลยนัดแนะพี่น้องเพื่อนฝูงมานั่งรวมกัน พูดคุยถึงโปรเจ็กต์เล็กๆ นี้ โดยให้ชื่อว่า ปล่อย เหมือนกับตอบสนองกิเลสในเรื่องการเขียน เรื่องการอยากเล่าอยากบอกอะไรกับคนอ่าน ก็ปล่อยกันออกมาในพื้นที่ของเรา ..ประมาณนี้ครับ

    เล่ม1 ที่ออกไป ผลตอบรับเป็นไง

    ผลตอบรับ ตั้งแต่ Vol.1 ถูกปล่อยออกมาก็เกือบสองเดือน มีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการนักเขียนที่พอรู้จักพูดถึงถามถึงบ้างนิดหน่อยในแง่ว่า..ทำอะไรวะ (ฮ่าๆ) จริงๆ แล้วก็พรรคพวกเพื่อนฝูงกันนี่แหละครับตามอ่านบ้าง ยังไม่เยอะหรอกครับ น่าจะหลักร้อยได้ เพราะชื่อยังใหม่ และคนทำก็ล้วนแต่โนเนมกันทั้งสิ้น ส่วนหน้าตานิตยสารก็มีคนชมว่าสวยสดใสดีครับ .. 
    ก็ได้แต่หวังครับว่า ในวันหนึ่งๆ ของคนคนหนึ่ง ที่เข้าอินเตอร์เน็ต คงจะให้เวลากับ ปล่อย รีลิส บ้าง แค่แบ่งเวลาจากการเล่นเฟสบุ๊ควันละชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง ไม่กี่วันก็อ่านหมดเล่มแล้ว 


    เล่มที่ 2 มีอะไรที่น่าสนใจ

    เนื้อหาจะหลากหลายยิ่งขึ้นครับ ผมโชคดีที่ได้รับเกียรติจากนักเขียนใหญ่อย่าง ไพฑูรย์ ธัญญา ขจรฤทธิ์ รักษา และชามา มอบงานเขียนให้ด้วยความเมตตาสงสาร ช่วยชูโรงให้นิตยสารมีความเข้มข้นน่าเชื่อถือขึ้นเยอะ... มีเรื่องใหญ่ในเล่มคือบทสัมภาษณ์ ทิวา สาระจูฑะ บก.นิตยสารสีสัน ซึ่งก็ตอบโจทย์ของ ปล่อย รีสิส ได้ในแง่ของการนำเสนอเรื่องราว-ทัศนะของบุคคลที่มีของอยู่ในตัว แล้วอยาก(ปลด)ปล่อยมันออกมาในห้วงภาวะอารมณ์หรือบริบทสังคม ณ ช่วงเวลานั้นๆ  
    อย่างในเล่มแรก ก็เป็นเรื่องครูช่าง ชนประคัลภ์ ซึ่งมีหลายเสียงชื่นชมในเรื่องการพยายามนำเรื่องราวของคนคนนี้มานำเสนอให้ได้รับรู้กัน
    ส่วนคอลัมน์อื่นๆ นั้น ผมก็อยากให้ทุกคนลองเปิดใจเปิดดวงตาลองเข้าไปอ่านกันก่อนครับ เพราะเชื่อว่างานเขียนที่อยู่ใน ปล่อย ไม่ขี้เหร่เลยละครับ

    แล้ววิธีอ่านปล่อย ต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้อ่าน ฟรีใช่ไหมคะ

    ฟรีครับ
    ทำได้ง่ายมากครับ แค่คลิกไปที่ www.thai-emag.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่บรรจุแมกกาซีนเล่มนี้ คลิกต่อที่หน้าปก หรือสัญลักษณ์ที่ให้ดาวน์โหลด ก็สามารถเข้าถึงได้แล้วครับ เพราะเราทำ ปล่อย รีลิส เพื่อให้ทุกคนได้อ่านฟรี ไม่ต้องเสียเงินดาวน์โหลด หรือซื้อแอพโน่นนี่ให้ยุ่งยาก ถ้าโหลดเก็บ ก็สามารถอ่านแบบออฟไลน์ได้ หรือถ้าสะดวกออนไลน์ จะคลิกเข้าไปอ่านตอนไหนก็ง่ายดายครับ


    อยากรู้ว่าปล่อย เขาปล่อยอะไรไว้บ้าง คลิก  www.thai-emag.net
    และรอปล่อย 2 ออกอาละวาดได้ในเดือนมิถุนายนนี้นะค้า

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    เทศกาลสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติ ครั้งที่ 1 วันที่ 22-29 มิถุนายน 2556
    (29 May 2013 13:31:11 pm)
    โพสต์โดย : midorikwa
    อ่าน : 1960

    เครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก จัดงาน เทศกาลสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติ ครั้งที่ 1 
    22-29 มิถุนายน 2556 ที่ร้านหนังสือเล็กทุกภูมิภาค วัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นให้นักอ่านและร้านหนังสือมีกิจกรรมร่วมกัน และสนับสนุนให้นักอ่านได้เยือนร้านหนังสืออิสระขนาดเล็ก สร้างวงจรธุรกิจหนังสือที่สมดุล

    รายชื่อร้านอิสระที่เป็นหมุดหมายสำคัญหรือสถานีนักอ่านในเทศกาลสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติ ครั้งที่ 1 มีทั้งสิ้น 15 ร้าน

    กรุงเทพฯ : ร้านหนังสือเดินทาง, ริมขอบฟ้า, สวนเงินมีมา, บุ๊คโมบี้, ร้านมะลิ มะลิ
    ภาคใต้ : บูคู (ปัตตานี), หนัง(สือ)2521 (ภูเก็ต)
    ภาคกลาง : บุ๊คโทเปีย+กาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี)
    ภาคตะวันออก : สุนทรภู่ (ระยอง)
    ภาคอีสาน : เฟื่องนคร (โคราช), ฟิลาเดลเฟีย (อุบลราชธานี)
    ภาคเหนือ : เอกาลิเต้ (ลำปาง), ร้านเล่า+บุ๊ค รีพับลิค (เชียงใหม่)



    1. ร้านเล่า (เชียงใหม่)
    https://www.facebook.com/ranlaobookshop?fref=pb&hc_location=profile_browser

    2. Book Re:public (เชียงใหม่)
    https://www.facebook.com/BookRepublicChiangMai?fref=pb&hc_location=profile_browser

    3. เอกาลิเต้ (ลำปาง)
    https://www.facebook.com/egalite.bookshop?fref=pb&hc_location=profile_browser

    4. กาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี)
    https://www.facebook.com/oncebookk

    5. Booktopia (อุทัยธานี)
    https://www.facebook.com/pages/Booktopia/155900134462189?fref=pb&hc_location=profile_browser

    6. เฟื่องนคร (นครรราชสีมา)
    https://www.facebook.com/FueangNakhonBooks?fref=pb&hc_location=profile_browser

    7. ฟิลาเดลเฟีย (อุบลราชธานี)
    https://www.facebook.com/pages/ฟิลาเดลเฟีย-ร้านหนังสือในสวนดอกไม้/420209381423793?fref=ts

    8. มะลิ มะลิ (ราษฎร์บูรณะ/กรุงเทพฯ) 
    https://www.facebook.com/pages/Mali-mali-coffee-and-book-cafe/303011513058847?fref=pb&hc_location=profile_browser

    9. ริมขอบฟ้า (ราชดำเนิน/กรุงเทพฯ)
    https://www.facebook.com/rimkhobfa?fref=pb&hc_location=profile_browser

    10. สวนเงินมีมา (ราชบพิธ/กรุงเทพฯ)
    https://www.facebook.com/suanspirit?fref=pb&hc_location=profile_browser

    11. ร้านหนังสือเดินทาง (ใกล้แยกผ่านฟ้า/กรุงเทพฯ)
    https://www.facebook.com/groups/126114927425618/?fref=ts
    https://www.facebook.com/yo.noompassportbookshop?fref=pb&hc_location=profile_browser

    12. Bookmoby (ชั้น 4 หอศิลปกรุงเทพฯ)
    https://www.facebook.com/bookmoby?fref=pb&hc_location=profile_browser

    13. สุนทรภู่ (ระยอง)
    https://www.facebook.com/pages/ร้านสุนทรภู่-ร้านหนังสือเล็กๆ-ที่บ้านเกิด-1-อแกลง-จระยอง/266388626808935?fref=pb&hc_location=profile_browser

    14. หนัง (สือ) 2521 (ภูเก็ต)
    https://www.facebook.com/room2521?fref=pb&hc_location=profile_browser

    15. บูคู (ปัตตานี)
    https://www.facebook.com/bukupattani

    คุณช่วยสนับสนุนโครงการนี้ได้ด้วยการช่วยประชาสัมพันธ์ (แชร์) ให้กระจายออกไป
    ขอบคุณทุกท่านค่ะ/ครับ

    อ่านต่อ...next
    ข่าววรรณกรรม
    ทิศทางวรรณกรรมไทยในอาเซียน//โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    (29 May 2013 12:41:24 pm)
    โพสต์โดย : midorikwa
    อ่าน : 1944
    อย่าเพิ่งเบื่อกันเสียก่อนหากได้ยินคำว่า 'อาเซียน' อีกแล้ว โดยเฉพาะระยะนี้ต่อไปถึงปี 2558 ที่ภูมิภาคนี้จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

    สำหรับด้านเศรษฐกิจอันเป็นตัวชูโรงในการจับมือจูบปากกันของประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ นั้นอาจนำมาซึ่งเม็ดเงินทั้งเข้าและออกมหาศาล การค้าการขายเป็นไปโดยเสรีมากขึ้น พ่อค้าวาณิชย์และผู้บริโภคไปมาหาสู่กันมากมาย แน่นอนว่าศิลปวัฒนธรรมที่ติดตัวกันมาย่อมได้เดินทางแลกเปลี่ยนกันด้วยเช่นกัน

    วรรณกรรมก็เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ได้รับผลพลอยได้จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน...กว่าจะถึงปี 2558 ก็เกือบสองปีเต็ม แต่แค่เผลอไผลกาลเวลาก็อาจวิ่งไล่มาถึงโดยมิทันตั้งตัว วันนี้ฟันเฟืองในบรรณพิภพควรเตรียมตัวอย่างไร...ก่อนจะถึงวันนั้น

    วรรณกรรม...สายสัมพันธ์ที่มาก่อน

    เป็นที่ทราบกันดีว่ารางวัลวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก 'ซีไรต์' หรือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน ซึ่งปีนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 35 แล้ว เกิดขึ้นก่อนองค์การอาเซียนเสียด้วยซ้ำ และถือได้ว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลเดียวในระดับภูมิภาคนี้

    ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร อธิบายว่า "อาเซียนในความหมายของซีไรต์คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรกเริ่มมีเพียง 5 ประเทศต่อมาก็เริ่มครบถ้วน แต่ก็มีประเทศที่ห่างหายไป เช่น กัมพูชา พม่า"

    สำหรับในประเทศไทย ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บอกว่ารางวัลนี้เป็นศึกซีไรต์ค่อนข้างมาก มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ในประเทศอื่นคัดเลือกด้วยวิธีอื่น เช่น มอบเป็นรางวัล Life Time Archievement เหมือนรางวัลศิลปินแห่งชาติ หรือบางประเทศเลือกนักเขียนที่เป็นดาวเด่น บางประเทศเลือกนักเขียนที่มีงานเขียนสดใหม่ มีกลวิธีไม่ซ้ำเดิม

    เมื่อย้อนไปไกลกว่านั้น หากสังเกตให้ดีวรรณกรรมของแต่ละประเทศมีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกัน

    "ถ้าเราพูดถึงเรื่องรามเกียรติ์ มีทุกประเทศเลย ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่มีวัฒนธรรมแบบยุคหลังอาณานิคม แต่ในอินโดนีเซีย ในชวา ยังคงมีอิทธิพลของเรื่องรามายณะอยู่"

    แปลภาษา...สู่อาเซียน

    อาจไม่ต้องเอ่ยถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันอย่างคล่องแคล่ว เพราะเมื่อนักเขียนไทยเขียนหนังสือเสร็จ เส้นทางที่หนังสือภาษาไทยเดินทางไปก็มักจะวนเวียนอยู่ในประเทศนี้เพราะภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว

    ดังนั้นกระบวนการสำคัญประการหนึ่งที่จะสร้างสายป่านให้นักเขียนไทย คือ การแปล ซึ่ง ผศ.ดร.ตรีศิลป์ พบว่าการแปลหนังสือภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศนั้นยังมีช่องโหว่ที่ทำให้อรรถรสสูญหายไป

    "แปลเรื่องสั้น, นวนิยายนี่ง่ายที่สุดนะ เพราะถ่ายทอดออกมาตามนั้น แต่ถ้าแปลบทกวีนี่หมดกัน ถ่ายทอดออกมาแล้วทำลายบทกวีนั้นไปเลย อรรถรสหายหมด เพราะฉะนั้นฝีมือคนแปลยังมีช่องว่างอยู่เยอะเลย ใครจะแปล คนแปลมีฝีมือแค่ไหน เข้าใจถึงวรรณศิลป์ของไทยแค่ไหน"

    นอกจากนักแปลแล้ว นักเขียนและนักอ่านก็เป็นจุดอ่อนที่เราไม่ทัดเทียมเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ฝีมือตวัดปากกาทว่าเป็นภาษา...เรื่องเดิมๆ

    "เดี๋ยวนี้เราสู้นักเขียนต่างชาติไม่ได้ด้านภาษา เพราะเท่าที่สัมผัส อย่างในมาเลเซียคนเขาพูดภาษาอังกฤษกันเยอะมาก ชาวบ้าน แท็กซี่ เขาก็รู้เรื่อง เวียดนามเดี๋ยวนี้ เด็กปี 2 ปริญญาตรี ดำเนินอภิปรายเป็นภาษาอังกฤษได้ เห็นแล้วก็ตื่นตะลึง นักเขียนสิงคโปร์ก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษ" ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บอก

    นายหน้าค้าวรรณกรรม

    ไม่ว่าจะในโลกธุรกิจประเภทใด ย่อมมีผู้ผลิต และผู้บริโภค แต่ใช่ว่าจะมีเพียงสองฝ่ายนี้แล้วจะจบบริบูรณ์ไม่ เพราะตรงกลางระหว่างสองฝ่ายย่อมมีเอเจนซี่หรือนายหน้า (ตามแต่จะเรียก) เติมช่องว่างตรงกลางให้เต็ม อีกนัยหนึ่งนายหน้าคือแม่สื่อแม่ชักพาสองฝ่ายให้มารู้จักกัน แล้วสายป่านของสองฝ่ายก็ยาวขึ้น

    และในธุรกิจค้าวรรณกรรมก็เช่นเดียวกันที่จำเป็นต้องมี 'สะพาน' ระหว่างสำนักพิมพ์กับนักอ่าน โดยเฉพาะวรรณกรรมที่จะต้องเดินทางไปยังตลาดสากลยิ่งจำเป็นทวีคูณ

    "เมื่อก่อนใครจะแปลงานอะไรก็หยิบมาแปลได้เลย แต่เมื่อมีเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตัวแทนอย่างเราจึงเกิดขึ้นในบรรณพิภพ..." พิมลพร ยุติศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ทัทเทิล-โมริ เอเจนซี่ กล่าว

    "เราก็ซื้องานของฝรั่งมาเยอะ ทำไมเราไม่เอางานของคนไทยออกไปบ้าง เราอ่านงานไทยแล้วรู้สึกว่าดีมาก เริ่มความคิดนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่าเราเริ่มแบบเด็กทารก มีใจแต่ไม่มีความพร้อม ตอนนั้นเริ่มด้วย '2499 อันธพาลครองเมือง' ก็ส่งไปทั่วโลก แต่กระแสตอบรับไม่ดี เราก็มีคำถามว่าทำไม วรรณกรรมที่ดังมากในบ้านเราถึงเดินทางไม่ได้ เราก็ขอเหตุผลจากสำนักพิมพ์ที่เราส่งไป ทุกรายบอกว่า คุณต้องเข้าใจว่ามันดังในประเทศคุณก็จริง แต่ไม่มีใครอยากรู้เรื่อง Gangster ในประเทศเล็กๆ นี้"

    เมื่อนั้น พิมลพร จึงเกิดวุฒิปัญญาว่าวรรณกรรมที่จะเดินทางไปได้ต้องมีความเป็นสากล แต่ต้องมีความเฉพาะตัวอีกด้วย สองปัจจัยนี้ที่จะทำให้วรรณกรรมไปสู่สากลได้

    มูราคามิ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดซึ่ง พิมลพร ยกตัวอย่าง ด้วยค่าที่นักอ่านทั่วโลกพูดถึง

    "เราอ่านงานเขาแล้วไม่รู้สึกว่าเราแปลกแยก เขาพูดอะไรออกมา เราเข้าใจทุกฉากทุกตอนที่เขาบรรยายออกมา แล้วมูราคามิทำให้รู้สึกว่าได้นั่งฟังท่ามกลางบทสนทนาของเขา"

    และนอกจากความเป็นสากลและเอกลักษณ์แล้ว วัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดจนแนวคิดของแต่ละประเทศก็คือใบเบิกทางสำคัญให้วรรณกรรม 'ดัง' หรือ 'ดับ'

    อย่างที่ พิมลพร ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ เช่น ในอินโดนีเซียไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแนวใดต้องมีแนวคิดแบบศูนย์สู่ความสำเร็จ (Zero to Hero) หรืออย่างในมาเลเซียที่เป็นประเทศอิลามก็ห้ามเรื่องที่ล่อแหลมผิดศีลธรรม หรือแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับหมู, หมาก็ไม่ควร เป็นต้น

    นักเขียน...เดินข้างใน ก่อนเดินทางไกล

    นักเขียนถือเป็นต้นทางของผลงานวรรณกรรม และนับว่าเป็นผู้ผลิตที่ต้องปรับตัวมากในโลกไร้พรมแดน (กว่าเดิม) ที่กำลังจะเกิดขึ้น

    แต่ถ้าหากปรับเปลี่ยนจนหลุดรูปรอยเดิมแล้ว อัตลักษณ์ที่เป็นสิ่งจำเป็นก็อาจเลือนหายไปหมดสิ้น...คงไม่ดีแน่

    ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นนี้ว่า แม้เราจะเดินทางไปต่างประเทศเราสวมเสื้อผ้าชุดเดิมได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจทั้งตัวเองและองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งแวดล้อม

    "นักเขียนต้องโกอินจริงๆ ส่วนเตอร์ค่อยมาเติมทีหลัง เพราะถ้าเราไม่โกอินให้ถึงความจริง ความดี ความงาม บางทีเราอาจจะเป็นซาตานในนามของศิลปวัฒนธรรม ผมเชื่อแน่ว่าหลังจากอาเซียนเปิดเต็มรุปแบบแล้ว แป้งทะนาคาบนใบหน้าของชาวพม่าจะหายไป เพราะภาคธุรกิจจะรุกเข้าไป แล้วอย่าคิดนะครับว่าวัฒนธรรมของแต่ละชาติจะถูกทำลายโดยภาคธุรกิจเท่านั้น บางทีในนามของศิลปวัฒนธรรมเองนี่แหละ ถ้าความโลภนำหน้าเมื่อไร เราจะไม่เห็นอัตลักษณ์ของชาติต่างๆ"

    ...

    ต่อจากนี้คำว่า 'อาเซียน' คงไม่ใช่ของแปลกหรือของแสลงสำหรับบรรณพิภพไทยอีกต่อไป บางทีกว่าจะถึงวันที่เปิดประชาคมฯจริงๆ การตระเตรียมที่พรั่งพร้อมอาจนำมาซึ่งโลกไร้พรมแดนที่ไร้รอยตะเข็บ

    หรืออาจเปรียบได้กับหนังสือที่ถูกเขียนไว้อย่างประณีต อ่านลื่น ไม่สะดุด ทั้งภาษาไทยและสากลนั่นแหละ

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    Life Style : Read & Write
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 09:39
    http://www.bangkokbiznews.com

    โดย : ปริญญา ชาวสมุน
    อ่านต่อ...next
    หน้า [1] [2] [3] [4] [5] 6 [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] [40] [41] [42] [43] [44] [45] [46] [47] [48] [49] [50] [51] [52] [53] [54] [55] [56] [57] [58] [59] [60] [61] [62] [63]
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย | ศูนย์ช่วยเหลือ | ติดต่อสมาคมฯ | ข้อตกลงในการใช้งาน
    สงวนลิขสิทธิ์ © 2550 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย    |   version 1.0 designed and powered by wekluay graphic design